ตอนที่ 3274
บทที่ 1182.1 ภาพบินทะยานผสานมรรคาภาพหนึ่ง
October 21, 2026
ก่อนหน้านี้นักพรตทั้งสาม แม้มิได้สวมกวานดอกพุดตานหรือกวานหางปลา แต่มองเพียงปราดเดียวก็เห็นชัดว่ามีสง่าราศีของที่ถูกเรียกขานว่าเมล็ดพันธุ์แห่งเซียนส่วนสามคนที่อยู่ตรงหน้ากลับดูคล้ายบุตรหลานตระกูลมั่งคั่งที่ออกมาท่องเที่ยวภูเขาสายน้ำ แวะเข้ามาในภูเขาเพื่อเยี่ยมเยือนเซียนเสียมากกว่า ผู้ฝึกตนที่เป็นคนเฝ้าประตูจึงคิดจะขวางไว้สักหน่อย สอบถามให้รู้ถึงถิ่นกำเนิดและฐานะตระกูลเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจึงพลิกป้ายสงบสุขปลอดภัยระดับสามของกรมอาญาให้เห็นอีกด้าน ตัวอักษรพลันปรากฏขึ้นสองคำว่า “ต้าหลี” สะดุดตาอย่างยิ่ง แต่คำว่า “ระดับสาม” กลับยังพอให้ใจชื้นอยู่บ้างผู้ฝึกตนคนเฝ้าประตูยังพอจะมองของออก จึงกลืนคำที่กำลังจะเอ่ยลงคอไป ที่แท้คือเซียนซือจากแคว้นเหนือหัว เป็นยอดฝีมือจากกรมอาญาต้าหลี โชคดีที่เป็นเพียง “ระดับสาม” ยังไม่ถึงกับน่าหวาดผวาเกินไปหากเป็นผู้ถวายงานระดับสองบางคนมาเยือนพรรคอวี้ฝ่าง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความไม่สงบที่ต้าหลีออกหนังสือทางการ “ระบุชื่อ” ไว้โดยตรงนี้ ผู้ฝึกตนคนเฝ้าประตูก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะถูกกวาดล้างทั้งสำนักหรือไม่ ต่อให้เป็นบรรพจารย์ก่อกำเนิดที่เพิ่งออกจากการปิดด่านของตนท่านนั้นก็ใช่ว่าจะรับมือไหวได้ยินมาว่าทุกวันนี้ขอแค่มีป้ายนี้อยู่ในมือ ก็สามารถเดินกร่างไปทั่วสามทวีปอย่างแจกันสมบัติทวีป อุตรกุรุทวีป และใบถงทวีป โดยไม่มีใครกล้าขวางแล้ว โดยเฉพาะใบถงทวีปที่แทบจะไม่ต่างอะไรจากหลานผู้ว่าง่ายของแจกันสมบัติทวีปพวกเราในอดีตเคยมีพวกผู้ฝึกตนอิสระบางคนที่กล้าบ้าบิ่นถึงขีดสุด เริ่มจากฝึกพูดภาษาราชการของต้าหลีให้คล่องก่อน แล้วจึงปลอมป้ายสงบสุขแผ่นหนึ่งขึ้นมา ตระเวนหลอกลวงผู้อื่นให้ตัวเองได้อยู่ดีกินดีไปทั่วเป็นว่าเล่น จนกระทั่งสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่วอย่างสำนักกระบี่ชิงผิงไปตั้งรกรากที่นั่น ประกอบกับรองเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาเทียนมู่แซ่เวินคนหนึ่งได้ออกมารับผิดชอบจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง มีข่าวลือว่าจับคนได้เป็นร้อยๆ แล้ว ส่งไปอ่านตำราอริยปราชญ์อย่างคร่ำเคร่งในสำนักศึกษาพร้อมกันรวดเดียว “วีรกรรม” ประเภทนี้ถึงได้ค่อยๆ เงียบหายไปพูดตามตรง ทุกครั้งที่เปิดดูรายงานข่าวแห่งภูเขาสายน้ำพวกนั้น ทำให้รู้ว่าพวกผู้ฝึกตนอิสระในใบถงทวีปไม่เพียงหลอกเอาเงินจากคนของแคว้นต่างๆ แม้กระทั่งร่างกายของเทพธิดาบนทำเนียบก็ยังหลอกมาได้ เขาเห็นแล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกันก่อนจะก้าวผ่านประตูภูเขา ปัญญาชนชุดเขียวที่เดินอยู่ตรงกลางยังไม่ลืมหันมากุมมือคํานับเขา ผู้ฝึกตนเฝ้าประตูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยจึงคํานับตอบ คิดในใจว่าพวกที่มีตำแหน่งขุนนางต้าหลีอย่างพวกเขากลับดูสุภาพกว่าพวกนักพรตของสำนักโองการเทพทั้งหลายเสียอีก
พวกเขาเดินขึ้นบันไดกันไป สองข้างทางคือไม้ใหญ่สูงตระหง่านเสียดฟ้า แผ่ร่มเงาเขียวชอุ่ม ล้วนเป็นไม้เก่าแก่อายุหลายร้อยปี บันไดหินเย็นชื้นช่วยขับไล่ความร้อนของฤดูร้อนออกไปได้มาก
เซียโก่วถามอย่างหยั่งเชิง “เจ้าขุนเขา ต่อให้มีสามคำอธิบายของเกากู ท่านก็ยังแน่ใจหรือว่าไม่อาจหล่อหลอมจิตหยินจิตหยางขึ้นมาใหม่ได้อีก?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน”เขาเองก็หวังให้เป็นเพราะอาจารย์กับหลีเซิ่งต่างก็มองผิดพูดผิดกันไปเองจริงๆ แต่เป็นไปได้หรือ?
การถ่ายทอดมรรคาครั้งสุดท้ายของเกากูที่ตำหนักหัวหยางแห่งภูเขาตีเฝย การอธิบายที่สำคัญที่สุดก็คือควรจะสร้างสะพานแห่งความเป็นอมตะขึ้นมาได้อย่างไร นี่คือการชี้เส้นทางขึ้นเขาที่ชัดเจนให้แก่พวกเต้ากวานทั่วไปและภูตแห่งภูเขาลำธารกี่มากน้อยของใต้หล้ามืดสลัว?
แน่นอนว่าต่อให้คนส่วนใหญ่รู้วิธีนี้ก็ยังไม่อาจสร้างสะพานขึ้นมาแล้วอาศัยการเดินขึ้นเขานี้ เดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนได้สำเร็จ แต่อาศัยแค่ปัญญาอันเฉียบคมโดดเด่นส่วนนี้ เกากูก็คู่ควรกับคำกล่าวที่ว่า “สร้างกุศลยิ่งใหญ่อันหาที่สุดมิได้” แล้ว!
ลางสังหรณ์ของเซียโก่วทำให้นางสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจของนักพรตยุคบรรพกาล นับประสาอะไรกับที่ยังมีการบรรยายเรื่อง “เวทกระบี่” ในตอนสุดท้ายพูดถึงแค่เซียโก่ว หากภายหน้ามีโอกาสไปเยือนภูเขาตีเฝยแห่งใต้หล้ามืดสลัว นางก็ตั้งใจว่าจะไปคารวะที่ประตูสำนัก หรือหากในอนาคตได้พบเจอกับเต้ากวานสายของตำหนักหัวหยาง เซียโก่วก็ยินดีจะมีความอดทนต่อพวกเขามากหน่อยเซียโก่วถามต่อ “เจ้าขุนเขายังมีโอกาสหลอมตัวอักษรแห่งชะตาชีวิตของอริยปราชญ์ขงจื่อหรือไม่?”ชอบเอาเกลือไปโรยบนแผลขนาดนี้เชียวหรือ?เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ไม่สู้รองผู้ถวายงานเซียไปทำงานที่สำนักกระบี่ชิงผิงพร้อมกับโจวอันดับหนึ่งเลยดีไหม?”