ตอนที่ 6
บทที่ 6
September 18, 2026
หลิวชิงซวี่หยุดฝีเท้า หันกลับมาเสยผมหน้าม้า เชิดหน้าขึ้นใช้สองตามองเพดานอย่างเหยียดหยาม แล้วเอ่ยอย่างถือดีว่า “ได้ยินว่าอ๋องเจินมีดวงกินคนรอบข้าง กินลูกกินเมีย ส่วนข้าในฐานะหญิงเก่งยุคใหม่แห่งโลกใบนี้ ผู้มีความสามารถรอบด้านทั้งคุณธรรม ปัญญา พลานามัย และสุนทรียภาพ รู้แจ้งทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ เชี่ยวชาญทั้งบู๊และบุ๋น เป็นสตรีเลิศล้ำที่เหลือเพียงแค่ขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับดวงอาทิตย์บนฟ้าเท่านั้น บุรุษมีแต่จะทำให้สติปัญญาข้าต่ำลงและขัดขวางความเร็วในการหาเงินของข้า จะให้ข้าเอาชีวิตไปผูกไว้กับบุรุษคนหนึ่ง...” นางมองตรงไปที่เจียงจิ่ว มุมปากยกยิ้ม “เจ้าว่าข้าต้องคิดสั้นขนาดไหนกัน?”
“... ?!” เจียงจิ่วมองนางตาค้างราวกับไก่ไม้
นางพูดภาษาผีบ้าอะไรเนี่ย?!
ไม่ใช่แค่เขา แต่อวี๋ฮุยกับเยี่ยนซื่อหยวนก็จ้องนางตาค้างราวกับเห็นสัตว์ประหลาด โดยเฉพาะเยี่ยนซื่อหยวน สองมือที่วางบนตักกำหมัดแน่น ใบหน้าหล่อเหลาดำทะมึนราวกับถูกสาดด้วยน้ำหมึก
แต่งงานกับเขาเรียกว่าคิดสั้น...
นางเป็นสตรีเลิศล้ำหาใครเปรียบ...
นั่นไม่เท่ากับด่าทางอ้อมว่าเขาเป็นคนไร้ค่าหาดีไม่ได้หรอกหรือ?!
เขาใช้ชีวิตมาตลอดยี่สิบสามปี ยังไม่เคยเห็นสตรีคนไหนหน้าด้านหน้าทนถึงขนาดชมตัวเองเสียเลิศเลอเทียมฟ้าขนาดนี้!
รู้สึกได้ถึงรังสีสังหารพุ่งเข้าใส่ หลิวชิงซวี่หันมองตามที่มาของรังสีนั้น ถึงได้เห็นว่าชายหนุ่มที่นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าย่ำแย่สุดขีด
“นายท่านซื่อ เป็นอะไรไป? โดนพิษหรือ?”
“แค่ก ๆ!” เจียงจิ่วได้สติ เกือบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย เห็นท่านอ๋องของตนโกรธจนแทบจะฆ่าคนได้ เขาจึงไอโขลกพลางยิ้มอธิบายแก้ต่าง “คุณหนูหลิว... อาจจะ... อาจจะเป็นเพราะยาที่นายท่านซื่อกินเมื่อครู่ขมเกินไป ตอนนี้เลยคลื่นไส้น่ะขอรับ”
หลิวชิงซวี่ล้วงพุทราเขียวสองลูกออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้เยี่ยนซื่อหยวน “เอาไปกินล้างปากแก้ขมเสียสิ”
เยี่ยนซื่อหยวนกำหมัดแน่น สายตาคมกริบจ้องถลึงใส่นาง ไม่มีท่าทีจะรับแม้แต่น้อย เจียงจิ่วรีบรับพุทราเขียวไว้ พลางขยับตัวบังหน้าเยี่ยนซื่อหยวนอย่างแนบเนียนเพื่อตัดรังสีสังหาร ยิ้มตาหยีให้หลิวชิงซวี่แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณคุณหนูหลิวขอรับ ท่านช่างใส่ใจจริง ๆ”
หลิวชิงซวี่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ข้าไม่รู้ว่าแผลของนายท่านซื่อต้องรักษานานแค่ไหน ถ้าวันไหนข้าหนีไปแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องตามหาข้าหรอกนะ รักษาแผลให้นายท่านซื่อหายดีก่อน เรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากัน”
“คุณหนูหลิว ท่านจะไปไหน พวกเราก็จะตามท่านไปขอรับ แผลของนายท่านซื่อแม้จะไม่หายในเร็ววัน แต่มีข้ากับอวี๋ฮุยคอยดูแล ไม่เป็นไรหรอกขอรับ” เจียงจิ่วรีบแสดงเจตจำนง ในเมื่อนางรับปากการสู่ขอจากท่านอ๋องแล้ว ขืนหนีไปดื้อ ๆ ท่านอ๋องมิต้องถูกคนทั้งใต้หล้าหัวเราะเยาะตายหรือ?!
