ตอนที่ 2708
บทที่ 1021.3 เพียงแค่มองก็รู ้ว่ามรรคาอยู่ที่ใด
October 21, 2026
บทที่ 1021.3 เพียงแค่มองก็รู ้ว่ามรรคาอยู่ที่ใด
ต่อให้เป็ นอวี๋โหยวอวี๋คุณหนูสามผู้สูงศักดิ์และคุณหนูสี่จ้าวแยน ก็ยังสงสัยเหมือนกันไม่ใช่หรือว่าส านักใหญ่อย่างภูเขาลั่วพั่วไฉนถึง ไม่เปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าเลยสักครั้ง?
ลู่เฉินเอาชนะเฉินผิงอันไม่ได้จึงได้แต่รับชามเหล้ามากระดกดื่ม รวดเดียวหมด
อันที่จริงพวกเขาสามคนจะดื่มหรือไม่ดื่มเหล้า ต่อให้โม้จนเมา ขาดสติก็ยังไม่เป็ นไรรากฐานของเฉินผิงอันคนนี้คือยันต์แผ่นหนึ่ง เผยเฉียนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้ของอวี๋ฉุนจือมิอาจ สะเทือนนางได้
ในเมื่อเริ่มดื่มเหล้า ลู่เฉินก็ไม่คิดจะดื่มอย่างครึ่งๆ กลางๆ อีก ดื่ม เหล้าหลังมื้ออาหารยิ่งดื่มก็ยิ่งเมามัน
ถ้อยคายามดื่มสุราคารวะของนักพรตหนุ่มเป็ นเอกลักษณ์อย่าง ยิ่ง ยกชามเหล้าขึ้นพร ้อมกับเอ่ยประโยคว่า “ต่อให้บ้านเกิดจะ แตกต่าง คนและผีอยู่กันคนละเส้นทาง แต่ถึงอย่างไรตะวันจันทราก็ อยู่ร่วมฟ้ า ขอมอบความโชคดีและมิตรภาพให้กับผู้ร่วมฝึ กตนทุก ท่าน มาร่วมกันผูกบุญสัมพันธ ์”
ลู่เฉินใช ้มือหนึ่งยกชามเหล้า บิดหมุนข้อมือแกว่งเบาๆ ก้มหน้า ลงจ้องมอง สุราในชามเกิดริ้วกระเพื่อมเป็ นวง
ในอนาคตหมัดนี้จะชื่อว่าอะไร จางแหย? เฉินแหย? ……
ภูเขาอยู่ในท่ายืนรอต้อนรับคน เสียงน้าทาสงครามกับก้อนหิน
บรรพบุรุษสกุลจางเขตเทียนเฉาที่ร่ารวยจนสามารถเทียบกับ ความมั่งคั่งของหนึ่งแคว้นทั้งเส้นผมและหนวดล้วนเป็ นสีขาวโพลน เรือนกายแข็งแกร่งก าย า แต่กลับแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่สวม เสื้อผ้าป่านพันผ้าโพกหัวสีดา นั่งขัดสมาธิอยู่บนหินริมผาก้อนใหญ่ เสียงน้าดังแต่คนกลับสงบเงียบ
ผู้เฒ่าวางสองหมัดไว้บนหัวเข่า ทอดสายตามองไกลไปยัง ทัศนียภาพห่างไกลกลางม่านราตรี น้าไหลต้นไม้เดียวดาย ผีใหม่ หลุมศพเก่า ต้นไม้แห้งเหี่ยวอีกาหนาวเหน็บประหนึ่งเสียงหญิงหม้าย ร่าไห้ยามราตรี แสงไฟกระจายเป็ นหย่อม นักเดินทางที่อยู่ด้านนอก สะดุ้งตื่นเพราะอากาศหนาว
สายตาของจางฉงขยับขึ้นด้านบนเล็กน้อย มองไปยังภูเขาเหอฮ วาน ภูเขาอูเถิงและจวนเฝิ่นหวานที่เป็ นดั่งตะปูตานัยน์ตา คิดดูแล้ว เวลานี้น่าจะเป็ นภาพเหตุการณ์ที่แสงไฟจุดสว่างเรื่องรอง เสียงชน จอกสุราคลอเคล้าไปพร ้อมกับเสียงหัวเราะพูดคุย สาหรับผู้เฒ่าที่ เกลียดชังความชั่วร ้ายอย่างสุดขั้ว ภูเขาเหอฮวานคือตะปูตาตา แต่ หากไม่ไปมองจริงๆ เมื่อตาไม่เห็นใจก็ไม่หงุดหงิด อันที่จริงคราว ก่อนที่ผู้ฝึ กตนสกุลจางล้อมปราบภูเขาเหอฮวานทางฝั่งของศาล
