ตอนที่ 2885
บทที่ 1068.3 มีสักกี่คนที่แลเห็นชุดเขียว
October 21, 2026
เกร็ดประวัติและเรื่องราวน่าสนใจมีอยู่มากมาย เหตุการณ์บนเสื่อ ไม้ไผ่ของยอดเขาแห่งนี้เป็ นเพียงแค่หนึ่งในนั้นเท่านั้น โลกมนุษย์ในทุกวันนี้มีเรื่องแปลกใหม่อยู่ทุกหนทุกแห่ง คน ประหลาดคนมหัศจรรย์มีให้พบเห็นได้บ่อยจนไม่น่าแปลกใจอีกต่อไป นักพรตวัยกลางคนกวาดตามองไปรอบด้าน ทันใดนั้นเขาก็ทาสี หน้ากลัดกลุ้มราวกับเปลี่ยนไปเป็ นคนละคน เห็นเพียงว่าเขาก้มหน้า นิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น “ดื่มเหล้าไปแล้วก็จะพูดเรื่อง เป็ นการเป็ นงาน สุขและทุกข์อยู่ร่วมกัน เกียรติยศและความอัปยศก็ ไม่แยกจากกัน” ไม่รู ้ว่าเหตุใด นักพรตถึงได้มองพวกเขาอย่างเหม่อลอย สีหน้า หม่นหมองเศร ้าใจทันใดนั้นน้าตาก็หลั่งอาบใบหน้า พูดเสียงสะอื้นว่า “เมื่อบุปผาผลิบานก็คือวสันตฤดูใหม่ที่มาเยือนอีกครั้ง เมื่อใบไม้ร่วง โรยก็รู ้ว่าสารทฤดูมาเยือนใต้หล้า” แต่แขกทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่รู ้ว่าเหตุใดส่วนลึกในใจถึงได้ไม่ รู ้สึกว่าอีกฝ่ ายเสแสร ้งแกล้งท า อีกฝ่ ายก าลังมองพวกเขาเหมือนคน แก่ที่ผ่านร ้อนผ่านหนาวมามากมาย ในสายตามองเห็นการล่มสลาย ของตระกูลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลุ่มบุปผาชูช่อ ประชันสีสันสดใสกันไปแล้วก็คือหิมะขาวพร่างพราว สัตว์บกสัตว์ปีกแยกย้าย จากไป ไม่เหลือสักตัว นักพรตยื่นมือมาเช็ดน้าตา ใช ้มือข้างหนึ่งดันหว่างคิ้ว ฝ่ ามือ ของมืออีกข้างวางแนบไว้บนเสื่อไม้ไผ่ ฟ้ าและดินเชื่อมโยงเข้า ด้วยกัน เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าจะต้องผดุงความเป็ นธรรมแทนสวรรค์ มาที่นี่เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ท่านทั้งหลายยอมพ่ายแพ้” ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นเคยมีดวงตาสีทองบริสุทธิ์คู่ หนึ่ง ประหนึ่งดวงตะวันกลางนภาที่หลุบมองลงมายังโลกมนุษย์ เมื่อเขา “ตื่นขึ้นมา” ก็เคยลังเลอยู่นานกว่าจะกล้าเงยหน้าขึ้น แต่ เพียงแค่มองไปไกลๆ ครู่เดียวก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่จ้องดวงตะวัน ร ้อนแรงแผดเผาเป็ นเวลานานแล้ว โชคดีที่สายตาสองข้างของบุคคลผู้นั้นสอดส่ายไปอย่างว่องไว ตอนนั้นไม่ได้สัมผัสถึงการลอบมองของเขา และเขาเองก็ก้มหน้าลง อย่างรวดเร็ว เขาไม่รู ้ชื่อแซ่ ประวัติความเป็ นมาและอดีตของตัวเอง ถึงขั้นที่ไม่ รู ้ด้วยว่าตัวเองใช่คนหรือไม่ แต่เพียงไม่นานเขาก็ได้เห็นขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของโลก มนุษย์ทั้งใบ เหมือนว่ามีคนเปิดหนังสืออ่านอยู่ข้างๆ ท าให้เขาจะไม่ มองไม่จ าก็ไม่ได้แต่เรื่องราวในหนังสือที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางมีจุดจบ และ หนังสือที่อยู่ในมือก็ดูเหมือนจะเป็ นเล่มแรกไปตลอดกาลนี้ ช่วงท้าย ของเล่มแรกก็ได้มีการแบ่ง “เล่มรอง” ออกมาอีกสี่เล่ม แบ่งเส้นสาย ออกเป็ นสี่เส้น และในความหมายที่เข้มงวดแล้ว อันที่จริงเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาใน พื้นที่มงคลรากบัวแห่งนี้ แต่อยู่บนเส้นสายของเรื่องราวอีกเส้นหนึ่ง อยู่ที่นั่น เจ้านาย หรือควรจะพูดว่าเทพเทวดาน้อย คือนักพรตหนุ่ม คนหนึ่งที่บนบ่ามีวานรสีขาวนั่งยองอยู่ จากนั้นเขาก็ได้เห็นลู่ฝ่ างแห่ง ยออดเขาเหนี่ยวค่านจากหนังสือเล่มรองอีกเล่มหนึ่ง ในฐานะเจ๋อ เซียนที่มาจากต่างถิ่น ในที่สุดลู่ฝ่ างก็ไม่ถูกพันธนาการด้วยความรัก อีกต่อไป เขาหันไปตั้งใจศึกษาพระธรรม ความ รักชายหญิงล้วน กลายไปเป็ นกระดูกขาว อาศัยสิ่งนี้เชื่อมโยงถึงกันแล้วฝ่ าทะลุ ขอบเขตจนกลายเป็ นเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งไปแล้ว เป็ น เหตุให้ในฟ้ าดินแห่งนั้นลัทธิพุทธเจริญรุ่งเรือง มีวัดน้อยใหญ่ตั้งเรียง รายอยู่ในโลกมนุษย์ มากนับหมื่นแห่ง และยังมีใต้หล้าอีกแห่งหนึ่งที่ กองกาลังของลัทธิมารเฟื่องฟู เจ้าลัทธิสามท่านหนึ่งหลักสองรองที่ สืบทอดตาแหน่งต่อมาจากลู่ไถได้เหยียบย่าพรรคหูซานให้ราบเป็ น หน้ากลองก่อน จากนั้นร่วมมือกับแคว้นหนันเยวี่ยน กีบเท้าม้าควบ ตะบึงไปไม่หยุดยั้ง ยึดครองแผ่นดินมาไว้ในมือ แต่เด็กหนุ่มที่ใช ้กระบี่ คนหนึ่งเปิดภูเขาก่อตั้งพรรค เป็ นศิษย์น้องเล็กของสามคนนั้น หรือ ลูกศิษย์ปิดสานักของอาจารย์ลู่ไถ เขาได้มาหาศิษย์พี่ทั้งสามคนแล้วพูดคุยกัน ได้ข้อตกลงว่าราชส านักคือราชส านัก ยุทธภพคือยุทธภพ ต้องขีดเส้นแบ่งกันให้ชัดเจน ไม่ก้าวก่ายกันและกัน… ครั้งนี้เกาจวินกลับจากภูเขาลั่วพั่วมายังพรรคหูชานเคยได้ ทดลองปล่อยจิตหยินออกจากช่องโพรงเดินทางไกล มีชั่วขณะหนึ่งที่ นางเหมือนได้ไปอยู่ท่ามกลางธารดวงดาวที่กว้างใหญ่ไพศาลไร ้ที่ สิ้นสุด แล้วมองเห็นนักพรตวัยกลางคนที่ใบหน้าพร่าเลือนคนหนึ่ง อย่างเลือนราง กระทั่งบัดนี้นางถึงเพิ่งนึกบทสนทนาที่คุยกับอีกฝ่ ายก่อนหน้านั้น ออก นั่นคือตอนที่เกาจวินรับหน้าที่ดูแลพรรคหูซานแล้วเพิ่งจะฝึกตน ประสบความส าเร็จได้เล็กน้อย เรียนวิธีการพูดคุยเสียงในใจเป็ น กลางดึกของคืนหนึ่งที่ผู้คนพากันหลับใหล หลอมลมปราณเสร็จ สิ้นแล้ว