ตอนที่ 3266
บทที่ 1179.2 ฟ้าห้า คนห้า
October 21, 2026
ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ภูเขาลั่วพั่วในตำนาน
ในอดีตต่างก็พูดกันว่าเว่ยเยียนฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยน ที่ส่งคนให้ไปตามหาเซียนทั่วทุกหนแห่ง สุ่ยโย่วเปียนที่พกกระบี่บินทะยาน แต่กลับมีจุดจบที่น่าเศร้าเพราะร่างต้องเหลือแต่โครงกระดูก ในประวัติศาสตร์พวกเขาต่างก็เคย…ถูกบันทึกชื่อลงในทำเนียบ ติดอันดับ กลายเป็นเซียนอยู่ที่นี่
เรือเฟิงยวนจอดเทียบท่าที่ท่าเรือหนิวเจียว พวกเขาต่างลงจากเรือ คนที่มารอรับพวกเขาขึ้นภูเขาอยู่ที่นี่คือชายฉกรรจ์คนหนึ่งชื่อว่าเจิงต้าเฟิง กับเจ้าคนหน้าขาวที่ชื่อประหลาดว่าเวินจื่อซี
พวกเขาบอกว่าตัวเองคือครูสอนหมัดของยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋น คนหนึ่งคือครูฝึกอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกคนเป็นตัวสำรอง ครูฝึกชั่วคราว เวินจื่อซีที่ตรงเอวห้อยยันต์กระบี่ หยิบยันต์กระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมาจากในชายแขนเสื้อ โยนขึ้นไปกลางอากาศง่ายๆ ปล่อยให้มันกลายเป็นเรือยนต์ตระกูลเซียนลำหนึ่ง ที่บนตัวเรือมีอักขระยันต์ส่องประกายแสง
ใต้ท้องเรือมีเมฆหมอกสีเขียวเป็นระลอกผุดลอยขึ้นมา ลอยแนบติดพื้นดินของท่าเรือ รอบด้านของเรือยนต์มีไอหมอกอบอวล ทุกคนพากันขึ้นเรือ
เวินจื่อซีที่เหมือนคนขับเรือโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เรือยนต์ลำหนึ่งที่แกะสลักมาจากหยกขาวก็พลันลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปอย่างว่องไวราวสายฟ้าแลบ ลากลำแสงเส้นหนึ่งทิ้งไว้กลางอากาศ เรือยนต์อ้อมผ่านภูเขาฮุยเหมิง ลอดทะลุทะเลเมฆผืนหนึ่งที่อยู่ระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับยอดเขาทียนตู ก่อนจะชะลอลงจอดบนเส้นทางหน้าประตูภูเขาช้าๆ
เวินจื่อซีบอกว่ามาถึงแล้ว รอกระทั่งทุกคนลุกขึ้นยืน รองเท้าแต่ละคู่ก็ลอดทะลุใต้ท้องเรือสัมผัสกับพื้นดินเบาๆ ไอหมอกสีเขียวพลันสลายหายไป เวินจื่อซีทำมุทรา เรือยนต์ก็เหมือนได้รับคำสั่ง กลับกลายไปเป็นกระดาษพับแผ่นหนึ่งอีกครั้ง แสงเรืองรองเปล่งวาบหนึ่งทีก็ผลุบหายเข้าไปในชายเสื้อของชุดคลุมอาคม
หากเป็นในอดีตก่อนที่จะมาเรียนวิชาหมัดบนภูเขา เวินจื่อซีจะชอบทำเรื่องที่เหมือนแปะคำว่า “เงิน” และคำว่า ‘เซียน” ไว้บนหน้าผากแบบนี้อย่างมาก ทว่าทุกวันนี้ความคิดแบบนี้กลับเจือจางลงมากแล้ว พอเห็นพวกสาวงามในโลกมนุษย์ก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวอีกต่อไป การโอ้อวดสมบัติที่มีกลิ่นอายเซียนของคนบนภูเขาประเภทนี้ กลับทำให้เวินจื่อซีรู้สึกว่าน่าเบื่ออย่างถึงที่สุด