บรรพชนประจ าตระกูลก็ใช่ว่าจะไม่มีความเห็นเลย เหตุผลก็เรียบง่าย อย่างยิ่ง สมาชิกส่วนใหญ่ต่างก็รู ้สึกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับมาน้อย เกินไป ความเสี่ยงมากเกินไปในเมื่อสกุลจางเขตเทียนเฉาและภูเขา เหอฮวานไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกัน ไยต้องตั้งตัวเป็ นปรปักษ์ต่อกัน ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรที่จะรีบร ้อนบุกโจมตีเช่นนี้ จางฉงที่มิ อาจใช ้เหตุผลมาโน้มน้าวใจผู้คนก็ได้แต่ยกมาดของเจ้าประมุข ประจาตระกูลออกมา ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ยืนกรานจะเดินไปให้สุด ทาง
ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบรรพบุรุษสกุลจางเขตเทียนเฉา “แก่แล้วหูตาฝ้ าฟางอย่างแท้จริง ผู้ฝึกตนทั้งกลุ่มไปไม่ถึงเมืองเฟิ่งเล่อ ที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขาก็จาต้องย้อนกลับมามือเปล่า เสียเปรียบหนัก ขนาดนี้ พลังชีวิตที่ทางตระกูลสะสมอย่างยากลาบากมานานหลาย ร ้อยปีได้รับความเสียหาย ประเด็นส าคัญคือไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ กลับมาเลย หากไม่เป็ นเพราะในตระกูลยังไม่มีคนที่ลาดับอาวุโสต่า กว่าจางฉงรุ่นสองรุ่นเป็ นเขียนดิน เกรงว่าผู้เฒ่า คงต้องยกต าแหน่ง เจ้าประมุขออกไปแล้ว
โชคดีที่จางไฉ่ฉินหลานสาวคนโตที่เป็ นตัวเลือกเจ้าประมุขคน ถัดไปมีใจเดียวกันกับท่านปู่ อย่างเขา ส่วนชีซึ่งสหายเฒ่าที่เป็ น เค่อชิงอันดับหนึ่งก็เป็ นสหายรักของจางฉง บวกกับที่เรื่องดีมาเยือน สกุลจางเขตเทียนเฉาเป็ นคู่ นอกจากจางไฉ่ฉินแล้วยังมีจางอวี่เจี่ยวผู้
ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มที่มีคุณสมบัติเป็ นเซียนดินอีกคนหนึ่ง นี่ถึงได้ทาให้ จางฉงไม่ถึงขั้นลาบากตอนแก่
ทว่าสาหรับราชสานักสกุลหลิ่วแคว้นชิงซิ่งแล้ว พื้นที่อิทธิพลแค่ นี้ก็คือหนามในเนื้ออย่างแท้จริงแล้ว อีกสองแคว้นก็ไม่ยินดีจะมีกอง กาลังที่ตั้งตัวเป็ นอิสระอย่างไร ้ชื่อไร ้แปเช่นนี้มายึดครองพื้นที่ขุนเขา สายน้าไกลพันลี้ไปเปล่าๆ เพียงแต่ว่าการวางแผนทาสงครามของ ราชส านักนับแต่โบราณมา เว้นเสียจากว่าจักรพรรดิผู้กล้าหาญหรือ ทรราชท าตัว “เผด็จการ” ยอมเดิมพันโชคชะตาแคว้นอย่างไม่ เสียดาย ก็มักจะมีการโต้เถียงกันเช่นนี้ไม่หยุดเสมอ เนิ่นนานก็ยัง ไม่ได้ข้อสรุป ได้แต่ผลักความรับผิดชอบและโยนความผิดไปมา
จ้าวฝูหยางมั่นใจว่าฮ่องเต้สกุลหลิ่วมิอาจโน้มน้าวจักรพรรดิของ อีกสองแคว้นให้ความร่วมมือ ช่วยโจมตีภูเขาเหอฮวานอย่างจริงใจ ได้
ดังนั้นจางไฉ่ฉินที่เดินทางขึ้นเหนือไปต้าหลีพร ้อมกับหยางหงโป โน้มน้าวให้คนผู้นั้นเข้าร่วมงานพิธีสวมกวานของรัชทายาทสกุลหลิ่ว ได้ จึงกลายมาเป็ นเซียนบินนอกฟ้ าอยู่เหนือกระดานหมากที่เป็ นทาง ตันกระดานนี้
จางฉงถาม “ตามเวลาที่กาหนดไว้ ในจวนเฝิ่นหวานตอนนี้ควร จะเริ่มพิธีรับลูกเขยได้แล้วใช่ไหม?”