เซียโก่วเกาหมวกขนเตียว “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่เข้าใจแล้ว”ถ้าเจ้าขุนเขายังมีจิตหยินที่ออกจากช่องโพรงกับจิตหยางกายนอกกาย เรื่องก็ง่ายแล้ว เซียโก่วก็คงไม่กังวลในเรื่องนี้แล้วเป็นราชครูของแคว้นต้าหลีก็เป็นไป ก็แค่ให้จิตหยินออกจากช่องโพรง เดินทางไปขานชื่อที่จวนราชครูเมืองหลวงต้าหลีทุกวันเท่านั้น ถอยไปพูดหนึ่งก้าว หากเจ้าขุนเขาเป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื่อที่แท้จริง การที่พอจะค้นพบเค้าโครงของตัวอักษรแห่งชะตาชีวิต ก็ถือว่ายังพอได้การรับหน้าที่เป็นราชครูของแคว้นต้าหลีก็แทบจะเป็นการสร้าง “สถานที่ฝึกบำเพ็ญตน” เฉพาะตัวสำหรับเขาเองขึ้นมาอยู่แล้วยกตัวอย่างเช่นหากเป็นอักษรคำว่า “เหวิน” “จี” ก็สามารถทุ่มเทกับกิจธุระในกรมพิธีการของต้าหลีได้หากเป็นอักษรคำว่า “อู่” “เกอ” “หรง” ก็ทำตามคำเชิญชวนของหลีเซิ่งในตอนแรกที่บอกว่าให้ถอยไปเลือกอันดับรอง จุดให้สำคัญให้เน้นไปอยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหมของต้าหลีได้แต่ปัญหาคือทางสองเส้นนี้ล้วนเดินไม่ได้เซียโก่วกระซิบ “ขอพูดประโยคที่อาจเป็นการล่วงเกินสักหน่อย ดูเหมือนเจ้าขุนเขาจะสลับหัวท้ายกันแล้ว”หากพิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้วเริ่มค่อยๆ คลําหาพิสูจน์เส้นทางแห่งการผสานมรรคาอย่างระมัดระวังไปตามลำดับขั้นตอนก็ยังพอทำเนาแต่ตอนนี้เฉินผิงอันยังอยู่ในขอบเขตเซียนเหริน ยังอยู่ไกลจากขอบเขตที่ผู้บรรลุมรรคาคนหนึ่งหยุดนิ่งมานานจึงอยากขยับตัว เป็นฝ่ายเยื้องกรายเข้าไปในโลกโลกีย์ด้วยตัวเองอีกมากนักหรือเพราะเส้นทางแห่งการหลอมใหญ่ให้กับสรรพสิ่งได้ถูกเจียงเซ่อทำลายให้กลายเป็นทางหัวขาด ความเป็นไปได้ในการอาศัยการพิศมรรคาของนักพรตติงเพื่อนำมาใช้พิสูจน์ ‘วิชาบินทะยาน’ ก็ล้มเหลวไปแล้ว เจ้าขุนเขาจึงหมดอาลัยตายอยาก? ก็เลยหันมาใช้การยุ่งอยู่กับกิจธุระในโลกมนุษย์และความวุ่นวายของงานในราชสำนักมากลบความหดหู่?
เสี่ยวโม่เสนอ “ไม่สู้คุณชายลองหาคัมภีร์ลับสักสองสามเล่ม แน่นอนว่าคัมภีร์ที่ดีที่สุดต้องเป็นคัมภีร์ที่ระบบการสืบทอดสมบูรณ์แบบซึ่งสามารถช่วยให้คุณชายได้ฝึกวิชาประคับประคองมังกรไปพร้อมกันด้วย?”เซียโก่วพยักหน้าแรงๆ “ความคิดดี!” อย่างน้อยก็เป็นทางออกทางหนึ่งเป็นราชครูของต้าหลีจะให้เหมือนไปทำงานชั่วคราวแล้วยังต้องควักเงินเองได้อย่างไร?
เซียโก่วเสริม “สายของวิชาประคับประคองมังกรในใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ค่อนข้างปะปนกัน จะเป็นที่ต้องสงสัยว่าเวทคาถามากมรรคาต่ำหรือไม่? ในเมื่อจะเดินทางสายนี้ก็อย่าทำลวกๆ”เสี่ยวโม่ยิ้มพยักหน้า “ต้องคัดให้ละเอียดประณีตที่สุด”เซียโก่วเริ่มคิดแล้วว่าจะไป “ยืม” คัมภีร์และสายวิชาจากที่ใดหึ ผู้ถวายงานสองคนคู่รักหนึ่งคู่ต่างก็ทุ่มเทเพื่อเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรของเจ้าขุนเขาอย่างสุดจิตสุดใจแล้วจริงๆ