ตอนที่ 169
บทที่ 169 ห่างกันไม่นานลืมกันเสียสิ้น
October 28, 2026
หานเสวี่ยถังจัดแจงเกี่ยวกับตำหนักที่พักให้กับทุกคนอย่างเหมาะสม โดยตำหนักของท่านฮุ่ยฉินนั้นจะอยู่ใกล้กับตำหนักมังกรของผู้ปกครองแคว้น เพราะสะดวกในการไปมาหาสู่กันยามที่ว่างเว้นจากงานราชการ
ส่วนตำหนักของเย่วฉีโอรสบุญธรรมของผู้ปกครองแคว้นนั้นเป็นตำหนักไป๋หู่ที่มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะสมกับฐานะ และเนื่องด้วยเย่วฉีชื่นชอบในเรื่องสมุนไพรบิดาบุญธรรมอย่างผู้ปกครองแคว้นก็จัดตำหนักส่วนหนึ่งให้กลายเป็นห้องปรุงยาและสรรหาสมุนไพรต่าง ๆ เอามาไว้อีกมากมาย และยังทรงอนุญาตให้เย่วฉีได้เปิดโรงหมอถ้าหากว่าเขาต้องการอีกด้วย
เย่วซินอาศัยอยูที่ตำหนักโม่ลี่เป็นตำหนักที่จ้าวไท่เหว่ยเคยพักรักษาตัวอยู่ ตำหนักแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกโม่ลี่สีขาวออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วตำหนัก เย่วซินยังคงชื่นชอบการเก็บดอกโมลี่นำมาตากแห้งเพื่อที่จะนำไปชงชาดื่ม ดังนั้นการอยู่ที่ตำหนักใหญ่โตนี้จึงไม่น่าเบื่อเท่าใดนัก
ตอนนี้จ้าวไท่เหว่ยเดินทางกลับพรรคอินทรีย์เพื่อสั่งงานกับลูกพรรคและเขาจะนำงานทั้งหมดมาไว้ที่ตำหนักโม่ลี่ เพราะนับจากนี้เขาจะทำงานที่นี่และหากมีงานเร่งด่วนก็จะเป็นซานจงที่จะทำหน้าที่ประสานงานแทนในบางเรื่องที่ทำได้ ความจริงแล้วเย่วซินไม่ได้บังคับให้เขามาอยู่ด้วยกันที่วังหลวงเพราะรู้ว่าเขามีงานมากมายที่ต้องจัดการ แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะมาอยู่ด้วยกันและไม่ยอมที่จะแยกจากกันอีกด้วย เพราะเขาบอกว่าเจ็ดวันที่ต้องห่างก็นานเกินพอแล้ว เย่วซินขี้เกียจจะค้านเลยปล่อยให้เขาได้ทำตามที่เขาต้องการ
หลังจากที่เย่วซินไปร่วมกินอาหารค่ำกับทุกคนแล้วก็กลับมายังตำหนักของตนเอง จ้าวไท่เหว่ยยังไม่กลับมาจากพรรคอินทรีย์อาจเป็นไปได้ว่าเขามีงานที่ต้องทำเยอะและอาจจะต้องนอนค้างที่นั่น เย่วซินจึงอาบน้ำสระผมกว่าผมจะแห้งก็ล่วงเวลาไปมากโขจากนั้นก็ดับตะเกียงแล้วเข้านอน
หลับไปนานเท่าไรไม่รู้แต่ยามนี้เย่วซินรู้สึกว่าตนเองโดนบางสิ่งบางอย่างกดทับร่างของตนจนขยับตัวไม่ได้ ดวงตากลมโตพยายามเพ่งมองแต่เนื่องจากดวงตายังคงไม่คุ้นชินกับความมืดจึงไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นเย่วซินก็สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นผู้ใดที่กระทำการอุกอาจยามราตรีเช่นนี้
“มาแล้วหรือเจ้าคะพี่เย่วเทียน โอ๊ย...” เย่วซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงียเพราะเพิ่งตื่นนอน แต่เมื่อเอ่ยจบก็โดนมือหนัก ๆ เขกมาที่ศีรษะของตนเองทันทีจนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ห่างกันยังไม่ทันข้ามคืนเจ้าลืมพี่แล้วกระนั้นหรือ?” จ้าวไท่เหว่ยเอ่ยด้วยน้ำสียงตัดพ้อ
“ข้าแค่หยอกเล่นเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องลงมือทำร้ายกันเลย” เย่วซินเอ่ยพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นมาลูบศีรษะของตนเองเบา ๆ
“พี่แค่มือไวไปหน่อยเท่านั้นเอง อย่าโกรธกันเลยนะ...นะ มาประเดี๋ยวพี่จะเป่าให้” เอ่ยจบไท่เหว่ยก็ก้มลงเป่าตรงที่ตนเองลงมือ จากนั้นริมฝีปากหยักได้รูปก็เลื่อนต่ำลงมายังหน้าผากมน แล้วมาหยุดที่ริมฝีปากอิ่ม
ปากหยักทาบทับปากอิ่มระเหรื่อ ลิ้นหนาซุกไซร้ลิ้มรสหอมหวานจากกลีบปากบาง เย่วซินเม้มปากแน่นไม่ยอมให้ร่างสูงได้กระทำตามใจ ถึงใจคิดเช่นนั้นแต่ร่างกายมันกลับทรยศเพียงโดนอีกฝ่ายเล้าโลมเพียงนิดก็พลันอ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งถูกไฟลน ช่างร้ายกาจยิ่งนัก...
“ไหนบอกว่าแค่เป่า” เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระก็เอ่ยถามทันที
“ก็เจ้าทั้งงามและเนื้อตัวก็หอมขนาดนี้ใครจะไปอดใจไหวเล่า” จ้าวไท่เหว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
“คนบ้ากาม” เย่วซินเอ่ยเสียงอุบอิบ