ตอนที่ 2841
บทที่ 1057.5 มิอาจต้านทานฤทธิ์สุรา
October 21, 2026
บิดาของนาง หรือก็คือจิ้งจอกเฒ่าที่เมื่อก่อนสวมรอยเป็ นเทพ แห่งผืนดินอยู่ในภูเขากระจกวิเศษ คราวก่อนได้เจอกับเหวยไท่เจิน จิ้งจอกเฒ่าอาศัยการรวบรวมรายงานขุนเขาสายน้าและเบาะแส บางส่วนของปี นั้นสืบสาวไปจนรู ้ว่าเจ้าคนที่ปี นั้นเกือบจะได้เป็ น ลูกเขยของตนถึงกับเป็ นเจ้าขุนเขาเฉินแห่งภูเขาลั่วพั่วแจกันสมบัติ ทวีปในทุกวันนี้ จิ้งจอกเฒ่าโมโหยิ่งนัก ตีอกชกตัว โกรธจนควันแทบ ผุดออกมาจากทวารทั้งเจ็ด “เจ้าตะพาบแซ่หยางผู้นั้นท าร ้ายข้า มารดามันเถอะ รอให้วันหน้าขอบเขตข้าสูงเมื่อไหร่ ได้เป็ นนายท่าน เทพภูเขาเมื่อไหร่ จะต้องตบเขาให้ตายด้วยฝ่ ามือเดียวให้จงได้! นี่มัน วาสนาชีวิตคู่ที่ดีงามถึงเพียงใด ก็เพราะเจ้าหมอนี่มาก่อกวนถึงได้ ผลุบหายไปใต้เปลือกตาทั้งอย่างนี้ แล้วก็ต้องโทษเจ้าด้วยปีนั้นไม่ ยอมฟังค าแนะน าของพ่อ ช่างเถิดๆ เจ้าขุนเขาเฉิน เซียนกระบี่ใหญ่ เฉิน บุคคลยิ่งใหญ่เทียมฟ้ าถึงเพียงนั้น พวกเราเป็ นแค่ตระกูลเล็กๆ ไม่ควรอาจเอื้อม แล้วก็ไม่แน่ด้วยว่าเจ้าจะคู่ควรกับเขา เฮ้อ ไม่ถูกสิ ชีวิตคู่ชายหญิงก็ไม่ได้มีอะไรแน่นอนขนาดนั้น นิยายบุรุษมาก ความสามารถกับโฉมสะคราญหลายเรื่อง ฝ่ ายชายและฝ่ ายหญิง มี ใครที่สถานะคู่ควรกันบ้างเล่า!” พอคิดถึงเรื่องนี้ เหวยไท่เจินก็ปวดหัวขึ้นมาทันที นางจึงมองผ่าน ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางไปยังบัณฑิตที่อยู่ข้างกายพอได้ยินว่าภูตจิ้งจอกตนนั้นคือขอบเขตก่อกาเนิด ตอนที่ เด็กชายผมขาวยกพู่กันขึ้นบันทึกก็มีท่าทางหมดความสนใจอย่าง ชัดเจน แต่จะดีจะชั่วก็เป็ นห้าขอบเขตกลางคนหนึ่งถึงอย่างไรก็ดีกว่า ห้าขอบเขตบนอยู่หลายส่วน พอถามถึงขอบเขตของหลี่ไหว ได้ยินมาว่าทั้งไม่ใช่ผู้ฝึ ก ลมปราณแล้วก็ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธเด็กชายผมขาวก็ยิ้มปากกว้างจนหุบ ปากไม่ลงทันที ราวกับว่าเดินออกจากบ้านมาได้ไม่กี่ก้าวก็ดวงดี ขนานใหญ่! เด็กชายผมขาวย่อมต้องรู ้จักหลี่ไหว เหวยไท่เจินปลุกความกล้าเอ่ยอย่างขลาดๆ ว่า “คงโหวเซียนซือ คุณชายของข้าคือนักปราชญ์ของส านักศึกษานะ” เด็กชายผมขาวเก็บกระดาษและพู่กันลงไป สองมือเท้าเอวฉับ ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “โอ้โหเจ้าข้าเอ๊ย นักปราชญ์เชียวหรือ ร ้ายกาจ ร ้าย กาจ อายุน้อยมากความสามารถ!” หลี่ไหวนึกอยากจะขุดรูมุดหนีลงไปทันที เขารีบเปลี่ยนเรื่องคุย “เผยเฉียนกลับมาหรือยัง?” เด็กชายผมขาวพาหลีไหวไปนั่งที่โต๊ะ “ยังเลย ถ่านดาน้อยแช่ เผยผู้นั้น ทุกวันนี้ยังยุ่งอยู่กับงานใหญ่ที่ใบถงทวีปอยู่เลยนะ”แน่นอนว่าเผยเฉียนในทุกวันนี้ไม่ใช่ถ่านดาน้อยอีกแล้ว กับเรื่อง นี้เด็กชายผมขาวค่อนข้างอัดอั้นอยู่มาก