จางไฉ่ฉินเอ่ย “หากตรงตามเวลา เทพภูเขารับสมัครลูกเขยแต่ง บุตรสาวครั้งนี้ก็ควรจะเริ่มตั้งแต่เมื่อสองเค่อก่อนแล้ว”
จางฉงหยิบขนมงาหอมที่ห่อด้วยกระดาษน้ามันห่อหนึ่งออกมา จากชายแขนเสื้อ ยื่นไปให้นาง จางไฉ่ฉินส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม ผู้เฒ่า จึงกินเอง ส่วนเทพเซียนผู้เฒ่าเฉิงนั้นก็ช่างเถิด ไม่เอาหน้าร ้อนๆ ไป แนบกันเย็นๆ ของคนอื่นแล้ว
จางฉงยิ้มเอ่ย “อย่างพวกเรานี่เรียกว่าบีบบังคับผู้อื่นหรือไม่ จ้าว ฝูหยางจะเป็ นหมาจนตรอกกระโดดก าแพงจนคิดจะให้วอดวายไป พร ้อมกับพวกเราด้วยเลยหรือไม่?”
เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้บ้านนอกอย่างจ้าวฝูหยางก็รับปากไว้แล้ว ว่าเมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง วันมะรืนก็จะน าหยกลัญจกรสามชิ้นที่มีหยก ผู้สืบทอดโอรสสวรรค์ไปมอบให้สกุลหลิ่วแคว้นชิงซิ่งพร้อมกันทีเดียว
เพื่อให้เป็ นของแลกเปลี่ยน ภายในเวลาครึ่งปีสกุลหลิ่วแคว้นชิง ซิ่งจะต้องมอบหยกลัญจกรของแคว้นอื่นที่พลัดไปอยู่ต่างถิ่นซึ่งระดับ ขั้นพอๆ กันให้กับภูเขาเหอฮวานสามชิ้นแน่นอนว่านี่เป็ นแค่แผนขัด ตาทัพของเฉิงเฉียนเท่านั้น
จางฉงเช็ดมุมปาก “ดูเหมือนว่ามีหลายกรณีที่ได้รับการพิสูจน์ แล้ว หากบีบให้ผู้ฝึ กตนอิสระที่จิตใจหนักแน่นมั่นคงทั้งยังไม่ขาด แคลนฝีมืออย่างจ้าวฝูหยางร้อนใจจริงๆ ต่อให้ต้องเฉือนเนื้อตัวเอง
พวกเขาก็กล้าพอจะดึงฮ่องเต้ลงจากหลังม้า” (เปรียบเปรยว่ากล้า หาญเสี่ยงชีวิตเพื่อจะต่อสู้กับผู้มีอานาจ)
เฉิงเฉียนยิ้มพูดเรียบๆ “ภูเขาเหอฮวานแห่งหนึ่งก็มีแค่โอสถทอง สองคนเท่านั้น มิอาจสร ้างคลื่นก่อมรสุมอะไรได้หรอก”
ตามข้อตกลง เขาจะเป็ นคนรับมือกับจ้าวฝูหยางแห่งภูเขาจุ้ย ยวนด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นจะจับคู่เข่นฆ่ากัน ส่วนจิ้งจอกเซียนโอสถ ทองอย่างอวี๋ฉุนจือก็ให้ผู้ฝึกตนของสกุลจางเขตเทียนเฉามาเป็ นผู้ ก าราบ
ใบหน้าของจางฉงเต็มไปด้วยความกังขา อดไม่ไหวถามว่า “ท าไมจ้าวฝูหยางถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน? ยอมถอยให้ก้าวใหญ่ขนาด นี้?”