เกาจวินก็ยื่นมือมาโบกปัดไอขุ่นมัวในห้องให้สลายหายไป จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง ในเมื่อร่างนี้คือเซียนดินพสุธา ความกลัดกลุ้มกังวลในโลก มนุษย์จะท าอะไรเจ้าได้ จะถูกใช ้งานหรือถูกทอดทิ้งขึ้นอยู่กับเวลา จะ แสดงหรือหลบซ่อนอยู่ที่ตัวข้า ซ่อนมือในชายแขนเสื้ออยู่บนภูเขา พเนจรออกจากภูผา ไยต้องรีบร ้อน”“เจ้าคือใคร? หมายความว่าอะไร?”แต่เกาจวินกลับได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจเบาๆ ไม่มีประโยคใด ตามมาอีกครั้งนี้ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ดูเหมือนอีกฝ่ ายจะรู ้ถึง ความคิดที่อยู่ในใจของเกาจวิน แล้วก็คล้ายจะพยายามโน้มน้าวเกาจ วินอีกครั้งว่าฝึกตนอยู่ในภูเขาอย่าเพิ่งไปให้ความสนใจธุลีแดงที่ตลบ อบอวลอยู่นอกภูเขา (เปรียบเปรยถึงเรื่องทางโลก โลกภายนอกที่ วุ่นวายเป็ นการหาเรื่องใส่ตัวรู ้ถึงความใหญ่ของร่างกายตน จึงจะมองเห็นความเล็กของฟ้ าดิน อย่าได้กลับจากภูเขาสมบัติมามือเปล่า มรรคาต้องขยายจากภายใน สู่ภายนอก คนบนภูเขาอยู่ใกล้มรรคาแล้วเกาจวินเงียบไปพักใหญ่ สายตาของนางเด็ดเดี่ยว ตอบกลับอีก ฝ่ ายไปตามความคิคเตรียมไว้ในใจนานแล้ว “รู ้ว่ามิอาจได้มาอย่าง ฉับพลัน การเริ่มต้นก็คือการรักษาเวลา สวรรค์แม่มอบโอกาสให้คน ถึงสองครั้ง โอกาสไม่มีทางอยู่นาน ความสามารถของคนมิอาจทา สองอย่าองให้ดีได้ในเวลาเดียวกัน กุญแจสาคัญในการทาเรื่องใดให้ สาเร็จอยู่ที่การคว้าโอกาสใไม่กลัวว่าจะเป็ นมดแดงเขย่าต้นไม้ เป็ นตั๊กแตนที่ขวางหน้ารถ หรือ“มรรคาอยู่ที่ใด จิตใจมุ่งไปที่นั่น เกาจวินกล้าใช ้ความตายมา พิสูจน์ให้โลกยุคหลังเห็นว่าทางสายนี้สามารถเดินได้หรือไม่ได้เขาที่ได้รับคาตอบชัดเจนแล้วไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่ว่า กาลเวลาได้หมุนย้อนกลับรอกระทั่งเชิญเกาจวินออกมาจากฟ้ าดิน เล็กแล้ว จิตแห่งมรรคาและความทรงจ าของนางล้วนกลับคืนมาสู่จุด เดิมทั้งสิ้นทางฝั่งของเสื่อไม้ไผ่ “นักพรตวัยกลางคน” มองใจคนที่ขึ้นลง อย่างลุ่มลึกก็รู ้แล้วว่าการ “เกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้” ด้วยความหวังดี ของตน การอธิบายถึงสภาพการณ์ของโลกมนุษย์ให้พวกเขาฟัง อย่างละเอียดด้วยหวังว่าพวกเขาจะมีความอดทนมากขึ้นกว่าเดิม จะ ได้ผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น ในอนาคตใจคนก็จะยังเป็ นดั่งน้าไหล อยู่ใน สภาพการณ์ที่เหมือนใช ้ตะกร ้าไม้ไผ่ตักน้า ถึงขั้นสามารถพูดได้ว่าก็ เพราะการเข้ามาในสถานการณ์ของตน การพาตัวมาอยู่ใน เหตุการณ์นี้ จะยิ่งทาให้ทิศทางการดาเนินไปของใต้หล้าเหมือนปม เชือกที่ขมวดพันกันยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม ถึงขั้นที่ไม่บริสุทธิ์และ กระจ่างแจ้งได้เท่าการพูดคุยกับเกาจวินเป็ นการส่วนตัวทั้งสองครั้ง ด้วยนักพรตวัยกลางคนถอนหายใจ ร่ายวิชาอภินิหารที่เป็ นพรที่ ได้รับจากสวรรค์ซึ่งเป็ นแม่น้าแห่งกาลเวลาช่วงเล็กๆ ที่มีติดตัวมา ตั้งแต่เกิดอีกครั้งอันที่จริงเขาปรากฏตัวในงานเลี้ยงสุราบนยอดเขาของเกาะหลัว ไต้ นาทีที่เท้าทั้งสองข้างของนักพรตสัมผัสกับพื้นดิน สถานที่แห่งนี้ก็ สร ้างฟ้ าดินของตัวเองขึ้นมาเหมือนน้าวนลูกหนึ่งแล้วเขาทั้งไม่ยินดีจะสิ้นเปลืองเวลาไปกับพวกเด็กสาวสวมชุดคลุม มังกร ยิ่งกังวลว่าจะถูกดวงตาสีทองคู่นั้นค้นพบเบาะแส ยามที่เผย กายอีกครั้งเขาก็ลงภูเขาไปอย่างหม่นหมอง เมื่อปรากฏอยู่ในสายตา ของคนบนเสื่อไม้ไผ่ก็คือผีขี้ขลาดคนหนึ่งที่พอถูกเปิดโปงก็ได้แต่ จากไปอย่างรีบร ้อนและเวลานี้เอง นักพรตพลันหันหน้าไปมองก็เห็นบุรุษชุดขาวที่ ยิ้มตาหยีเดินตามมาด้านหลัง ใบหน้าของเขาพร่าเลือนเห็นไม่ชัด แต่ ดวงตาสีทองที่ราวกับว่าไม่เคยแปรเปลี่ยนนับแต่โบราณกลับน่าขน ลุกอย่างถึงที่สุดอีกฝ่ ายยิ้มบางๆ “บังเอิญขนาดนี้เชียว เจ้าออกจากภูเขา ข้าลง จากภูเขา ในเมื่อตอนนี้ยังเป็ นคนบนเส้นทางเดียวกันชั่วคราวก็ สามารถเดินร่วมทางกันไปได้”นักพรตชะลอฝีเท้าให้ช ้าลงบุคคลผู้นั้นสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เดินมาอยู่ข้างกาย นักพรต ยื่นมือออกจากชายแขนเสื้อ กดหัวของนักพรตแล้วบิดเบาๆ ราวกับต้องการจะบอกว่า….อย่าได้ห่วงหน้าพะวงหลัง ให้เขามองไป ข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้นพอ“เป็ นเจ้าที่ข้ามผ่านบ่อสายฟ้ ามาก่อน ส่วนข้าก็ค่อยให้เจ้ารู ้ว่า ตัวเองทาผิด เมื่อไหร่ที่ตัวเองรู ้แล้ว คิดดูแล้วไม้ก็น่าจะกลายเป็ นเรือ ไปแล้ว ก็ไม่จ าเป็ นต้องตบบ้องหูตัวเอง”นักพรตหยุดเดิน ถามคาถามที่เหมือนกับเกาจวินอย่างไม่มี ผิดเพี้ยน “เจ้าคือใคร?”บุรุษยิ้มบางๆ “ข้าไม่ใช่ใครทั้งนั้น ก็แค่คนที่กักขังตัวเอง เจ้ากลับ ไม่เหมือนกันสามารถออกมาเที่ยวเล่นในม้วนภาพวาดทั้งสี่ภาพได้ ตามใจชอบ ทุกวันจะได้เห็นคนและเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป”นักพรตถอนหายใจ “เจ้าคือเฉินผิงอัน”บุรุษเองก็ถอนหายใจ ยื่นสองนิ้วออกมาบดขยี้ตัวอักษรสีทองห้า ตัวนี้ให้แหลกละเอียดเสียงเหมือนถ่านไม้ที่แตกปะทุอยู่ในเตาไฟ เขา เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “เอาเถอะ พลาดอีกแล้ว”เจ้าคือเฉินผิงอัน