ตอนที่ 1087
บทที่ 540.5 พบเจออีกครั้งโดยบังเอิญ จากลากันอย่างเปลี่ยวเหงา
October 21, 2026
พอผู้เฒ่าจากไป
คนอื่นก็พากันแวะเวียนเข้ามา
แผงขายของนี้ของเฉินผิงอันจึงคึกคักขึ้นเยอะมาก
คนที่แวะเข้ามามีไม่ขาดสาย แต่คนที่ควักเงินซื้อจริงๆ กลับยังไม่มี
ผู้เฒ่าที่ไม่รู้ชื่อแซ่คนนั้นยังคงพาหลานชายเดินข้าไปดูตามร้านต่างๆ แล้วเงาร่างของพวกเขาก็หายลับไป
เฉินผิงอันเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ นั่งอยู่ที่เดิม มือที่อยู่ในชายแขนเสื้อกำลังลูบคลำเงินร้อนน้อยที่ด้านหน้าและด้านหลังสลักคำว่า ‘มักอิจฉาบุรุษรูปงามดุจหยกสลัก’ ‘บทกลอนที่ข้าเขียนดุจภาพวาด’
เงินร้อนน้อยบนโลกก็น่าสนใจเช่นนี้ อักษรที่แกะสลักไว้แตกต่างกันออกไป ภายในหนึ่งทวีป เงินร้อนน้อยที่ถูกสลักเอาไว้จะมีตัวอักษรหลากหลายรูปแบบ
แต่โดยทั่วไปแล้วจะสลักด้านละสี่อักษร เงินร้อนน้อยที่สลักตัวอักษรโบราณมากถึงเจ็ดคำเช่นเหรียญนี้มีให้พบเห็นน้อยมาก
เรื่องที่ควรค่าให้เฉินผิงอันดีใจก็คือ นอกจากจะได้เงินร้อนน้อยสามเหรียญมาอย่างไม่คาดฝันแล้ว การที่ได้เงินร้อนน้อยรูปแบบใหม่เอี่ยมเหรียญหนึ่งมาเก็บไว้ก็ชวนให้อารมณ์ดีเช่นกัน
แล้วนับประสาอะไรกับที่เงินร้อนน้อยสามเหรียญ หักออกมาเป็นเงินเกล็ดหิมะก็เท่ากับว่าราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก บวกกับตัวอักษรที่ล้ำค่าหายากก็ถือว่าเป็นกำไรเล็กๆ อีกก้อนหนึ่ง
เดิมทีราคาประมาณการณ์ที่เฉินผิงอันมีต่อยันต์ทุกแผ่นที่เอามาวางขายก็คือราคาที่เผื่อไว้ให้สำหรับถูกต่อราคาครึ่งต่อครึ่งแล้ว
ร้านค้าบนท่าเรือตระกูลเซียนทั่วไป ขอแค่เป็นยันต์ที่เขียนด้วยกระดาษเหลือง บวกกับการวาดยันต์ที่มีแก่นของยันต์ ขายได้ราคาหนึ่งเหรียญเงินเกล็ดหิมะก็ถือว่าราคาแพงหูฉี่แล้ว
อันที่จริงเฉินผิงอันเตรียมใจสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดอย่างเช่นว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไป อาจต้องเสียเงินเกล็ดหิมะไปเปล่าๆ หนึ่งเหรียญเอาไว้แล้ว
คิดไม่ถึงว่าเป็นร้านผ้าห่อบุญในนครเหนือเมฆครั้งนี้ตนจะมีวาสนากับเงินร้อนน้อยสามเหรียญ มันจะวิ่งเข้ามาในกระเป๋าตนให้ได้ จะขวางอย่างไรก็ขวางไม่อยู่จริงๆ
ทุกเรื่องมักจะยากตอนเริ่มต้นเสมอ
พอมีผู้เฒ่าที่ใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบใจกว้าง แต่สายตากลับดีเยี่ยมเป็นตัวเปิดประเดิมที่ดี
ต่อมาก็ขายยันต์สายฟ้าออกไปได้อีกสองแผ่น
ยันต์น้ำและดินสองชนิด รวมไปถึงยันต์ทำลายสิ่งกีดขวางไม่มีใครถามถึง ลูกค้าส่วนใหญ่ลำพังแค่ได้ยินราคาก็เกือบจะหลุดปากด่าคนแล้ว
หนึ่งในนั้นมีชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมคนหนึ่งใช้เงินเกล็ดหิมะห้าเหรียญซื้อวัตถุที่เก็บสะสมไว้ในวังมังกรทะเลสาบชางอวิ๋นไป เป็นวัตถุที่มีกลิ่นอายของเครื่องประทินโฉมเข้มข้น มีความเป็นไปได้เกินครึ่งว่าชายฉกรรจ์จะนำไปมอบให้กับสตรีในดวงใจ หรือไม่ก็อาจเอาไปเป็นของขวัญกราบภูเขาให้กับสตรีผู้ฝึกตนบางคน พอได้ยินเจ้าของแผงหนุ่มบอกว่าราคาห้าเหรียญเงินเกล็ดหิมะ ชายฉกรรจ์ก็ด่ามาหนึ่งคำว่ามารดามันเถอะ แต่สุดท้ายก็ยังควักเงินจ่ายแต่โดยดี
จากนั้นเขาก็ชี้ไปยังยันต์กองสายฟ้าหน่วยสวรรค์แล้วสอบถามราคา
เฉินผิงอันยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ ‘มารดามันเถอะ’ สองครั้ง ต้องเพิ่มอีกสองเหรียญเงินเกล็ดหิมะ”
ชายฉกรรจ์สบถด่า “เจ้าคิดจะฆ่าหมูหรือไง?!”
