ตอนที่ 3226
บทที่ 1162.2 กระบี่บินเล่มที่สาม
October 21, 2026
หนิงเหยาพลันเอ่ยว่า “ตอนนั้นที่ขอกระบี่ไม้ไหวจากเจ้าเพราะเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสใช้เสียงในใจเตือนข้า หลังจากนั้นข้าซักถามอยู่หลายครั้งว่าเพราะอะไร เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสพูดแค่ว่าไม่มีทางทำร้ายเจ้า แล้วยังรับรองกับข้าว่ารอวันใดที่เจ้าพิสูจน์มรรคาบินทะยาน กลายเป็นเซียนกระบี่ใหญ่ที่แท้จริงแล้ว ค่อยอธิบายเรื่องนี้ให้เจ้าฟังอย่างละเอียดก็ยังไม่สาย”หนิงเหยาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ตอนนั้นอยู่บนหัวกำแพงเมือง ข้าก็ส่งสายตาให้เจ้าแล้ว”เฉินผิงอันเอ่ยอย่างน้อยใจ “นั่นคือการพูดคุยกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเลยนะ ข้าต้องตื่นเต้นอยู่แล้ว ต้องกลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ ไหนเลยจะกล้าวอกแวกไปสังเกตสายตาของเจ้า หากถูกเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเข้าใจผิดคิดว่าข้าส่งสายตากับเจ้าไปมา รู้สึกว่าข้าเป็นคนตื่นกามไม่ใช่คนซื่อสัตย์จริงจังจะไม่แย่หรอกหรือ ข้าไม่ได้โง่เสียหน่อย รู้ว่าขอแค่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสรู้สึกว่าข้าพอใช้ได้ไม่น่ารังเกียจ ถ้าอย่างนั้นเรื่องของพวกเราสองคนก็ถือว่ามั่นคงแล้ว”
เจียงซ่างเจินสบตากับชุยตงซาน ต่อให้คนหนึ่งคือคนเจ้าชู้ที่เคยผ่านร้อยบุปผามาก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งกลับไม่เคยรู้เรื่องรักใคร่ของชายหญิงมาก่อนเลย เวลานี้ก็ยังรู้สึกว่าภาพนี้ช่างงดงามยิ่งนัก
รอกระทั่งเฉินผิงอันเดินทางไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่เป็นครั้งที่สอง หลิวเสียงหยางไปถึงช้าหน่อย เป็นการพบเจอกันอีกครั้งหลังจากลากันไปนาน หนิงเหยาได้เปิดเผยความลับ บอกว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสยังจะรออีกหน่อย ขอรอดูอีกหน่อยว่ามีค่าพอให้เขาคืนกล่องไม้หรือไม่ ตอนนั้นเฉินผิงอันเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก ตามหลักแล้วกล่องไม้ใบหนึ่ง ต่อให้มีประวัติความเป็นมาแต่จะมีอะไรทำให้เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสรู้สึกว่ามีค่าหรือไม่มี? เป็นเหตุให้พอได้ยินคำพูดของหนิงเหยา เฉินผิงอันจึงจำต้องตั้งใจใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา สรุปแล้วว่ามีความลี้ลับซุกซ่อนอยู่หรือไม่ ตนพลาดประเด็นสำคัญอะไรไปหรือเปล่า
น่าเสียดายที่เรื่องทำนองนี้ ต่อให้คิดจนหัวแตกก็คิดอะไรไม่ออก ตอนที่อยู่ในคุกที่เถ้าแก่หูหนวกเป็นผู้ดูแล รวมไปถึงในคฤหาสน์หลบร้อนยามที่เป็นอินกวาน เขาเคยถามเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสอย่างตรงไปตรงมาอยู่สองครั้ง ความสามารถในการเบี้ยวหนี้ของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสนั้นคือผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่ง พูดนอกเรื่องง่ายๆ แค่ไม่กี่ประโยคก็ไล่ใต้เท้าอินกวานคนใหม่ไปได้แล้ว จำได้ว่าถงเหวินช่างซานจวินมหาบรรพตประจิมของแจกันสมบัติทวีปเคยถามเฉินผิงอันต่อหน้าว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเป็นคนอย่างไร ตอนนั้นเฉินผิงอันยิ้มตอบไปความหมายคร่าวๆ ก็คือบอกว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสใจดีมีเมตตา อ่อนโยนน่าใกล้ชิด เข้ากับคนอื่นได้ง่าย พูดง่ายอย่างมาก… ถงเหวินช่างไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว
