ตอนที่ 3252
บทที่ 1174.2 สิ่งที่เปิดอ่านไม่ได้มีเพียงบันทึกเดินทาง
October 21, 2026
บังเอิญที่ว่ามหาบรรพตทักษิณก็กำลังเตรียมจัดงานเลี้ยงท่องราตรี ตระกูลเซียนทางทิศใต้หลายแห่งจึงได้รับคำตอบจากซานจวินหวังเจวี้ยนแห่งภูเขาไฉ่จือ ซึ่งเป็นภูเขาทายาทของมหาบรรพตทักษิณ ถ้อยคำที่ใช้แม้มองดูคล้ายคลุมเครือ แต่นั่นคือคำว่า “เป็นเช่นนี้จริง” คราวนี้ก็บอกต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็วหกสิบกว่าชื่อในสาสน์ที่ส่งมาจากแคว้นต้าหลีกันใหม่อีกครั้ง ตะพาบทีกินอิ่มว่างงานอย่างพวกเจ้า ต้องการจะหลอกให้พวกเรากลายเป็นศาลเถื่อนกันอีกครั้งใช่ไหม? เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุให้วงการขุนนางภูเขาสายน้ำทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีป ล่างภูเขาและบนภูเขา ทุกหนทุกแห่งล้วนมีแต่คลื่นใต้น้ำ คือการหันอาวุธเข้าใส่กันโดยที่ไม่เห็นเลือดเฉินผิงอันหันไปมองทางฝั่งของฮ่องเต้ซ่งเหอ เอ่ยขึ้นว่า “จากระเบียบพิธีการของต้าหลี ราชครูต้าหลีทุกรุ่นที่ปลดประจำการ ตราประทับเก่าที่เคยใช้จะต้องมอบให้กรมโยธาเป็นผู้ทำลาย ตราประทับของชุ่ยฉานข้าจะเก็บไว้ก็แล้วกัน รอให้เมื่อไหร่ที่ข้าไม่ได้เป็นราชครูแล้ว ตราประทับทางการสองชิ้นนี้ก็ให้ทำลายไปพร้อมกัน ส่วนที่ว่าการและที่พักของข้าในเมืองหลวงก็ให้เอาเป็นที่เดิม ฝ่าบาท ทรงเห็นว่าอย่างไร?”ซ่งเหอพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ราชครูสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้เองเลย” ตราประทับทางการของราชครูเฉินผิงอันแห่งต้าหลีชิ้นนั้นได้ทำเสร็จแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล็กอะไรเลยจริงๆ กรมโยธารับผิดชอบเลือกวัสดุที่นำมาทำเป็นตราประทับและการแกะสลักเฉินผิงอันที่เป็นทั้งศิษย์น้องของชุ่ยฉาน แล้วยังเป็นราชครูคนใหม่ เขาไม่พูดถึงใครจะกล้าพูดอะไร? อาจารย์ใหญ่ที่เป็นลูกศิษย์คนแรกของปรมาจารย์มหาปราชญ์ท่านนั้น เขาเป็นผู้แนะนำให้เฉินผิงอันเป็นวิญญูชนแห่งสำนักศึกษาด้วยตัวเอง แต่กลับถูกศาลบุ๋นแผ่นดินกลางคัดค้านข่าวลือบอกว่าเฉินผิงอันทั้งไม่มีประสบการณ์ในการสอนหนังสือในสำนักศึกษา แล้วก็ไม่มีผลงานใดๆ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ย่างไรก็ตาม ซิวไฉเฒ่าก็พลันร้องเอ๊ะขึ้นมา บอกว่าดูเหมือนว่าตอนที่อยู่สำนักศึกษาชุนซาน เจ้าขุนเขาเฉินคล้ายจะได้มีการบรรยายเฉพาะกิจอยู่นะ เปิดคาบเรียนสอนเกี่ยวกับวิถีแห่งการโจมตีและป้องกันของสำนักการทหารโดยเฉพาะ เหมาเสี่ยวตงเอ่ยมาตรงๆ ว่า ถ้าอย่างนั้นก็รอให้เขาสอนหนังสืออย่างเป็นทางการก่อนแล้วค่อยว่ากันเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่สองแก้มแดงเป็นปั้น