ต่อให้เป็นระดับความหนาของใบหน้าเฉินผิงอัน ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะต่อคำอย่างไร
พวกนักท่องเที่ยวที่ชมเรื่องสนุกอยู่ด้านข้างพากันหัวเราะครืน
ชายฉกรรจ์เองก็ตระหนักได้ว่าคำพูดของตนไม่เหมาะสม ด่าคนอื่น แต่ยิ่งเป็นการด่าตัวเองเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คุ้มกัน ชายฉกรรจ์จึงยกมือขึ้นเกาหัว อยากได้ก็อยากได้ แต่เงินในกระเป๋าก็ขาดแคลน เขาจำเป็นต้องซื้อยันต์สายฟ้าที่ใช้สำหรับโจมตีแผ่นหนึ่งจริงๆ เพราะจะนำไปใช้จัดการกับปีศาจใหญ่ตนหนึ่งที่ยึดครองภูเขา หากทำสำเร็จ กวาดเอาทรัพย์สินของอีกฝ่ายมารอบหนึ่งก็มีแต่กำไรไม่มีขาดทุน แต่หากไม่สำเร็จ ก็เรียกได้ว่าขาดทุนยับย่อย เงินเกล็ดหิมะสิบสองเหรียญทำให้เขาจนตรอกได้จริงๆ ถึงท้ายที่สุดชายฉกรรจ์ก็ยังตัดใจกรีดเนื้อตัวเองไม่ลง จึงจากไปอย่างขุ่นเคือง
เฉินผิงอันไม่ได้รั้งอีกฝ่ายเอาไว้
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเดินออกไปได้ระยะทางหนึ่งก็อดไม่ไหวหันกลับมามอง เห็นว่าคนหนุ่มผู้นั้นส่งยิ้มมาให้ตน ความคิดของชายฉกรรจ์ก็พลันว่างเปล่า ในใจยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาจึงก้าวยาวๆ จากไป มองไม่เห็นจะได้ไม่หงุดหงิด
เฉินผิงอันทำการค้าของตัวเองต่อไป
ก็ถือว่าประหยัดแรงใจไปได้มาก ถึงอย่างไรราคาของยันต์และสิ่งของทุกชิ้นก็ถูกกำหนดมาตายตัวอยู่แล้ว
หลังจากได้เงินร้อนน้อยมาสามเหรียญ ร้านผ้าห่อบุญนี้ของเขาก็ยิ่งเหมือนการนั่งตกปลาได้อย่างมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ถึงอย่างไรนี่ก็เพิ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม อยู่ห่างจากเวลาที่เรือข้ามฟากจะออกเดินทางอีกไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ
เดิมทีเฉินผิงอันคิดว่าจะทำการค้าพลางบำรุงปณิธานหมัดด้วยความอบอุ่นไปด้วย บวกกับไปฝึกตนตรงริมทะเลสาบหัวใจ ทำสามอย่างพร้อมกันโดยไม่ให้เสียเวลาเปล่า
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เขาถึงได้เอาแต่ดื่มด่ำกับเวลาว่างในตอนนี้ ล้มเลิกความคิดที่จะฝึกวิชาหมัดไปชั่วคราว
ทว่าก็ยังแบ่งสมาธิไปทำเรื่องสองอย่างพร้อมกัน นั่นคือมองประเมินพวกนักท่องเที่ยวบนถนนอย่างละเอียด พลางปล่อยจิตใจความคิดให้ล่องลอยไปไกล คิดถึงคนบางคนและเรื่องบางอย่าง