หากไม่เป็นเพราะเจิงต้าเฟิงดึงดันจะพาเขาไปรับรองแขกที่ท่าเรือหนิวเจียวด้วยกันให้ได้ บอกว่ายันต์กระบี่ไม่อาจแบ่งหรือให้กันยืมได้ จะให้พาแขกกลุ่มใหญ่เดินเท้าไปถึงหน้าประตูของภูเขาลั่วพั่วก็คงไม่ดี เวินจื่อซีคิดว่าตอนนี้ตนยังมีสถานะเป็น “ตัวสำรอง” อยู่ด้วย ก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่ความสามารถอันน้อยนิดของตนจะอำนวย ถึงจะได้ไปฟังคำสั่งสอนที่ยอดเขาฮว่าอิงและได้สอนหมัดที่ยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋นต่อไปได้
ไปถึงลานประลองยุทธของยอดเขาอิงอวี่ พวกเขาถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มาเรียนหมัดอยู่ที่นี่มีแค่แปดคนเท่านั้น แต่กลับมีอาจารย์สอนหมัดอยู่หลายคน อาจารย์ใหญ่คือเจิงต้าเฟิง อาจารย์รองเฉินยวนจี ผู้สอนสำรองเวินจื่อซี และยังมีเจ้าขุนเขาเฉิน เผยเฉียน พ่อครัวเฒ่า จงเชียน เด็กชายผมขาวคนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วที่บางครั้งก็จะมาชี้แนะวิชาหมัดที่นี่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้มาบ่อยๆ ก็เท่านั้น นี่ไม่ใช่ว่าคนสอนหมัดเกือบจะมีมากกว่าคนฝึกหมัดแล้วหรอกหรือ?
เวินจื่อซีรู้ดีว่าเจิงต้าเฟิงพูดจาเหลวไหล แต่ก็ไม่สะดวกจะแฉอีกฝ่าย
พวกหยวนหวงยังได้เห็นจงเชียนเดินแอ่นอกตบหน้าท้องอยู่ในลานประลองยุทธอย่างผ่อนคลาย บุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของใต้หล้าบ้านเกิด คนบ้านเดียวกันที่ว่ากันว่าเป็นคนหลงใหลในวรยุทธที่เจ็บใจที่วันหนึ่งตัวเองฝึกวิชาหมัดอยู่ในภูเขาได้ไม่ครบสิบสองชั่วโมง?
อู๋เจียงนั่งยองที่ชายขอบของลานประลองยุทธ พึมพำว่า “ผู้มีพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธไม่มีค่าขนาดนี้เลยหรือ?”
ระหว่างที่เดินทางหาประสบการณ์ หากไม่ได้อยู่บนเรือข้ามฟากที่ลอดผ่านทะเลเมฆก็อยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนที่มีแต่เรื่องประหลาดน่าอัศจรรย์ใจเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ล้วนพบเจอแต่บุคคลที่เป็นดั่งเทพเซียน พอเห็นมากเข้าก็ไม่รู้สึกอะไร กลับเป็นปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธระดับหัวแถวของใบถงทวีปที่ได้เห็นอยู่แค่ไม่กี่คน ผลคือพอมาถึงภูเขาเที่ยวอวิ๋นแห่งนี้ ได้เห็นทีก็เห็นเป็นกลุ่มใหญ่
เด็กหนุ่มเด็กสาว แต่ละคนต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีปณิธานหมัดล้อมรอบกาย พายุหมัดก่อตัวแข็งแกร่งกันทั้งนั้น
ซุนหว่านเหยียนไปที่ยอดเขาฮว่าอิงกับหลัวฟู่เม่ย ฝ่ายแรกยืนอยู่นอกหน้าต่างฟังนักพรตคนหนึ่งกำลังบรรยายถึงความรู้เรื่องสายยันต์พอดี ฝ่ายหลังไม่สนใจเรื่องนี้จึงไปเดินเล่นเองคนเดียว ได้เจอกับหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งซึ่งมีฉายาว่าเหม่ยเจิง นางสร้างกระท่อมอยู่ที่ลำธาร
หลัวฟู่เม่ยไม่ขลาดกลัว เป็นฝ่ายชวนนางคุย สาวงามสองคน เรือนกายอรชรอ้อนแอ้นพูดคุยเสียงเบาเหมือนเสียงนกท่ามกลางแมกไม้เขียว
โจวฮูถามคำถามคล้ายไม่ใส่ใจว่าอะไรคือ “คอยอุดปะรอยรั่วให้สมบูรณ์ ฟ้าห้า คนห้า?”