“จะไปไหนยังไม่แน่ชัด ดูสถานการณ์ก่อน” หลิวชิงซวี่ยิ้มบาง ๆ แล้วโบกมือให้พวกเขา “เอาล่ะ ข้ากลับก่อนนะ”
จุดประสงค์ที่นางมาที่นี่ก็เพื่อบอกกล่าวล่วงหน้าว่านางอาจจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงตอนนั้นถ้านางหายตัวไป หวังว่าพวกเขาจะไม่ออกอาการตื่นตูม
ส่วนข้อตกลงระหว่างนางกับนายท่านซื่อ ตอนนี้นางไม่มีกะจิตกะใจจะคำนึงถึงแล้ว
พอนางจากไป อวี๋ฮุยก็อดบ่นพึมพำไม่ได้ “คุณหนูหลิวผู้นี้ช่างไม่เห็นหัวใครจริง ๆ ถึงกล้าพูดว่าท่านอ๋องไม่คู่ควรกับนาง! เคยเห็นแต่คนหลงตัวเอง แต่ไม่เคยเห็นใครหลงตัวเองได้ขนาดนางมาก่อนเลย!”
เจียงจิ่วกลอกตามองเขา ก่อนจะนั่งลงข้างกายเยี่ยนซื่อหยวน เอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ท่านอ๋อง อย่าทรงเก็บมาใส่พระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ ยังไงคุณหนูหลิวก็ไม่รู้ฐานะของท่าน จะมีอคติกับท่านบ้างก็พอเข้าใจได้”
เยี่ยนซื่อหยวนยังคงทำหน้าดำทะมึน กัดฟันเค้นเสียงรอดไรฟัน “จับตาดูนางให้ดี!”
หาว่าของเขาเล็ก!
รังเกียจว่าเขาไม่คู่ควรกับนาง!
เจ้าคนสมควรตายนี่ รอให้เขาหายดีเมื่อไหร่ คอยดูเถอะเขาจะบีบคอนางให้ตายคามือ!
เจียงจิ่วรู้ดีว่าเขาโกรธจริง เพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ จึงขยิบตาให้อวี๋ฮุย “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนท่านอ๋อง ข้าจะไปจับตาดูคุณหนูหลิวเอง”
อวี๋ฮุยหนังศีรษะชาวาบ แอบชำเลืองมองท่านอ๋องของตน แล้วรีบแย่งจะออกไป “เจ้าอยู่กับท่านอ๋องเถอะ ข้าไปหาคุณหนูหลิวเอง!”
ทว่าเจียงจิ่วไวกว่าเขา แวบเดียวก็พุ่งออกจากเรือนรับรอง พร้อมปิดประตูปิดตามหลัง
‘ปัง’!
อวี๋ฮุยหน้าดำคล้ำมองบานประตู เหงื่อตกเป็นสาย
เขาหันกลับมาหัวเราะ ‘แหะๆ’ “ท่านอ๋อง ท่านพักผ่อนก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปต้มยาให้ท่าน”
พูดจบ เขาก็เปิดประตู แล้วพุ่งตัวหายวับออกไปอย่างรวดเร็ว
......
ในเรือนรับรองข้าง ๆ
หลิวชิงซวี่กำลังจะขึ้นเตียงงีบหลับ จู่ ๆ เสี่ยวหวงอิงก็มาเรียกที่หน้าประตู
“มีเรื่องอะไร?” นางเปิดประตูถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คุณหนูใหญ่ มีคนอ้างชื่อไต้ฟางจื้อมาขอพบท่านที่หน้าวัดเจ้าค่ะ” เสี่ยวหวงอิงรายงานอย่างนอบน้อม
หลิวชิงซวี่ขมวดคิ้วเรียว ในแววตาฉายความสงสัย
เขาไม่สอนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษา มาที่วัดทำไม?
“เชิญเขาเข้ามา”
“เจ้าค่ะ”
ไม่นาน ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในเรือนรับรองของนางด้วยความร้อนรน
หลิวชิงซวี่รีบไล่เสี่ยวหวงอิงออกไป แล้วปิดประตูถามทันที “อาจารย์ไม่สอนหนังสือที่สำนัก ทำไมถึงวิ่งมาที่นี่?”
