ตอนที่ 3164
บทที่ 1141.1 เรื่องราวคือดาบสองคม
October 21, 2026
บทที่ 1141.1 เรื่องราวคือดาบสองคม เฉินผิงอันพาปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารมาในฟ้าดินภาพสะท้อนจิตใจ ขณะเดียวกันก็บอกกล่าวกับอวี๋สืออู้ไว้ก่อน เล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟังอย่างชัดเจน อวี๋สืออู้ตอบรับกลับมาอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะฟังบัญชาจากสวรรค์บุรุษยิ้มเอ่ย “เซียนกระบี่เฉินจริงใจมากเลยนะ ไม่กลัวว่าจะชักศึกเข้าบ้าน ขโมยวาสนาของพื้นที่แห่งนี้ไปจนเกลี้ยงหรือ? ยังมีสถานที่อีกสองแห่งที่มีค่ายกลอำพรางตา ไม่อาจบอกกล่าวใครได้หรือ?”เฉินผิงอันเงียบงัน บุรุษกวาดตามองไปรอบด้าน ฟ้าดินในจินตนาการแห่งแล้วแห่งเล่าก็เหมือนกรงนกสวยงามหลายๆ กรง เขาเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “ผู้หลอมลมปราณในทุกวันนี้มีลูกเล่นเยอะกันจริงๆ ชอบใช้เวลาทั้งชีวิตสละสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แสวงหาสิ่งที่เล็กน้อย เอาคำว่ามรรคาไปวางไว้ด้านข้าง วนเวียนอยู่แต่คำว่าเวทคาถา มิน่าเล่าสร้างโอสถได้ก็กล้าเรียกว่าเซียนดินแล้ว”เฉินผิงอันไม่ออกความเห็น แค่เป็นผู้ฟังเท่านั้น บุรุษถาม “รู้หรือไม่ว่าควรจะมอบชีวิตบนมหามรรคาที่แท้จริงให้กับแผ่นกระดาษพวกนั้นอย่างไร?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่กล้าทดลองง่ายๆ”บุรุษกล่าว “ใจอ่อนเกินไปก็อย่าเป็นมือหนึ่งเลย แต่ในเมื่อนั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งแล้วก็อย่าคาดหวังให้ทุกคนต้องมีเมตตาธรรมและความยุติธรรม หาไม่แล้วก็ง่ายที่จะทำเรื่องช่วยหนึ่งฆ่าหมื่น ใจคนที่เกิดจากการหล่อหลอมของสิ่งแวดล้อมหลังกำเนิด ต่างก็มีตาชั่งเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พูดถึงถูกผิด นิสัยที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดโดยรวมแล้วก็น่าจะต่างกันไม่มาก ถึงอย่างไรก็ง่ายที่จะทำให้คนเจ็บแค้น นี่ก็คือการพูดคุยจากประสบการณ์ของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน จำไว้ว่าต้องใคร่ครวญอย่างละเอียด อย่าปล่อยผ่านไปง่ายๆ”เฉินผิงอันพยักหน้า “จดจำไว้ขึ้นใจแล้ว” “ข้าคนนี้ค่อนข้างเก็บตัว เวลาปกติก็พูดน้อยมาก”บุรุษยกมือขึ้นแกว่งสองสามที กระดูกข้อต่อส่งเสียงลั่นเบาๆ ถึงอย่างไรการสังหารเต้ากวานแห่งมืดสลัวที่เป็นขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่มีราคาที่ต้องจ่ายเลย นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เขาหัวเราะร่าเอ่ยว่า “เพียงแต่ได้ยินว่าเจ้าชอบใช้เหตุผลจู้จี้เป็นที่สุด เหมือนเท้าที่ถูกรัดของหญิงชรา (เปรียบเปรยว่าเหม็น น่ารังเกียจ) แขกจะตามใจเจ้าบ้านก็แล้วกัน จะทำอย่างที่เจ้าชอบ”เฉินผิงอันกล่าว “ได้เลย” บุรุษพลันถามว่า “เป็นเพราะรู้สถานะและขอบเขตของข้า ก็เลยระมัดระวังทั้งยังมีความอดทนมากขนาดนี้หรือ?”