อู๋ซวงเจียงเอ่ย “คงเป็นเพราะเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสร้ายกาจเกินไป มีชีวิตอยู่มานานมากเหลือเกินแล้ว เป็นเหตุให้ง่ายที่จะทำให้ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่มองข้ามเรื่องจริงที่ไร้ความสำคัญข้อหนึ่งไป”“ต่างก็ลืมกันไปแล้วว่าเฉินชิงตูคือผี”
ตอนที่เฉินผิงอันหลอมวัตถุอยู่ที่จวนหนิงได้สำเร็จ กว่าจะรวบรวมวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุครบได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จั่วโย่วที่จับตาดูการปิดด่านครั้งนี้อยู่ตลอดเวลาเคยถามเฉินชิงตูเรื่องหนึ่งว่า เฉินผิงอันจะสามารถหลอมกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งออกมาได้หรือไม่ คำตอบของเฉินชิงตูน่าสนใจอย่างมาก เขาย้อนถามว่ากระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสามารถมอบให้กันได้ง่ายๆ ด้วยหรือ? จั่วโย่วยังไม่ยอมเลิกรา ยืนกรานจะให้เฉินชิงตูตอบมาให้ชัดเจนให้ได้ เฉินชิงตูจึงได้แต่พูดเพิ่มมาอีกสองสามประโยค ใช้คำอธิบายที่ว่า “ได้หนึ่งคืนหนึ่ง” ตัวเฉินผิงอันเองก็คือกล่องกระบี่ คือฝักกระบี่ ส่วนจะหลอมได้สำเร็จหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่โชควาสนา
อู๋ซวงเจียงหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ให้คำวิจารณ์มาประโยคหนึ่งว่า “ถึงอย่างไรจั่วโย่วก็เป็นวิญญูชนผู้เที่ยงตรงที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ย่อมไมอาจเข้าใจความคิดจิตใจของผู้ฝึกกระบี่เฒ่าที่มีอายุอยู่มานานหมื่นปีอย่างเฉินชิงตูได้”เจียงซ่างเจินใช้เสียงในใจพูดคุย “คำพูดประโยคนี้ของเจ้าตำหนักอู๋ไม่เกรงใจกันเลยนะ ไม่ใช่เป็นการบอกว่าเซียนกระบี่จั่วอ่อนหัดไปหน่อย แล้วยังบอกด้วยว่าเซียนกระบี่ใหญ่อาวุโสไม่เปิดเผยตรงไปตรงมามากพอ?”ชุยตงซานเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือนอกเหนือคำพูดก็ล้วนเป็นธรรมแล้ว เจ้าทึ่มจั่วโย่วนั่นจะมีความคิดที่วกวนอ้อมค้อมแบบนี้ได้อย่างไร และหากเฉินชิงตูไม่มีอุบายบ้างเลย จะสามารถเป็นผู้นำของผู้ฝึกกระบี่ที่เป็นนักโทษอาญา สามารถช่วยให้กำแพงเมืองปราณกระบี่หยัดยืนไม่ล้มลง สร้างความสะอิดสะเอียนให้กับเปลี่ยวร้างได้นานหมื่นปีได้หรือ?”เจียงซ่างเจินถามอย่างใคร่รู้“เรื่องพวกนี้อู๋ซวงเจียงรู้ได้อย่างไร?”ชุยตงซานกล่าว“คือการทำเรื่องเรื่องหนึ่งเหมือนกัน พวกเจ้าก็แค่ทำสำเร็จเรื่องสองเรื่องเท่านั้น คนอย่างอู๋ซวงเจียงกลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง ครบถ้วนทุกด้าน ดังนั้นระยะเวลาการฝึกตนสั้นยาวเท่ากัน แต่กลับมี “อายุขัยการฝึกตน” ที่แตกต่างปรากฏขึ้นมาอย่างไรเล่า”อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ย“ตอนนั้นเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเอ่ยประโยคว่า ‘ได้รับเงื่อนไขพิเศษจากสวรรค์ ก่อกำเนิดขึ้นตามโชคชะตา’ กับจั่วโย่ว มองดูเหมือนเป็นคำพูดกว้างๆ แต่แท้จริงแล้วทุกคำกลับมีความหมายลึกซึ้ง”“เฉินชิงตูก็คือเทพเทวดาของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ใครที่ได้รับความโปรดปรานจากเฉินชิงตูก็ไม่ใช่ว่าได้รับเงื่อนไขพิเศษจากสวรรค์หรอกหรือ? จีกวานเหยียนกั๋วหายตัวไปไม่รู้ร่องรอย สิงกวานหาวขู่ไม่ทำอะไรสักอย่าง อดีตอินกวานเซียวสวินทรยศ อินกวานคนใหม่คือใคร?”
“เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างยกทัพมาโจมตีกำแพงเมืองปราณกระบี่ สิ่งที่ต้องการช่วงชิงมาก็คือชะตาแห่งเคราะห์ทัณฑ์ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่สะสมมานานหมื่นปี เจ้าไปจับคู่เข่นฆ่ากับหลีเจินแทนหนิงเหยา นี่ก็คือการแบกรับผลกรรมแทนหนิงเหยา ปิดด่านสำเร็จที่จวนหนิง สุดท้ายฟูมฟักกระบี่บินสองเล่มออกมาได้ ถูกเฉินผิงอันตั้งชื่อว่านกในกรงกับจันทร์ใต้บ่อ จากนั้นก็มองดูเหมือนบังเอิญโชคดี กลายเป็นอินกวานคนสุดท้าย รับหน้าที่บัญชาการคฤหาสน์หลบร้อน พูดง่ายๆ ก็คือเฉินผิงอันก็คือคนที่รับโชคชะตาแทนหนิงเหยา”
ก่อนที่บรรพจารย์สามลัทธิจะสลายมรรคาได้มารวมตัวกันที่ถ้ำสวรรค์หลีจู มรรคาจารย์เต๋าขี่วัวไปเยือนเมืองเล็ก เคยเดินทางกับเฉินผิงอันไปช่วงระยะทางหนึ่ง เดินผ่านที่ตั้งเก่าของต้นไหวโบราณก็บอกให้เฉินผิงอันเดาเรื่องหนึ่ง เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสได้คืนกล่องกระบี่ไม้ไหวกลับคืนมาแล้วหรือไม่ เฉินผิงอันบอกว่าเดาไม่ออก มรรคาจารย์เต๋ายิ้มเอ่ยว่าวันหน้ามีโอกาสก็จะรู้ได้เอง
อู๋ซวงเจียงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน หันไปถามเฉินผิงอันว่า“คราวก่อนเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไปเยือนภูเขาลั่วพั่ว ไม่แน่เสมอไปว่าจะมี ความคิดอยากจะเฉลยปริศนาให้เจ้า”“ทำไมเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน มีอะไรที่ทำให้ผู้อาวุโสท่านนี้เดือดดาล?”
“เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่ได้เจอกับนักพรตเซียนเว่ยและหมี่ลี่น้อยหรือ?”
เฉินผิงอันมีสีหน้าปั้นยาก แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไร
อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ย“ไม่เป็นไร เรื่องนี้จะรู้ช้าหรือเร็วก็ไม่เกี่ยวพันไปถึงทิศทางการดำเนินไปของสถานการณ์ใหญ่ ควรจะทำอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น”นอกจากนกในกรง จันทร์ใต้บ่อแล้ว กระบี่บินสีเขียวเล่มที่สามที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อบินล้อมวนอยู่รอบกายเฉินผิงอันช้าๆ คราวก่อนเกิดความคิดขึ้นมากะทันหันจึงพาเสี่ยวโม่ไปเยือนใต้หล้าห้าสีด้วยกันรอบหนึ่ง แน่นอนว่าหลักๆ แล้วคือไปพบหนิงเหยา ถือโอกาสนั้นไปดูสภาพการณ์ของนครบินทะยานในปัจจุบันด้วย หนึ่งในภาพเหตุการณ์ผิดปกติก็คือเฉินผิงอันสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่านครบินทะยานทั้งแห่งเหมือนผู้ฝึกบำเพ็ญตนคนหนึ่งที่ฟูมฟักทารกก่อกำเนิดที่มีสติปัญญาออกมาได้แล้วเหมือนกับ “เทียนเจิน” กระบี่เซียนของหนิงเหยา
ตอนนั้นเฉินผิงอันเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ได้รับโชคชะตาจากวิถีกระบี่ที่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสทิ้งไว้คอยช่วยปกป้องดูแล ถึงได้ไม่รีบร้อนเข้าไปในเมือง เพราะกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้น รอกระทั่งได้เจอกับหนิงเหยาถึงได้ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าแม้กระทั่งนางก็ยังถูกปิดหูปิดตา นางเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้เช่นกัน