ตอนที่ 3273
บทที่ 1181.3 เรื่องเล่าประหลาด
October 21, 2026
เหวยเสียนโหรวรีบหยิบป้ายผู้ถวายงานอันดับสามออกมาจากชายแขนเสื้อเพื่อทำการแลกเปลี่ยนทันที เดิมโจวไห่จิงก็เป็นสตรีที่มีจิตใจละเอียดอ่อนราวเส้นผมอยู่แล้ว นางมองออกว่าเหวยเสียนโหรวซุกซ่อนเรื่องในใจเอาไว้เฉาเกิงซินกำลังจะแขวนป้ายแผ่นนั้นไว้ที่เอว เห็นคนอื่นๆ มองมาด้วยสายตาคลางแคลง เฉาเกิงซินก็ถามว่า “ทำไมล่ะ? ผิดกฎหมายหรือ แค่พกให้หายอยากไม่ได้หรือไร”เหวยเสียนโหรวเอ่ยเสียงเบาว่า “รองเจ้ากรมเฉา ตามกฎของกรมอาญาต้าหลี ผู้ที่พกป้ายสงบสุขเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย ยังมีโทษที่ไม่เล็กด้วย”ท่าทางนุ่มนิ่มขลาดกลัว เสียงเบาอ่อนหวานเหมือนเสียงนกน้อย เฉาเกิงซินโบกมือ “ข้าคือคนดังที่อยู่ข้างกายราชครู แล้วก็เป็นพี่น้องที่รักที่กราบไหว้ฟ้าดินกันของจ้าวเหยา… แค่คุยโวก็ไม่น่าจะผิดกฎหมายกระมัง?”มือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของรองเจ้ากรมเฉา คนผู้นั้นยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “คุยโวไม่ผิดกฎหมาย แต่จะดีจะชั่วเจ้าก็ช่วยร่างคำพูดก่อนหน่อยเถอะ”เฉาเกิงซินหันหน้ามามอง ยิ้มเอ่ยว่า “ไฉนท่านราชครูถึงมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเองได้เล่า?”นอกจากเฉินผิงอันแล้ว ยังมีเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสองข้างแก้มแดงเป็นปั้น และคนหนุ่มที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว ถือไม้เท้าไม้ไผ่อีกคนหนึ่ง โจวไห่จิงลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาเยือน คนที่เหลืออีกสองคนก็ยิ่งผุดลุกเหมือนกระโดดเฉินผิงอันไม่สนใจรองเจ้ากรมเฉา กุมหมัดยิ้มเอ่ยกับพวกเขาว่า “คารวะรองเจ้ากรมเส้า ผู้ถวายงานเหวย หลายปีมานี้ลำบากแล้ว”
เส้าหว่านหลิงประสานมือคารวะกลับคืนอย่างเงียบงัน เหวยเสียนโหรวมกุมหมัดคารวะกลับคืนตามจิตใต้สำนึก แต่ก็รีบดึงมือกลับทันควันเปลี่ยนมายอบกายคารวะแทน
เฉาเกิงซินอยากลุกขึ้นแสดงท่าทีสักหน่อย แต่กลับถูกเฉินผิงอันใช้สองมือกดกลับไปนั่งบนม้านั่งยาว เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า “ข้ามาที่นี่นอกจากจะมาเปิดหูเปิดตากับเรือกระบี่ของกองทัพต้าหลีแล้ว ยังอยากจะมาทักทายสายลับใหม่แซ่หม่าสองคนของต้าหลีด้วย พวกเขาคือคนที่ข้ายัดเยียดไปให้กับกรมอาญาต้าหลี ข้าไม่อาจปล่อยให้รองเจ้ากรมจ้าวหัวเราะเยาะได้ แน่นอนว่าหลักๆ แล้วก็คืออยากจะมาให้รองเจ้ากรมเส้ากับผู้ถวายงานเหวยคุ้นหน้าคุ้นตากัน