เฉินผิงอันกล่าว “เป็นความรู้สึกปกติของคนทั่วไป คนหนึ่งร้อยคน ข้าก็เป็นแค่หนึ่งในคนเก้าสิบเก้าคนเท่านั้น” บุรุษพยักหน้า “มีเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่นั้นถึงจะมีความองอาจของผู้กล้า ไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย ข้าเคยเจอกับนักพรตของเผ่าต่างๆ ที่เป็นแบบนี้มาหลายคนแล้ว”เฉินผิงอันเอ่ยเสริมมาหนึ่งประโยคว่า “ข้าฟังใครพูดก็ล้วนมีความอดทนทั้งนั้น” บุรุษยื่นมือมากดลงบนราวรั้วของสะพานหินหยกขาว “สหายปี้เซียวให้ข้านำความบางอย่างมาบอกเจ้า”เฉินผิงอันประหลาดใจ “เชิญพูด”บุรุษกล่าว “ยามที่เป็นคนไม่สำคัญคำพูดไร้น้ำหนัก ชอบใช้เหตุผล โง่ก็โง่อยู่หรอก แต่ถึงอย่างไรก็มีความกล้าน่าชื่นชม รอกระทั่งอยู่ในตำแหน่งสูงแล้ว แล้วยังพูดมากอีก ก็ง่ายที่จะทำให้คนรำคาญ อาจตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าได้เปรียบแล้วยังทำเป็นไขสือ สหายปี้เซียวบอกให้เจ้าคิดให้เยอะๆ อย่าได้ถูกหลักการเหตุผลจูงจมูกเดิน”เฉินผิงอันกล่าว “เข้าใจแล้ว”บุรุษยิ้มเอ่ย “เพียงแค่เข้าใจ แต่ไม่ได้ลึกซึ้งถึงแก่น? ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของเซียนกระบี่เฉินก็คือรับน้ำใจไว้แล้ว แต่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้? ไม่เป็นไร ข้าแค่รับผิดชอบนำความมาบอกไม่มีทางไปพูดมากให้สหายปี้เซียวฟังเป็นการทำลายภาพลักษณ์หรอก”เฉินผิงอันตอบไม่ตรงคำถาม “ในที่สุดข้าก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้อาวุโสแค่สะบัดแขนตะโกนเรียกก็ทำให้ผู้คนในใต้หล้าขานรับได้แล้ว”บุรุษหัวเราะเสียงดังกังวาน “ประจบสอพลอได้เก่งนัก เวลาเจ้าพูดคุยกับคนอื่นก็มีความสามารถล้ำเลิศเฉพาะตัวจริงๆ”“ลูกผู้ชายไม่พูดถึงความกล้าหาญในวันวาน หากเอ่ยคำพูดผายลมอย่างอะไรที่บอกว่าแม้จะแพ้แต่ก็แพ้อย่างสมเกียรติ ข้ายังรู้สึกเหมือนโดนด่า ก่อนหน้านี้ระลึกความหลังอยู่กับสหายปี้เซียว นักพรตเฒ่าจมูกโคหน้าเหม็นบอกว่าการฝึกตนและการฝึกวรยุทธของเขาล้วนไม่ถือว่าร้ายกาจที่สุด ส่วนที่เก่งกาจอย่างแท้จริงก็คือความสามารถในการวาดหน้าขนมเปี๊ยะ (เปรียบเปรยว่าวาดภาพเพ้อฝันและปั้นแต่งคำพูดให้สวยหรู) เขาคืออันดับหนึ่งในใต้หล้าเลยล่ะ เดิมทีพูดมาถึงตรงนี้ก็ถือว่ามาอย่างพอใจก็กลับไปพร้อมกับความพอใจได้แล้ว บรรยากาศปรองดองกลมเกลียว เจ้าบ้านและแขกมีมิตรภาพอันดีต่อกัน คาดไม่ถึงว่านักพรตเฒ่าจมูกโคหน้าเหม็นจะเอ่ยประโยคหนึ่งซึ่งเป็นการวาดงูเติมขามาว่า”“น่าเสียดายคนกินขนมเปี๊ยะที่ต้องหิวตายพวกนั้น”
