ตอนที่ 3206
บทที่ 1154.2 เป้าธนู
October 21, 2026
แล้วก็เพราะเหตุนี้ เขาถึงได้กล้าพูดคุยเรื่องพวกนี้บนเส้นทางเทพสายหลักของภูเขาตีเฝ่ย แทบจะเรียกได้ว่าพูดต่อหน้าเจินเหรินกระดูกขาวเลยด้วยซ้ำ หากอาศัยสถานะและภูมิหลังก็กล้าก่อเรื่องเช่นนี้ นั่นก็ประเมินซางเจียวต่ำไปแล้ว
เพียงแค่เพราะเขาคุ้นเคยกับภูเขาตีเฝ่ยเป็นอย่างดี พี่สาวสองคนก็อยากจะเห็นสถานที่ฝึกตนในอดีตของน้องชาย พวกนางอารามเล็กที่หยุดพักกันเมื่อครู่ก็คือที่ฝึกตนของเขาในอดีต
ชายฉกรรจ์หน้าแดงพยักหน้า “ไม่ต้องสงสัยเลย ต้องสูงกว่าข้าหนึ่งขอบเขตแน่นอน”สายตาของซางเจียวเป็นประกายระยิบระยับ พลันเกิดความสนใจ “จะต้องช่วยแนะนำให้ข้ารู้จักสักหน่อยนะ ต่อให้ต้องกินน้ำแกงประตูเปิดก็ไม่เป็นไร”ชายฉกรรจ์หน้าแดงกล่าว “ได้เลย”ซางเจียวมักจะชอบมีความคิดที่จินตนาการเลิศล้ำบางอย่างอยู่เสมอ เขาถามทุกคนอย่างใคร่รู้ว่า “ทำไมคำบรรยายถึงมรรคาจารย์เต๋าในตำราโบราณบางเล่ม ถึงได้เป็นคำกล่าวที่ว่า “มรรคกถาเหมือนมังกร? นี่ไม่ใช่วิธีการเขียนแบบภายนอกยกย่อง แต่แอบแฝงไปด้วยการตำหนิวิจารณ์หรอกหรือ?”ดูเหมือนทุกคนจะถูกคำถามนี้ทำให้อึ้งงันไป ถึงได้พากันเงียบเสียงลง เพราะถึงอย่างไรก็เกี่ยวพันไปถึงมรรคาจารย์เต๋า จึงไม่มีใครกล้าพูดเหลวไหลอะไร
แม้กระทั่งหยางเจาก็ยังอดไม่ไหวหันไปมองหยางเจิงพี่หญิง “คำถามของพี่ซางเจียวช่างยากยิ่งนัก ท่านอ่านตำรามาหลายเล่ม พอจะตอบได้หรือไม่?”สตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าส่ายหน้า
ซางเจียวถามต่อไปว่า “แล้วก็มีคำบรรยายถึงคนรุ่นเดียวกันคนหนึ่งที่มีกลยุทธ์อันแยบยล เหนือชั้นกว่าผู้คนในยุคเดียวกัน ทำไมถึงใช้คำว่า “สติปัญญาใกล้เคียงกับปีศาจ? สรุปแล้วคือคำชมหรือว่าคำด่ากันแน่?”ทุกคนยังคงหันมามองหน้ากันตาปริบๆ อยู่เหมือนเดิม ผู้เฒ่าลักษณะเหมือนคนโบราณที่ไม่ได้พูดอะไรสักเท่าไรยิ้มเอ่ยว่า “สหายซาง คำกล่าวสองอย่างนี้ อันที่จริงล้วนมีที่มา”สายตาของซางเจียวฉายประกายสดใส ถามอย่างจริงใจว่า “คืออย่างไรหรือ?”ผู้เฒ่าเอ่ยเนิบช้า“เล่าลือกันว่าในยุคบรรพกาลอันห่างไกล มีขบวนกลุ่มคนขบวนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ สร้างขบวนที่ยาวมากบนเส้นทางของโลกมนุษย์ คดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย ระหว่างนั้นยังมีนักพรตที่ถามมรรคา ผู้ฝึกตนที่พิสูจน์มรรคาพากันเป็นดังมังกรและงูที่เลื้อยจากไปบนพสุธาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่พวกนักพรตจะจากไป บ้างก็หัวเราะบ้างก็ร้องไห้ ต่างก็ไม่ลืมคุกเข่าก้มลงกราบนักพรตที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนคนนั้น ภายหลังก็มีนักพรตที่มากกว่าเดิมเข้ามารวมกลุ่ม หลังจากนั้นมาก็มีพิธีการคารวะด้วยการก้มหัวที่ค่อนข้างจะเรียบง่าย”“คนที่เดินอยู่ท้ายขบวนก็คือมรรคาจารย์เต๋า”