คิดไว้แล้วว่ารองเจ้ากรมเฉาต้องเป็นคนประสานงานได้ไม่ดีแน่”เฉาเกิงซินกล่าว “ใต้เท้าราชครู ข้าเอ่ยคำประเมินแปดอักษรนั้นออกมาแล้วนะ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจทำให้รองเจ้ากรมเส้าหวั่นไหวได้”เส้าหว่านหลิงยิ้มเอ่ย “ไม่พูดยังดี พอรองเจ้ากรมเฉาพูดอย่างนี้ หากข้าเป็นพวกหลงใหลในการเป็นขุนนาง ยอมไปอยู่เมืองหลวงต้าหลีง่ายๆ ก็ไม่ใช่ว่าทำให้ราชครูมองคนพลาดไปหรอกหรือ? คาดว่าอนาคตของข้าต้องน่าเป็นกังวลแน่ บางทีรองเจ้ากรมเฉาก็ต้องซวยโดนตำหนิไปด้วย”เฉาเกิงซินนวดคลึงปลายคาง “คือเหตุผลข้อนี้จริงๆ ข้าไม่เหมาะกับการอยู่ในวงการขุนนางจริงๆ ด้วย อ้อมผ่านพวกคนเจนโลกอย่างพวกเจ้าไปไม่ได้เลย”เหวยเสียนโหรวสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับตกตะลึงอย่างหนัก เฉาเกิงซินกล้าพูดจาต่อหน้าราชครูคนใหม่ของต้าหลีแบบนี้เลยหรือ?
“พวกเจ้านั่งลงคุยกันเถอะ”
เฉินผิงอันเอ่ย“ผู้ถวายงานเหวย ครั้งนี้เกิดเหตุพลิกผันที่แคว้นชิว ที่ว่าการของกรมอาญาและกรมกลาโหมต้าหลีอันที่จริงค่อนข้างจะฉุกละหุก เหมือนเป็ดที่ถูกข้าไล่ขึ้นคอนเจ้าคือผู้มีคุณูปการเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ตลอดทั้งเรือกระบี่ล้วนไม่มีใครเห็นต่างดังนั้นเดิมทีข้าต้องการจะให้เจ้ากระโดดข้ามขั้นเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอยู่บนเรือกระบี่นี่โดยตรงแต่จ้าวเหยาไม่ยอมตอบตกลง บอกว่าหากข้าทำเช่นนี้จริง วันหน้าผู้ถวายงานของกรมอาญาส่วนใหญ่ก็จะเอาอย่าง รู้สึกว่าเป็นทางลัดที่สามารถได้เลื่อนขั้นเป็นกรณียกเว้นไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ง่ายที่จะสูญเสียความพอดี เอาอย่างได้ไม่เหมือนก็จะกลายเป็นเรื่องร้าย รองเจ้ากรมจ้าวรับผิดชอบเส้นสายนี้เขาพูดถึงขนาดนี้แล้ว ข้าเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่ก็ถือว่ารองเจ้ากรมจ้าวยอมถอยให้ครึ่งก้าว บอกว่าวันหน้าเขาจะรับเรื่องกับผู้ถวายงานเหวยด้วยตัวเองสามารถอ้อมผ่านกองงานต่างๆ ของกรมอาญาไปได้เลย วิธีการในเรื่องนี้รายละเอียดมีอะไรบ้าง เดี๋ยวช่วงนี้จ้าวเหยาจะมาพูดคุยกับเจ้าต่อหน้า”พอได้ยินคำเรียกขานว่า “ผู้ถวายงานเหวย” เหวยเสียนโหรวก็ลุกขึ้นยืนทันใดสีหน้าของนางเป็นประกายสดใส เม้มปากคอยส่ายหน้าเบาๆ หรือไม่ก็พยักหน้าอยู่เป็นระยะ ข้างหูแดงก่ำเหมือนเมฆสีเพลิงเล็กจิ๋วที่สุดในโลกมนุษย์เฉินผิงอันขยับสายตาไปอีกทาง ยิ้มถามว่า “เส้าหว่านหลิง จะไม่ไปอยู่กองส่งสารของเมืองหลวงต้าหลีจริงๆ หรือ?”