“คุณหนูหลิว เสี่ยวอันพวกนั้นหายตัวไปขอรับ!” ไต้ฟางจื้อทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้น ร้องบอกด้วยความร้อนใจ
“หา?” หลิวชิงซวี่สีหน้าตื่นตระหนก
“เมื่อวานเสี่ยวอันหายไป ข้านึกว่าเขาแค่ห่วงเล่นเลยหนีออกไปเที่ยว แต่เช้านี้ก็ยังไม่เห็นกลับมา ข้ากำลังจะให้คนออกไปตามหา แล้วก็พบว่าเสี่ยวชงกับไห่โย่วก็หายไปเหมือนกัน ถามเด็กคนอื่น ก็บอกว่าเมื่อคืนเสี่ยวชงกับไห่โย่วนอนข้างกัน ไม่มีใครรู้ว่าสองคนนั้นหายไปตอนไหน อีกอย่าง ข้ายังเจอรองเท้าของเสี่ยวชงตกอยู่แถวนั้นด้วย” ไต้ฟางจื้อพูดเสียงสะอื้น พลางล้วงรองเท้าผ้าสีดำข้างหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วพูดต่อ “ข้าไปแจ้งทางการ คนของทางการบอกว่าพวกเขาเป็นแค่พวกคนจรจัด ตามหาไม่ได้ ข้าหมดหนทางจริง ๆ เลยต้องมาหาท่าน”
“เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?” หลิวชิงซวี่หน้าเครียด รีบวิ่งออกไปทันที “อาจารย์ไต้ ตามข้ากลับเข้าเมืองไปดูหน่อย!”
นางมีโรงเรียนเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่าสำนักศึกษาเสี้ยวเสี้ยว
ในสำนักศึกษามีเด็กทั้งหมดแปดคน ไม่เป็นเด็กกำพร้าไร้บ้าน ก็เป็นขอทานน้อยข้างถนน หรือแม้แต่เด็กที่ขายตัวฝังศพแม่ วันนั้นนางบังเอิญไปเจอเข้า รู้สึกสะเทือนใจ จึงรวบรวมเด็กเหล่านี้มาไว้ด้วยกัน ซื้อเรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่งให้พวกเขาอยู่อาศัย
ตอนนั้นนางอาศัยการทำธุรกิจกับบ่อน หาเงินได้เป็นพันตำลึงในคราวเดียว อารมณ์เลยฮึกเหิมไปหน่อย เลยนึกสนุกทุ่มเงินจ้างซิ่วไฉอย่างไต้ฟางจื้อมาเป็นอาจารย์ ปกติไต้ฟางจื้อจะรับผิดชอบสอนหนังสือเด็ก ๆ ส่วนภรรยาของเขาก็ดูแลเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้า
เพื่อเด็กเหล่านี้ นางใช้เวลาหลายวันรวบรวมบทกวีถัง ซ่ง หยวน และบทกลอนต่าง ๆ ที่นางท่องจำได้แม่นยำมาเรียบเรียงเป็นตำรา โหมงานโต้รุ่งติดต่อกันเป็นเดือนกว่าจะเปิดสำนักศึกษาเสี้ยวเสี้ยวขึ้นมาได้
ตอนนี้เด็กพวกนั้นหายตัวไป จะให้นางไม่ร้อนใจได้อย่างไร!
แต่ขณะที่นางกับไต้ฟางจื้อวิ่งออกมาจากวัด ก็ถูกคนขวางไว้ที่หน้าประตูใหญ่
“คุณหนูใหญ่โปรดหยุดก่อน”
คนที่ขวางพวกเขาคือองครักษ์ของจวนตระกูลหลิว ที่หลิวจิ่งอู่จงใจส่งมาเฝ้านาง
หลิวชิงซวี่เอ่ยเสียงเย็น “ข้ามีธุระด่วนต้องลงเขา”
องครักษ์กล่าวเสียงเคร่ง “คุณหนูใหญ่ หากไม่มีคำสั่งจากท่านแม่ทัพ ท่านออกไปจากวัดไม่ได้ขอรับ”
หลิวชิงซวี่ปรายตามองเขา แล้วก้าวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าทันที
องครักษ์ทั้งสองเห็นดังนั้น ก็รีบยื่นมือเข้าขวาง
หลิวชิงซวี่ไม่หวั่นเกรง ใช้ทั้งมือและเท้าพร้อมกัน ปัดคนหนึ่งกระเด็น ถีบอีกคนล้มคว่ำ การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว หมดจดงดงาม
ไม่รอให้พวกเขาขวางอีก นางมองด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ข่มขู่ว่า “ข้าไม่อยากฆ่าใคร ไม่อยากตายก็ไสหัวไป!”
ปกติเวลาออกจากวัดนางจะไปตอนกลางคืน แถมยังใช้ทางลัด จึงไม่เคยปะทะกับองครักษ์พวกนี้ซึ่งหน้า แต่ตอนนี้นางรีบ ต่อให้ลงเขาทางถนนใหญ่เข้าเมืองยังต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยาม ขืนไปทางลัดต้องเสียเวลาเพิ่มอีกเท่าตัว
นางไม่มีเวลาให้เสียมากขนาดนั้น
องครักษ์ทั้งสองมองนาง คาดไม่ถึงว่านางจะดุร้ายปานยักษ์มาร แววตาจึงฉายความตื่นตระหนก
“อาจารย์ไต้ ตามมา!” หลิวชิงซวี่เหลียวมองด้านหลัง แล้วออกวิ่งลงเขาไป