“นอกจากนี้หนึ่งในนักพรตหลายคนที่อยู่ช่วงหน้าสุดของขบวน ทั้งฟังมรรคกถาในระยะประชิด ควบคู่กับการทำหน้าที่ปกป้องมรรคาและถ่ายทอดวิชาไปด้วย หากได้ยินได้ฟังอะไรที่เกิดเป็นความเข้าใจ ก็จะเป็นฝ่ายหันไปถ่ายทอดมรรคาให้กับคนที่อยู่ด้านหลัง ไม่มีการเก็บงำไว้กับตัว ทุกครั้งที่เจอกับภัยแล้งครั้งใหญ่ก็จะจำแลงเรือนกาย ขึ้นไปทะยานเมฆหมอก ร่ายวิชาน้ำ พร่างพรมฝนรสหวานลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นจึงมีคุณูปการที่ไม่เล็กต่อโลกมนุษย์ น่าเสียดายที่ภายหลังผู้ร่วมเผ่าพันธุ์ทำความผิดมหันต์ ความชอบและความผิดแยกจากกัน ถูกสวรรค์ชิงชังรังเกียจ จึงเจอกับเคราะห์กรรม ผู้ที่สามารถหลุดพ้นมาได้ในหมื่นคนก็ไม่มีแม้แต่คนเดียว”
“ส่วนคำเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือพูดถึงสตรีบางคนที่เชี่ยวชาญการหลอมวัตถุ นางมีชาติกำเนิดมาจากเผ่าปีศาจ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ดังนั้นในเวลานั้นจึงแทบจะไม่มีความหมายในเชิงลบ”
ฟังมาถึงตรงนี้ ซางเจียวก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า“อาจารย์ผู้เฒ่า รู้เรื่องปฏิทินเหลืองเก่าแก่พวกนี้ได้อย่างไร?”ผู้เฒ่าหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ย้อนถามไปว่า“แน่นอนว่าฟังคนอื่นเล่ามา ไม่อย่างนั้น?”ซางเจียวหัวเราะเสียงดังลั่น กุมหมัดเอ่ยขออภัย
ดูเหมือนผู้เฒ่าจะถูกหัวข้อสนทนานี้ไปกระตุ้นอารมณ์บางอย่าง ในดวงตาที่ลึกเหมือนบ่อโบราณคู่นั้นจึงมีเส้นสีทองผุดขึ้นมาวูบวาบ คล้ายกับมังกรที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวลึก ต่อให้ผ่านเวลามานานหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็เคยเห็นตากับตา ได้ยินกับหูและประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อน เรื่องข้างกายที่เกิดขึ้นในระยะประชิด อยากจะลืมก็ยังยาก ไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองและโกหกคนอื่น
หยางเจาถามเรื่องหนึ่งว่า“ดินห้าสีพูดได้ง่าย แต่ดินหมื่นปีล่ะ จะหามาได้อย่างไร?”หรือว่าดินที่พบเห็นได้ทั่วทุกหนแห่งในโลกมนุษย์ก็มีอายุ มีระดับสูงต่ำของอายุขัยการฝึกตนเหมือนกัน?
หยางเจาคือคนพูดมาก มิน่าเล่าหยางเจิงพี่สาวของเขาถึงชอบพูดบ่อยๆ ว่าเมื่อชาติก่อนเขาน่าจะเป็นคนใบ้ ชาตินี้ถึงได้พยายามจะชดเชยกลับมาเช่นนี้
ผู้เฒ่ายิ้มตอบ“ในบรรดาห้าธาตุ ธาตุดินต่างหากถึงจะรักษาคำว่าบริสุทธิ์ไว้ได้ยากที่สุด หากไม่เชื่อก็ลองก้มหน้ามองใต้ฝ่าเท้าของพวกเรา แผ่นดินของโลกมนุษย์ที่รองรับหมื่นสรรพสิ่ง รองรับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาทั้งหมดผืนนี้ หากว่า… สะอาดเกินไป เหมือนน้ำที่ใสกระจ่าง จะหล่อเลี้ยงปลาให้มีชีวิตได้อย่างไร”