หลัวฟู่เม่ยหลุดหัวเราะพรืด คาถามใหญ่เทียมฟ้าประเภทนี้ สหายถามข้าทำไม ต้องไปถามอิ่นกวานถึงจะถูก กว่าจะรักษาตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เจียงซ่างเจินบอกว่าเขาจะไปที่สำนักเจินจิงสักรอบเพื่อผ่อนคลายจิตใจ พักผ่อนให้หายตึงเครียดสักหน่อย จูเหลียนจึงบอกให้เขาช่วยดูเจิงเย่ด้วยว่าเป็นอย่างไร เจียงซ่างเจินย่อมตอบตกลงอย่างว่องไว
ทะยานลมไปถึงท่าเรือหนิวเจียว เจียงซ่างเจินสังเกตเห็นสีขาวหิมะกองหนึ่งนั่งยองอยู่ใกล้กับป้ายไม้แผ่นหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างทาง ชุ่ยตงซานลุกขึ้นยืน หันหน้ามายิ้มเอ่ย“จะไปทะเลสาบซูเจี้ยนกับเจ้าสักรอบ ขุนเขาสายน้ำยาวไกล จะได้ไม่เงียบเหงา”เจียงซ่างเจินยิ้มถาม “เจ้าสำนักชุ่ย ข้าไปสำนักเจินจิงเพื่อโอ้อวดความร่ำรวย เจ้าไปทำอะไร?”
ชุ่ยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ บ่นว่า “ห่างเหินกันแล้ว เรียกเจ้าสำนักชุ่ยทำไม”
เจียงซ่างเจินที่เกือบจะได้เป็นรองเจ้าขุนเขาหัวเราะหึๆ ชุ่ยตงซานเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองทำไม่ถูก จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันใด“คิดไปคิดมา สิ้นเปลืองความคิดจิตใจข้าไปไม่น้อย ในที่สุดก็พอจะคาดเดาได้แล้ว ข้ารู้สึกว่าหากเจียงเซ่อไม่ได้พูดความจริง ก็เป็นเขาที่มองพลาดไปเอง อันที่จริงเจ้าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งจิตวิญญาณของบรรพจารย์รองสำนักการทหารจริงๆ เพียงแต่ว่านางร่ายเวทอำพรางตาที่ค่อนข้างสูงส่งเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น วิญญาณหนึ่งดวงถูกผ่าออกเป็นสองส่วน เจียงซ่างเจินแห่งพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาได้ครอบครองไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นค่อยมอบให้ “จลู่” แห่งตรอกฝูลู่ถ้ำสวรรค์หลีจี๋ต้าหลีครึ่งหนึ่ง แบบนี้ก็ปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทรได้แล้วไม่ใช่หรือ?”เจียงซ่างเจินปากอ้าตาค้าง ห่านขาวใหญ่นี่เจ้าค่อนข้างจะพูดจาเหลวไหลไปหน่อยแล้วนะ?
