ตอนที่ 105
ตอนที่ 209 ธรรมชาติของมนุษย์ / ตอนที่ 210 จ้างกรรมกร
October 22, 2026
ตอนที่ 209 ธรรมชาติของมนุษย์
“และขอให้พวกเจ้าจำไว้ ข้าไม่ได้ตุนข้าวเพื่อขาย แต่เพื่อให้ตนเองสะดวกสบายเท่านั้น กระนั้นข้าเห็นว่าพวกเจ้าซื้อข้าวกันได้ลำบากนัก ถึงได้หวังดีแบ่งขายสักโต่วหนึ่งให้พวกเจ้า จะได้ไม่ต้องไปถูกขูดเลือดขูดเนื้อในเมือง แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าข้าจะถูกใส่ร้ายเพราะทำดีกับผู้อื่นเช่นนี้ พวกเจ้าคิดว่าข้าไป๋จื่อผู้นี้จะเปิดยุ้งฉางให้ข้าวกับพวกเจ้าเปล่าๆ เหมือนแบ่งกงสีหรือ”
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าอย่าได้คิดจะซื้อข้าวได้จากที่นี่แม้สักเมล็ด และอย่าได้พูดวาจาโง่เง่าอย่างทำอะไรต้องมีขอบเขตมาข่มขู่พวกข้า จำไว้ด้วยว่าบนโลกนี้หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง หากพวกเจ้ากล้าทำเรื่องอะไรที่ไม่ควรทำ ก็อย่าให้ข้ารู้จะดีที่สุด ทุกคนก็รู้ว่าข้ามีใครอยู่ในที่ว่าการอำเภอ ถ้าข้าจับได้ว่าผู้ใดโกงกิน ก็อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่น้ำใจคนหมู่บ้านเดียวกัน”
คิดไม่ถึงเลยว่านางจะใช้เมิ่งหนานไปข่มขู่ใคร เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น มีพี่พึ่งพิงสักคนหนึ่งให้ใช้ประโยชน์ได้ เหตุใดจะไม่ใช้ประโยชน์เล่า
มนุษย์ล้วนมีความชั่วร้ายแต่กำเนิดบางอย่าง ชอบดื่มเหล้าลงโทษ ไม่ชอบดื่มเหล้ามงคล อาจจะเป็นเพราะดื่มเหล้าลงโทษแล้วคึกคะนองมากกว่ากระมัง
หลังจากไป๋จื่อกล่าวจบ ทุกคนในหมู่บ้านก็เงียบกริบ ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก หรือพูดได้ว่าพวกเขาคล้ายกับตัดสินใจไม่พูดอะไรอีก เด็กสาวพูดทุกอย่างอย่างชัดแจ้งแล้ว แล้วพวกเขายังจะพูดอะไรได้อีก
หูเฟิงถลึงตามองพวกเขาอย่างเย็นชา กล่าวด้วยความโมโห “ยังไม่ไปอีก? ต้องให้ข้าลงมือเชิญพวกเจ้าไปหรือ”
“ไม่ต้องๆ พวกข้าไปเองได้”
ทุกคนแยกย้ายกันไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับนกแตกรัง มีใครไม่รู้บ้างว่าหูเฟิงดุดันยิ่ง ครั้งก่อนเขายื่นมือออกไปก็หักแขนทั้งสองข้างของเจ้าใหญ่ได้แล้ว ง่ายดายเหมือนกับหักกิ่งไม้เปราะสองท่อนอย่างไรอย่างนั้น
พวกเขาไม่อยากลิ้มรสชาติเช่นนั้น หากวันนี้ไม่ใช่เพราะเห็นหูเฟิงไม่อยู่บ้าน พวกเขาก็ไม่กล้าล้อมหูจ่างหลินและจ้าวหลานอย่างเหิมเกริมเช่นนี้
เมื่อทุกคนจากไปจนหมดแล้ว จ้าวหลานก็ดึงแขนเสื้อของไป๋จื่อ “จื่อเอ๋อร์ เรื่องบัดสีของสวี่เหล่าซานกับสวี่เหล่าซื่อเมื่อครู่ เป็นความจริงหรือว่าเจ้าแค่พูดมั่ว”
ไป๋จื่อหัวเราะเสียงหนึ่ง “เขาพูดมั่วได้ แต่ข้าพูดมั่วไม่ได้อย่างนั้นหรือ แต่ก็ทำให้พวกเขาลิ้มรสชาติของการถูกเหยียดหยามนะเจ้าคะ”
จ้าวหลานทั้งโมโห ทั้งอยากหัวเราะ ก่อนจะยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของบุตรสาว “เจ้านี่นะ แต่อย่าได้ลืมเสียล่ะ ว่าตนเองเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง”
หูจ่างหลินหัวเราะออกมาโดยตรง “ข้ากลับรู้สึกว่านิสัยของจื่อยาโถวไม่เลวเลย ควรร้ายกาจก็ร้ายกาจ ไม่เช่นนั้นคนในหมู่บ้านเห็นจื่อยาโถวยังเด็ก จะคิดไปว่ารังแกนางได้ รังแกคนอ่อนแอ กลัวคนแข็งแกร่ง นี่เป็นธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ พวกเราทำได้เพียงต้องแข็งแกร่ง ถึงจะปกป้องตนเองได้”
คำพูดของหูจ่างหลินนี้ ทำให้ไป๋จื่อยกนิ้วโป้งให้ในทันที “ท่านลุงหู ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ปกติท่านดูไม่ค่อยชอบพูดจา ท่าทางซื่อๆ ทว่าพูดขึ้นมาแล้วช่างตรงประเด็นยิ่งนัก”
ฝ่ายที่ได้รับคำชมพลันหน้าแดง โบกมือกล่าวว่า “เจ้าอย่ามาพูดเอาใจข้าเลย แต่เพราะเห็นอะไรมาเยอะ จึงได้มีความคิดเช่นนี้”
ดูจ้าวหลานเป็นตัวอย่าง หากนางแข็งแกร่งมากกว่านี้เมื่ออยู่ในสกุลไป๋ จะยังถูกคนสกุลไปรังแกจนน่าเวทนาเช่นนั้นได้หรือ ทั้งยังเกือบเสียชีวิตของบุตรสาวตนไปอีก