เส้าหว่านหลิงลุกขึ้นยืน ส่ายหน้า ถามหยั่งเชิงว่า “ขอท่านราชครูช่วยแสดงความยินดีกับเจ้ากรมจ่างซุนเม่าแทนข้าได้หรือไม่?”
เฉาเกิงซินกลั้นขำดีนักนะ ใต้เท้าราชครูก็เป็นคนกลางที่ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน
เฉินผิงอันพยักหน้า“ไม่มีปัญหา จะต้องช่วยพูดดีๆ แทนเจ้าหลายประโยคแน่นอน คำพูดตามมารยาท คำพูดในวงการขุนนาง แน่นอนว่าข้าอยู่ไกลเกินกว่าจะเทียบพวกเจ้าติดแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคนนอกสาขาเสียเลย”เฉาเกิงซินมองรองเจ้ากรมเส้าแวบหนึ่ง เขาด่าว่าเจ้าไม่รู้กาลเทศะอยู่นะ เส้าหว่านหลิงมองรองเจ้ากรมเฉา เขาบอกว่าเจ้าประพฤติตัวไม่เหมาะสมมากกว่ากระมัง
เฉินผิงอันเอ่ยขอตัวกลับ พาเสี่ยวโม่กับเซียโก่วออกไปจากโรงเตี๊ยมด้วยกัน แล้วก็ทะยานร่างขึ้นเหนือพื้นดินจากตรอกเงียบสงัดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับโรงเตี๊ยมกลายร่างเป็นแสงกระบี่พร่างพราวสามเส้น คล้ายรุ้งยาวที่ฟันผ่าฟ้าคราม ตรงดิ่งไปยังพรรคอวี้ฝ่างที่เป็นผู้นำตระกูลเซียนของแคว้นชิวก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนเรือกระบี่ เฉาเกิงซินรีบเผ่นหนีเพื่อความปลอดภัย จ้าวเหยายังคงคุมเชิงอยู่กับขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างซือถูซีหวง หลู่ส่ง ฯลฯพูดถึงแค่หลางจงหกคนที่มาหาประสบการณ์อยู่ในราชสำนักแคว้นชิว ได้เลื่อนขั้นสองคน ถูกลดขั้นสองคน และยังมีอีกสองคนที่ถูกกรมอาญาพาตัวไปโดยตรงพวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าตรงแผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์นั้น มีบุรุษสวมชุดเขียวคนหนึ่งยืนเอาสองมือไพล่หลัง มายืนอยู่นานพักใหญ่แล้วรอกระทั่งพวกเขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เฉินผิงอันก็กำลังสอบถามเรื่องในกองทัพบางอย่างกับหวงเหมยเซียนรองแม่ทัพหานโจวแล้วหลังจากนั้นเฉินผิงอันก็แค่คุยเรื่องการเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษของเหวยเสียนโหรวกับจ้าวเหยาพวกซือถูซีหวงกับหลู่ส่งคือขุนนางคนสำคัญในท้องถิ่นของต้าหลีที่ไท่ซ่างหวงแห่งหานโจวให้ความสำคัญ เวลานี้กลับไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรพวกเขาไม่ได้กริ่งเกรงสถานะและขอบเขตของเซียนกระบี่หรืออิ่นกวานอะไร ก็แค่กลัวราชครูคนใหม่ที่นิสัยการกระทำเหมือนซิวหู่เกินไปในอดีต: “หากความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกับข้า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเจ้าที่ผิด”ทุกวันนี้: “สำหรับราชสำนักต้าหลีแล้ว ข้าเหมือนถ่านที่ส่งมาท่ามกลางหิมะ แต่ต้าหลีสำหรับข้าเฉินผิงอันแล้ว กลับเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพร พวกเจ้าควรรู้อยู่แก่ใจ”ดวงตะวันค่อยๆ ลอยขึ้นสูง หมื่นลี้ไร้เมฆ ท้องฟ้าเป็นสีครามมองไกลๆ ไปเห็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนจวนเซียนแห่งนั้น กลุ่มภูเขาเหมือนกลุ่มกระบี่แถบแล้วแถบเล่าที่พากันพุ่งเข้ามาในคลองจักษุ