เฉิงเฉียนกล่าว “เรื่องมาถึงขั้นนี้ ต้นสายปลายเหตุอะไรก็ไม่ ส าคัญแล้ว”
ประโยคนี้มีความคล้ายคลึงกับบางประโยคที่จ้าวฝูหยางเอ่ยใน ศาลบรรพชนบ้านตัวเองอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
จางไฉ่ฉินถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที หากจ้าวฝูหยางและอวี๋ฉุนจื อไม่หลอมภูเขาพันหางกัน ผสานรวมภูเขาจุ้ยยวนและภูเขาอูถิงเป็ น ร่างเดียวกัน ใช้วิชาประกอบกามกิจในห้องของลัทธิเต๋าที่สืบทอด อย่างลับๆ ของอารามจินเซียนมาเลื่อนขั้นขอบเขตและพัฒนาตบะ ถ้าอย่างนั้นกองกาลังของแต่ละฝ่ ายต่างก็กลัวว่าฝู่ จวินศาลเถื่อนสอง
ท่านนี้จะเป็ นหมาจนตรอก ตัดใจทิ้งรากฐานพื้นที่ประกอบพิธีกรรม และกิจการใหญ่ของครอบครัวไปไม่ต้องการแล้วพลิกก าแพงเผ่นหนี ไปทั้งอย่างนี้ นับแต่นี้ไปผูกปมแค้นกับกองกาลังของแต่ละฝ่ าย ต้อง ตายตกกันไปข้างถึงจะยอมเลิกรา หากปล่อยให้จ้าวผู้หยางหนีรอด ไปได้ ไม่ว่าจะเป็ นสกุลหลิว พรรคจินแชว หรือสกุลจางเขตเทียนเฉา ล้วนมิอาจแบกรับผลลัพธ ์ที่ตามมาได้
แม้ว่าจ้าวฝูหยางเองก็เป็ นวิชาอภินิหาร “แบกภูเขา” ที่ถ่ายทอด จากปากของอาจารย์ปู่ สายอารามจินเซียนเหมือนกัน แต่หนึ่งเพราะ ต้องยกภูเขาขึ้นมาแบกแล้วเดินทาง ฝีเท้าย่อมเชื่องช ้า อีกอย่างก็คือ ในฐานะเจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคจินแชว เฉิงเฉียนย่อมต้องมี แผนการรับมือกับเรื่องนี้ล่วงหน้านานแล้ว
ในเมื่อรวบแหแล้วก็เหมือนการล่าสัตว์ บีบให้สัตว์จนมุมพร ้อม กัน จากนั้นก็ล้อมวงให้เล็ก การล้อมปราบกลุ่มคนชั่วร ้ายบนภูเขา ก าลังจะเกิดขึ้น ณ คืนนี้
ตลอดทั้งอาณาเขตของภูเขาเหอฮวานกลายมาเป็ นตะพาบตัว หนึ่งที่อยู่ในไหแล้ว และภูเขาเหอฮวานทั้งแห่งก็คือของในกระเป๋ าของ เฉิงเฉียนเจินเหรินผู้เฒ่า
ครั้งนี้จ้าวฝูหยางจัดงานเลี้ยงรับลูกเขย ถือได้ว่าเป็ นคู่สวรรค์ สรรค์สร ้างโดยแท้ และยิ่งเป็ นวิธีการที่ภูเขาเหอฮวานรนหาที่ตาย ให้กับตัวเอง
จางไฉ่ฉินอดไม่ไหวถามคาถามนั้นอีกรอบ “ท่านปู่ ทวด จะไม่มี เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ หรือ คอขวดโอสถทองอย่างจ้าวฝูหยาง นี้ไม่มีทางเลื่อนเป็ นก่อกาเนิดในช่วงเวลาอันใกล้นี้ได้จริงหรือ?”
จางฉงหยิบขนมงาหอมชิ้นสุดท้ายใส่ปาก ยื่นนิ้วชี้ไปยังต้นไม้ ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าประตูภูเขาไกลๆ “ต้นไม้นี้มีลางที่ดอกไม้จะบาน หรือไม่ก็คือการจ าแลงให้เห็นว่าจ้าวฝูหยางจะมีลางได้ฝ่ าทะลุ ขอบเขตหรือไม่ ต่อให้เขาจะร่ายเวทอ าพรางตาไว้มากแค่ไหนก็อ า พรางไว้ไม่อยู่ เจ้าอ้วนชีรออยู่ที่เมืองเฟิ่งเล่อ ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ ต้องการโอ้อวดบารมีเท่านั้น ต้นไม้ต้นนี้ก็คือเขาทึ่งอกออกมาของ เจียวภูเขา”