ตอนที่ 237
บทที่237 ความบาดหมางที่ยากจะอธิบาย
October 21, 2026
วัสดุที่สำคัญที่สุดในการทำผ้าไหมกวางตุ้งไม่ใช่กระบวนการในการทอ แต่เป็นด้ายในการทำผ้า
ด้ายแบบนี้เป็นส่วนสำคัญของการทอผ้าไหมกวางตุ้ง
หลินซินเหยียนคิดมาตลอดว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยีในการทอผ้า ที่จริงไม่ใช่
ด้ายที่ทอผ้าไหมกวางตุ้งนั้นใช้ไหม ฝ้าย และฝ้ายนม
รวมปริมาณทั้งสามอย่างหนึ่งต่อหนึ่ง เอามาฟั่นเป็นด้ายเส้นเล็กเหมือนกับเส้นผม ด้ายเส้นเล็กนี้มีส่วนประกอบสามอย่าง ดังนั้นจึงทำออกมาไม่ง่ายเลย
มีแค่ใช้ด้ายแบบนี้ ทอผ้าไหมกวางตุ้งออกมาถึงจะทั้งบางและเบา และก็นุ่มสุดๆ ไม่มีการย่นเป็นรอย
ถึงจะบอกว่าเฉิงยู่เวินเอาสิ่งสำคัญบอกหลินซินเหยียนแล้ว แต่เขาตัดสินใจกลับไปกับหลินซินเหยียน
ถ้าคนตระกูลเหวินจะสืบสวนจริงๆ ก็ต้องพุ่งมาที่เขา
นี่ก็เป็นผลลัพธ์ที่เขากับเฉิงยู่ซิ่วปรึกษาหารือกัน
“คุณไม่ได้บอกเหรอว่า ไม่ไปจากที่นี่?”หลินซินเหยียนมองเฉิงยู่เวินอย่างคิดไม่ถึง
เธอรู้ว่า ถ้าเขาไปเมืองBกับเธอ ถ้าผ้าไหมกวางตุ้งปรากฏขึ้น จะต้องถูกคนของตระกูลเหวินจับตาดูแน่
“พวกคุณกลัวฉันมีอันตรายเหรอ?”หลินซินเหยียนรู้ว่าทำไมจู่ๆเขาก็จะกลับไปกับตัวเอง
อาศัยแค่พลังของเธอคนเดียว ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตระกูลเหวินเลย แต่ว่าเธอไม่ใช่ตัวคนเดียวนี่
“ฉันไม่เห็นด้วย”หลินซินเหยียนปฏิเสธที่เฉิงยู่เวินจะไปเมืองBกับเธอ
“กรุณาเชื่อฉันด้วยค่ะ ถ้าฉันมีอันตราย จงจิ่งห้าวไม่อยู่เฉยแน่ จากวิธีการของเขาแล้ว ฉันเชื่อว่า เขาปกป้องฉันได้”ในจิตใต้สำนึก เธอเริ่มเชื่อใจ พึ่งพาจงจิ่งห้าวแล้ว
ที่จริงแล้ว ตัวเธอเองยังไม่แน่ใจว่า ทัศนคติที่ตัวเองมีต่อจงจิ่งห้าวนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
คนๆนี้ เหมือนว่าเป็นคนในชีวิตของเธอ คนที่เธอใกล้ชิด พบเจอเรื่องอะไร เธอก็จะนึกถึงเขา
เฉิงยู่ซิ่วทำเพื่อจงจิ่งห้าวมากพอแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนเป็นพวกเขาปกป้องเธอ
“ตอนนี้เหวินชิงอยู่ในระดับประเทศแล้ว……”
“เขาโหดแค่ไหน ก็ไม่อาจลงมือกับ‘หลานชาย’ตัวเองได้หรอกนะ?”ตอนนั้นไม่ประกาศตัวตนของจงจิ่งห้าว ก็เพราะมีอีกเหตุผล นั่นคืออำนาจของตระกูลเหวิน
ถ้าเป็นตอนที่จงจิ่งห้าวเกิด ก็บอกว่าเป็นเฉิงยู่ซิ่วที่คลอด และก็ไม่รู้ว่าจะได้เติบโตไหม
“ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันไม่เห็นด้วยแน่ที่คุณจะกลับไปกับฉัน”ท่าทีของหลินซินเหยียนนั้นแน่วแน่มาก
เฉิงยู่เวินถอนหายใจ“ผมแก่แล้ว อยู่มากไปอีกวัน หรือน้อยไปอีกวัน ก็ไม่ต่างกัน”
ไม่ว่าเฉิงยู่เวินพูดอย่างไร หลินซินเหยียนก็ไม่ผ่อนปรนให้
ฟ้าสว่าง หลินซินเหยียนเก็บของใช้ในชีวิตประจำวันธรรมดาๆบางส่วน เก็บเข้ากระเป๋า ไม่ได้แวะไปทักทายเฉิงยู่เวิน แต่ทิ้งโน้ตไว้แผ่นหนึ่ง แล้วออกไปจากหลังบ้านเพียงคนเดียว
คนที่ลานหน้าบ้านก็พอจะตื่นกันแล้ว มีแค่เด็กสองคนนี้ ยังอยู่ที่เตียง อากาศก็หนาวขึ้นทุกวัน ชนบทไม่มีเครื่องทำความร้อนใต้พื้นกับเครื่องปรับอากาศ เด็กทั้งสองคนหลบอยู่ในเตียงไม่ยอมออกมา
หลินซินเหยียนผลักประตูห้องออก เด็กทั้งสองคนหลบอยู่ที่เตียงใช้แท็บเล็ตดูการ์ตูน หลินซีเฉินไม่ค่อยอยากดูนัก เขาคิดว่ามันเด็กไป แต่ว่าหลินลุ่ยซีอยากดูการ์ตูน เขาก็หมดหนทาง ได้แต่ยอมน้องสาว ดูการ์ตูนพวกนั้นที่ไม่มีคุณค่า
จงจิ่งห้าวนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง กำลังประชุมทางวิดีโอกับคนในบริษัท
ได้ยินเสียงเปิดประตูเขาก็เงยหน้าขึ้น เห็นหลินซินเหยียนแบกกระเป๋าเข้ามา ก็เข้าใจแล้วว่า เธอเรียนการเรียนรู้งานฝีมือจบแล้ว ดูเหมือนพวกเขาน่าจะได้ไปจากที่นี่ในเร็วๆนี้แล้ว
เขาสั่งการไปบางอย่าง แล้วก็จบการประชุมทางวิดีโอ ปิดคอม แล้วยืนขึ้นมา
“พวกเรากลับกันได้แล้ว”หลินซินเหยียนยืนอยู่หน้าประตู ปล่อยเวลาผ่านไปแป๊บหนึ่งจึงพูดขึ้น
“อือ คุณใส่เสื้อผ้าให้พวกเขาละกัน ผมจะไปข้างนอกบอกพวกเขาหน่อย ให้พวกเขาเตรียมตัว”พูดจบจงจิ่งห้าวก็ออกไปจากห้อง
ตอนที่ผ่านร่างของหลินซินเหยียน เขาหันข้างออก ไม่ได้โดนเธอ
วันนั้นจงจิ่งห้าวก็ออกไปจากหลังบ้านอย่างนั้น ระหว่างทั้งสองคนนั้น ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่ไม่ลงรอยกัน
ความบาดหมางที่ยากจะอธิบาย
หลินซินเหยียนเคยชินกับการใกล้ชิดเขาโดยไม่รู้ตัว การสัมผัสของเขา และท่าทางไม่จริงจังตลอดเวลาของเขาไปแล้ว
จู่ๆก็ห่างเหินแบบนี้ ทำให้ในใจเธอไม่ค่อยสบายใจ
“หม่ามี๊”หลินลุ่ยซียืนกระโดดบนเตียง ที่ตัวสวมชุดนอนเป็ดน้อยสีเหลือง บนหัวสวมหมวกไว้ เหมือนกับเป็ดตัวหนึ่งกำลังกระโดดมากจริงๆ เหยียดแขนไปทาง ลินซินเหยียน“หม่ามี๊กอดหน่อย”