ทุกคนเป็ นฟักแคระเหมือนๆ กันก็ไม่ดีมากหรอกหรือ จะตัวสูงพรวดๆ ไปท าไม หลี่ไหวถาม “ท่านอาเจิ้งล่ะ?” เด็กชายผมขาวนั่งขัดสมาธิ แทะเมล็ดแตงเล่น “วันๆ ไม่ทาเรื่อง เป็ นการเป็ นงานอะไรไปคุยกับพ่อครัวเฒ่าอีกแล้ว พูดเสียไพเราะว่า ไปขอวิชาความรู ้ แต่อันที่จริงก็แค่ชายโสดขึ้นคานสองคนพูดจา สัปดนกันไม่ขาดปาก ตรงนี้นูนเด้ง ตรงนั้นกลมแน่น ทนฟังไม่ไหว เลย” นาพาเด็กชายชุดเขียวดูบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าหลาย เจ้าทุกวัน เงินเทพเซียนตั้งหลายเหรียญก็ช่างตัดใจทิ้งได้ลง… เพียงแต่ว่าเรื่องน่าอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายออกไปข้างนอก เด็กชายผมขาวจึงไม่มีหน้ามาพูดเรื่องนี้ หลี่ไหวเกิดและเติบโตมาในเมืองเล็ก ได้ยินเรื่องพวกนี้ อันที่จริง ยังนับว่าดี แต่กลับทาให้ภูตจิ้งจอกที่อยู่ด้านข้างรู ้สึกเขินอายอย่างยิ่ง เจียงซ่างเจินไม่ได้กลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วด้วย แต่ไปที่ตาหนักฉาง ชุนก่อน จากนั้นก็ให้เว่ยซานจวินช่วยลากตัวกลับมาที่ท่าเรือภูเขาห นิวเจี่ยวเพิ่งจะกลับมาถึงภูเขาลั่วพั่ว ยังไม่ทันเดินไปถึงเรือนของพ่อครัว เฒ่าก็เห็นว่าบนเส้นทางมีผู้คุมกฎหญิงที่เรือนกายสูงเพรียว สวมชุด คลุมยาวสีขาวหิมะยืนอยู่ เจียงซ่างเจินกุมหมัดยิ้มเรียก “ผู้คุมกฏฉางมิ่ง” ฉางมิ่งผงกศีรษะตอบรับพร ้อมยิ้มบางๆ “คารวะโจวอันดับหนึ่ง” เจียงซ่างเจินถาม “นี่ผู้คุมกฏฉางมิ่ง?” ฉางมิ่งกล่าว “แค่บังเอิญผ่านทางมา” เจียงซ่างเจินพยักหน้า ไม่อยากจะคุยกับนางมากนัก ในภูเขาลั่วพั่วบ้านตน เกรงว่านอกจากเจ้าขุนเขาแล้ว คนอื่นๆ ไม่ว่าใครก็น่าจะกลัวนางอยู่ไม่มากก็น้อย นางพลันยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “โจวอันดับหนึ่ง ได้ยินว่าเจ้าบรรยายถึง ข้าไว้สองประโยค ประโยคแรกคือ “บนภูเขาลั่วพั่วของพวกเรา ข้าผู้ แซ่โจวชอบสหายฉางมิ่งที่สุดแล้ว” ประโยคที่สองคือ “พี่หญิงผู้คุมกฏ ยิ้มตาหยี หัวใจของบุรุษก็สะท้านไหว? คิดไม่ถึงเลยว่าส าหรับในใจ ของโจวอันดับหนึ่งแล้ว ข้าจะมีรูปลักษณ์เช่นนี้ จะได้รับค าวิจารณ์สูง เช่นนี้ รู ้สึกตกใจที่ได้รับความเมตตาอย่างไม่คาดฝันจริงๆ”เจียงซ่างเจินรู ้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ ในใจรู ้ว่าท่าไม่ดีแล้ว จึงรีบ แก้ตัวทันที “สหายฉางมิ่ง เป็ นแค่คาพูดล้อเล่นบนโต๊ะเหล้าเท่านั้น อย่าได้คิดเป็ นจริงเป็ นจัง!”พี่ใหญ่เจี่ยปิดปากแน่นสนิท ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้แพร่งพราย ไปข้างนอกแน่ ต้องเป็ นนายท่านใหญ่เฉินหลิงจวินที่ปากเปราะแน่นอนเส้นทางการหมุนเวียนของทรัพย์สินบนโลกก็คือเส้นทางแห่งเงิน ทอง มองดูเหมือนเป็ นมายาล่องลอย แต่แท้จริงแล้วกลับไม่เป็ น เช่นนั้น ในสายตาของผู้ฝึกตนบนยอดเขา เส้นทางสายนี้มีอยู่จริงแท้ แน่นอนหาไม่แล้วไฉนเจ้าขุนเขาเฉินถึงได้ให้ผู้คุมกฏบ้านตนนั่งพิทักษ์ เรือข้ามฟากเฟิงยวนเล่า?