เนื่องจากตอนนี้อยู่ในนครเหนือเมฆ เฉินผิงอันจึงคิดถึงตำรา ‘เหนือเมฆพร่างพราว’ เล่มนั้น
หากจะพูดกันจริงๆ
ร้านผ้าห่อบุญแรกที่เฉินผิงอันได้พบเจอในชีวิต อันที่จริงสามารถนับรวมเจ้าคนที่สวมงอบพกดาบไม้ไผ่ผู้นั้นได้ และก็เป็นตอนที่อยู่บนภูเขาฉีตุนซึ่งตอนนั้นเว่ยป้อยังเป็นเทพแห่งผืนดิน
เพียงแต่ว่าร้านผ้าห่อบุญนี้ไม่เก็บเงินก็เท่านั้น
อาเหลียงนั่งยองลงบนพื้น ด้านหน้าวางกล่องไม้ทรงยาวที่มีชื่อว่า ‘เฉียวหวง’ เอาไว้ แล้วร้องเรียกเสนอขาย บอกให้ทุกคนไปเลือกสมบัติที่อยู่ในนั้น
ตอนนั้นจูเหอจูลู่สองพ่อลูกก็อยู่ด้วย
หลินโส่วอีวิ่งได้เร็วที่สุด เป็นคนแรกที่เลือกตำราลับวิชาอสนีที่เขาถูกใจตั้งแต่แรกเห็น
หลี่ไหวที่ฉลาดเฉลียว พอเห็นของที่ถูกตาตัวเองแล้วก็พยายามยุแยงให้หลินโส่วอีกับหลี่เป่าผิงไปเลือก ‘ยันต์มงคล’ ดาบแคบเล่มนั้นอย่างสุดชีวิต ตอนที่หลี่เป่าผิงหยิบดาบขึ้นมา หลี่ไหวที่ใช้ความเร็วราวสายฟ้าแลบจนคนไม่ทันป้องหูก็คว้าเอาหุ่นไม้ลงสีสันที่ยาวแค่ฝ่ามือชิ้นนั้นมา จูเหอช่วยจูลู่เลือกตำราหนึ่งเล่มและโอสถหนึ่งเม็ด ตอนนั้นเฉินผิงอันยังไม่รู้ว่ายาเม็ดเล็กๆ ที่มีชื่อว่า ‘ดีวีรบุรุษ’ (ดีคืออวัยวะอย่างหนึ่งที่ในภาษาจีนเปรียบเปรยถึงความกล้าหาญ หากบอกว่ามีดีที่อวบอ้วน ก็แปลว่ามีความกล้ามาก) เม็ดนั้น สำหรับผู้ฝึกยุทธบริสุทธิ์คนหนึ่งแล้วมีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด ต่อให้เฉินผิงอันจะเดินทางมายาวไกลขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นวัตถุที่คล้ายคลึงกันนั้นอีก ถึงขั้นที่ว่าทั้งลู่ไถและฉีจิ่งหลงต่างก็ไม่เคยพูดถึงว่า ดีวีรบุรุษของผู้ฝึกยุทธบนโลกสามารถนำมาหลอมเป็นยาเม็ดหนึ่งที่จับต้องได้จริงได้ด้วย
เฉินผิงอันเป็นคนที่ได้เลือกคนสุดท้าย ถึงอย่างไรในกล่องไม้ก็เหลือแค่เมล็ดพันธ์ดอกบัวสีทองอ่อนจางเมล็ดเดียวแล้ว ไม่มีอะไรให้เลือกอีก
เฉินผิงอันที่ไม่ใช่เด็กหนุ่มนานแล้ว ตอนนี้เขาก็หวังว่าในอนาคตจะมีวันหนึ่งที่ตนสามารถทำอย่างอาเหลียง นำของดีที่อยู่ในมือของตนเองมามอบให้กับพวกเด็กๆ คนรุ่นหลังที่สามารถถือได้ไหว รับไว้ได้อยู่ เขาไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย กลับกันยังมีแต่จะยิ่งเต็มไปด้วยความรอคอย
บนโลกมักจะมีถ้อยคำและการกระทำบางอย่างที่เป็นการกล่อมเกลาอย่างที่มองไม่เห็น ซึ่งจะเป็นการสืบทอดไปรุ่นต่อรุ่น