“หลอกเจ้า? เจ้าคิดดูนะ อดีตชาติของนางนั้นร้ายกาจปานใด ปีนั้นการถามมรรคาบนยอดเขาของนางกับเกากูเป็นอย่างไร ถึงกับตีกันจนเกิดซากปรักจวลู่ขึ้นมาได้เลย! ดังนั้นนางมาที่นี่ก็ทั้งเป็นโอกาสที่ป่ายอวี้จิงให้นางได้ทำความดีชดใช้ความผิด เดิมทีควรจะช่วยปกป้องมรรคาให้คนผู้หนึ่งระยะทางหนึ่ง ส่วนร่างจริงในอดีตชาติของนาง คาดว่าก็น่าจะมีการวางแผนเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ดูว่าจะมีโอกาสติดต่อกับ “พวกเจ้า” ที่อยู่ในใต้หล้าไพศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าได้หรือไม่? ในเมื่อแผนการไม่สำเร็จ ทางฝั่งป่ายอวี้จิงก็ได้แต่เรียกตัวนางกลับไป ทุกวันนี้ยิ่งหนูจลู่นั้นก็จะได้รับการ ‘กลับคืน’ สู่ป้ายไม้แล้ว? เป็นอย่างไรแบบนี้สมเหตุสมผลพอหรือไม่?”
สีหน้าของเจียงซ่างเจินเคร่งเครียดทันที
“กลับมาพูดถึงเจ้า ก่อนหน้านี้อยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัวของอารามกวานเต๋า ได้รู้จักกับอาจารย์ของข้า ออกมาจากพื้นที่มงคลเพียงไม่นานก็ไดเ้จอเจ้าดื่มแซ่จั่วบนทะเล หลังจากนั้นมาก็มาสนิทสนมกับอาจารย์ของข้าอย่างรวดเร็ว? ไม่ลองอนุมานย้อนกลับไปอีกหน่อย เจ้ากับลู่ฝ่างที่เป็นหนึ่งในเจ็ดวิญญาณนั้นรู้จักกันได้อย่างไร กลายเป็นเพื่อนรักกันได้อย่างไร? อาศัยแค่ว่าถูกชะตากันเท่านั้นหรือ? อีกอย่างเจ้าอยู่อุตรกุรุทวีปขอบเขตโอสถทองคนหนึ่งที่เป็นคนต่างถิ่นกลับมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง เจ้าลองนับดูเอาเองเถอะว่า เคยเจอหายนะใหญ่แต่รอดตายมาได้กี่ครั้ง? หนึ่งครั้งถือว่าตัวเองมีความสามารถจริง สองครั้งถือว่าโชคดี สามครั้งเพราะบรรพบุรุษสะสมบุญกุศลเอาไว้ ครั้งที่สี่คือดวงแข็ง แต่ห้าครั้งหกครั้งล่ะ? นี่ถือเป็น ‘บัญชาจากสวรรค์ที่มองไม่เห็นหรือไม่’ ชัดเจนว่ามีใครกำลังปกป้องเจ้าอยู่ใช่หรือไม่? เมื่อหมื่นปีก่อน นางเลือกที่จะให้ความช่วยเหลือเจียงเซ่อเป็นบุคคลอันดับสองของสำนักการทหาร หมื่นปีให้หลัง เจ้าก็ได้กลายเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วมาตั้งแต่แรกเลยไม่ใช่หรือ? ยังจำได้หรือไม่ว่าคราวก่อนที่พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งที่ใบถงทวีป ข้าถามเจ้าอย่างไร เจียงซ่างเจินยังคงเป็นเจียงซ่างเจินอยู่ไหม?! หากเดาไม่ผิดอาจารย์ของข้าก็น่าจะถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับเจ้าด้วยไม่ใช่หรือ?”
เจียงซ่างเจินยิ่งฟังยิ่งอกสั่นขวัญผวา ไหนเลยจะกล้าถือสาตำแหน่งรองเจ้าขุนเขาไม่รองเจ้าขุนเขาอะไรอีก ใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อย รีบใช้เสียงในใจเอ่ยอย่างตระหนกลน“น้องชุ่ย อย่าทำให้ข้าตกใจสิ! หากยังคุยกันแบบนี้ต่อไป ถึงข้าไม่ใช่ก็คงใช่แล้ว! ล้วนเป็นพี่น้องคนเดียวกันที่เคยแลกชีวิตกันมาก่อน เจ้าพูดมาให้ชัดเจนไปเลย!”