หากทาให้พี่หญิงฉางมิ่งโมโห นางก็แค่ต้องไปเยือนพื้นที่มงคล ถ้าเมฆาครั้งหนึ่ง ต่อให้มีคางคกทองสามขาของหนีหยวนจานตัวนั้น คอยช่วยรวบรวมโชคลาภไว้ให้อย่างสุดความสามารถ คาดว่าก็ยังมิ อาจแบกรับได้ไหวอยู่ดีแม้ว่ารูปโฉมของฉางมิ่งจะไม่ได้งามล่มบ้านล่มเมือง แต่บอกตาม ตรง กลิ่นอายของสตรีที่อยู่บนร่างของพี่หญิงฉางมิ่งนั้นช่าง…พบเห็น ได้น้อยจริงๆ พบเห็นได้น้อยมากๆยามที่เจียงซ่างเจินมองสาวงามในโลกมนุษย์ก็มักจะมีวิธีประเมิน ของตัวเองอยู่เสมอ มีการบวกลบสารพัดอย่างที่เข้มงวดอย่างมากหากเทียบเป็ นเงินหนึ่งร ้อยเหวิน พูดถึงแค่รูปโฉมของสหายฉาง มิ่ง ก็น่าจะมีถึงแปดสิบเหวิน แต่หากเพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ นางเข้าไปด้วย อย่างน้อยก็ต้องได้มาตรฐานถึงเก้าสิบห้าเหวิน!แต่เจียงซ่างเจินรู ้ชัดเจนดีว่าสตรีอย่างสหายฉางมิ่งนั้นถูกลิขิต มาแล้วว่าจะไม่มีทางเกิดความรักต่อใครดอกไม้ร่วงหล่นอย่างมีใจ แต่สายน้ากลับไหลผ่านอย่างไร ้เยื่อใย ความรักข้างเดียวของบุรุษทุกคนบนโลกล้วนเป็ นดั่งภูเขาเขียวกับ แสงตะวันรอนของวันนี้ ไล่ตามไม่ได้ รั้งไว้ไม่อยู่เรื่องมาถึงขั้นนี้ เจียงซ่างเจินก็ได้แต่ใช ้กระบวนท่าไม้ตายเพื่อ เอามาใช ้รักษาหัวสุนัขของตัวเองแล้วทั้งๆ ที่อยู่บนภูเขาลั่วพั่วบ้านตัวเอง แต่เจียงซ่างเจินกลับใช ้ วิธีการสกัดกั้นฟ้ าดิน “เจ้ารู ้หรือไม่ว่าเจ้าขุนเขารู ้หรือไม่รู ้เรื่องหนึ่ง?”ฉางมิ่งพยักหน้า “ข้ารู ้ว่าคุณชายรู ้แต่แรกแล้ว แต่ต้องใช ้วิธีการ บางอย่างมาแสร ้งท าให้ตัวเองไม่รู ้”การถามตอบของทั้งสองฝ่ายต่างก็พูดอย่างอ้อมค้อมมากนี่เกี่ยวพันไปถึงความลับที่สาคัญมาก หรือถึงขั้นพูดได้ว่าคือ เรื่องใหญ่อันดับหนึ่งของสองส านักบนล่างพิศมรรคาแห่งฟ้ าดินมองพื้นที่มงคลดอกบัวเป็ นฟ้ าดินแห่งหนึ่งที่มหามรรคาโคจร อย่างมีระเบียบยกตัวอย่างเช่นว่า ผู้ฝึ กกระบี่คนแรกของฟ้ าดินมาจากที่ไหน แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร!เจ้าขุนเขาพิศมรรคาเช่นนี้ไม่แน่เสมอไปว่าจะคว้าจับเส้นสายที่ ชัดเจนได้ แต่ขอแค่ท าได้ส าเร็จ ส าหรับเฉินผิงอันแล้วก็จะเป็ น ประโยชน์บนมหามรรคาอย่างมากนี่ก็มีความคล้ายคลึงกับการที่นักพรตซุนให้เจ้าอ้วนเยี่ยนไป พิจารณาคาถามข้อหนึ่งตอนที่อยู่ในอารามเสวียนตู “ทาไมบนโลกมนุษย์ถึงมีแค่ผู้ฝึกกระบี่แต่ว่าเรื่องนี้คนนอกต่างก็ไม่อาจเตือนเฉินผิงอันได้ อย่าว่าแต่ พูดอย่างอ้อมค้อมเลียบๆ เคียงๆ พูดถึงเลย ถึงขั้นที่ว่าเอ่ยอะไรไม่ได้ แม้แต่ค าเดียว้้