อวี๋สืออู้รีบรุดมาถึงที่นี่ มองเห็นบุรุษร่างกายหนาที่กำลังหัวเราะเสียงดังลั่นอยู่บนสะพานผู้นั้น ในใจก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ทุกวันนี้เขาเพิ่งจะเป็นก่อกำเนิด เผชิญหน้ากับ “เจ้าประมุขของหนึ่งสำนัก” จาก “สามลัทธิหนึ่งสำนัก” จิตแห่งมรรคาก็สั่นสะเทือนไม่หยุด ต่อให้อวี๋สืออู้อยากจะทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคงอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไร้ประโยชน์ ต่อให้เพียงแค่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอีกฝ่าย อวี๋สืออู้ก็มีลางว่าจิตวิญญาณจะหลุดออกมาจากช่องโพรงแล้ว
บุรุษค่อนข้างประหลาดใจ“ปีนั้นข้าเดิมพันแล้วก็กล้ายอมรับความพ่ายแพ้ ถูกบีบให้ต้องสละร่าง ปล่อยให้ตัวเองถูกคนมากมายร่วมสังหาร สหายเก่าของข้าได้หัวของข้าไป พลทหารตัวเล็กตัวน้อยไร้ชื่อเสียงอีกสี่คนแบ่งศพของข้าไป โชคชะตาบู๊ทั้งหมดห้าส่วนสร้างผีเฝ้าศพในโลกยุคหลังขึ้นมาห้าตน เจ้าหนูเจ้าได้ไปคนเดียวสามส่วน แต่ไฉนเจ้าถึงกลายมาเป็นแบบนี้ได้ ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณต่างก็อ่อนปวกเปียกเช่นนี้ แค่ลมพัดก็ปลิวแล้วกระมัง? หากเปลี่ยนไปเป็นสิบสี่ใหม่ของใต้หล้ามืดสลัวผู้นั้น ได้โชคชะตาเพิ่มไปอีกสองส่วน ข้าขึ้นเขาไประลึกความหลังครั้งนี้ก็คงไม่สามารถเอาของที่เป็นของข้ากลับคืนมาได้ง่ายขนาดนี้แล้ว”เฉินผิงอันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ สิบสี่ใหม่ไม่ทราบชื่อผู้นั้น การที่ถูกปฐมบรรพบุรุษของสำนักการทหารไปหาถึงที่ แล้วสังหารอีกฝ่ายทิ้ง ต้องไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่เพราะอีกฝ่ายพูดจาล่วงเกินเขาอย่างแน่นอน
บุรุษส่ายหน้า“อันที่จริงฐานกระดูกในการฝึกตนนับว่าพอใช้ได้ ก็แค่ว่าจิตแห่งมรรคาอ่อนแอไปหน่อย เป็นคนประเภทที่เพราะรู้ว่าฟ้าจะถล่มลงมาก็เลยนอนหมอบอยู่กับพื้นรอตาย มีภาระร้อยจินให้ต้องแบกก็แบกไม่ไหวทั้งร้อยจิน”ใบหน้าอวี๋สืออู้เต็มไปด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน คำพูดคำจาของปฐมบรรพบุรุษของสำนักการทหารผู้นี้ไม่ต่างจากแนวทางการพูดของอาจารย์เฉินก่อนหน้านี้เลย บุรุษกล่าว“พูดถึงความอดทนและความกล้าหาญ แม้กระทั่งเฉินผิงอันเจ้าก็ยังสู้ไม่ได้”อวี๋สืออู้ไม่รู้จะพูดตอบโต้อย่างไร ส่วนเฉินผิงอันก็ได้แต่อ่อนใจ ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ลำดับอาวุโสสูง แล้วยังถูกจับขังมานานหมื่นปี ระยะเวลาที่ถูกลงโทษเพิ่งจะครบกำหนดจึงถูกปล่อยตัวออกมา ให้เขาพูดมากหน่อยก็แล้วกัน
ตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ ปฐมบรรพบุรุษของสำนักการทหารจะเอาโชคชะตาบู๊สามส่วนกลับไปจากอวี๋สืออู้ แต่ต้องรับประกันว่าจะไม่ทำร้ายจิตวิญญาณและความทรงจำของอวี๋สืออู้ ส่วนเรือนกายที่มีเลือดเนื้อ หากรับรองว่าจะเก็บไว้ครบถ้วนได้ก็จะพยายามเก็บไว้แต่หากรู้สึกว่าเรื่องนี้ทำให้ลำบากใจ ก็ไม่บังคับฝืนใจกัน