เซียโก่วเว่ย ยืนพิงระเบียงอยู่นอกห้องทรงพระอักษรฝั่งตรงข้ามของนางก็คือขันทีผู้คุมตราประทับของซือหลีเจี้ยนที่สวมชุดหม่างสีแดงสด เส้นผมทั้งหัวเป็นสีขาวโพลนเขาทำงานอย่างเคร่งครัด ชุดหม่างที่สวมอยู่เว้นระยะห่างจากกำแพงหนึ่งชุ่ยตลอด ไม่เคยขาดไม่เคยเกินเซียโก่วเว่ยใช้เสียงในใจถาม “คราวก่อนข้าก็เคยมาแล้ว เคยเจอหน้ากันด้วย จำได้ใช่ไหม?”ผู้เฒ่าที่เป็นขันทีผู้คุมตราประทับมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้“เชียอันดับรอง ข้ามีภาระหน้าที่ ไม่สะดวกจะพูดคุยกันตรงนี้บอกตามตรง แค่สองประโยคนี้ก็ต้องถูกจดบันทึกเก็บเข้าคลังอย่างไม่ให้ตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียวแล้ว”เซียโก่วเว่ยถาม “เป็นกฎที่ราชครูชุ่ยตั้งหรือ?” ขันทีผู้คุมตราประทับผงกศีรษะน้อยๆดวงตาเซียโก่วเว่ยเป็นประกาย ใช้เสียงในใจเอ่ยต่อไปอีกประโยคว่า“ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ผู้เฒ่าแค่ฟังไปก็พอ ข้าจะพูดให้มากหน่อย!”นับตั้งแต่รู้ว่าตัวเองคือมือดีในการเขียนบันทึกเดินทาง เซียอันดับรองก็ขยันขันแข็งมากเป็นพิเศษเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวถามคำถามมากมายรวดเดียว“อาจารย์ผู้เฒ่า ทุกวันนี้การจัดพิมพ์ตำราของต้าหลีพวกเรายากหรือไม่?ขา้รู้ความสามารถตัวเองดี ไม่มีทางจะเพ้อฝันเช่นนี้เด็ดขาด เอาเป็นโรงพิมพ์ส่วนบุคคลหรือคนขายหนังสือน่ะทางราชสำนักมีข้อห้ามอะไรหรือไม่? ตอ้งแอบจ่ายเงินให้กับนายท่านขุนนางผู้ดูแลเพื่อสานความสัมพันธ์หรือไม่?”ขันทีผู้คุมตราประทับพลันไม่รู้จะเอ่ยอะไรเซียโก่วเว่ยหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ เดินไปหยุดข้างกายผู้เฒ่า“อาจารย์ผู้เฒ่าไม่พูดจา ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยดูหน่อยเถอะ ข้าคือคนอ่านตำราที่สามารถเขียนบันทึกการเดินทางได้จริงๆ ลองอ่านหน่อยไหม?”ขันทีผู้คุมตราประทับอ่อนใจเหลือเกิน รู้สึกเพียงว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระนัก ข้าเองก็มีวันนี้เหมือนกันหรือ?เพียงแต่ว่าผู้เฒ่าก็ยังคงก้มหน้าลงไปมอง อ่านเนื้อหาบทเปิดฉากของบันทึกท่องเที่ยว:“วันที่สองของต้นเดือน เมื่อคืนวานเปิดปฏิทินเหลืองเห็นว่าเหมาะแก่การเดินทาง ลมหนาวกลับมาในช่วงท้ายของฤดูใบไม้ผลิโชคดีที่ฟ้าเปิดแดดใส ลงภูเขาไปพร้อมกับสหายรัก ไม้เท้าหนึ่ง อั้นกังอบหนึ่งใบ สวมรองเท้าสาน จิตที่อยากถามมรรคาแข็งแกร่งเมฆและน้ำล่องลอย ท่องเที่ยวไปอย่างเสรี เดินเท้าไปได้ยี่สิบลี้ ผ่านอาณาเขตของจังหวัดชิงผิง เห็นป้ายบอกเขตแดนข้างทางพังถล่มลงมา