ตอนที่ 1092
บทที่ 541.4 ในถ้ำมีฟ้าดินแห่งใหม่
October 21, 2026
รอจนคนทั้งสี่เดินจากไปไกล จานชิงที่อยู่ในศาลาก็เปลี่ยนสีหน้าราวกับเป็นคนใหม่ ในมือของเขาถือกิ่งไม้แห้งเขี่ยกองไฟ พูดอย่างเฉยเมยว่า “ผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ปัญหา ที่จะเป็นปัญหายังคงเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนของเสิ่นเจิ้นเจ๋อแห่งนครเหนือเมฆนั่น ครั้งนี้ต่อให้เสิ่นเจิ้นเจ๋อจะไม่ได้มาปกป้องมรรคาให้พวกเขาด้วยตัวเอง แต่ก็น่าจะเชิญตัวผู้ถวายงานขอบเขตประตูมังกรคนนั้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยของอู่ชวินอาจารย์ผู้คุมกฎของจวนไช่เฉวี่ยผู้นั้นที่แต่ไหนแต่ไรมาก็เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ พูดไปพูดมา อันที่จริงก็ยังต้องมีเรื่องที่เกิดตามมาอีก นั่นคือต้องระวังว่าจะเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านสองคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวโชควาสนาของถ้ำสถิตเลย”
สตรีคลี่ยิ้มหวาน “เรื่องที่เกิดขึ้นตามมา? แค่ข้าช่วยไปเยือนจวนไช่เฉวี่ยและนครเหนือเมฆแทนเจ้าสักรอบหนึ่งก็หมดเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ”
จานชิงเงยหน้าขึ้น เอ่ยอย่างระอาใจ “พี่หญิงป๋าย ไหนเลยจะมีเรื่องที่ง่ายดายเพียงนี้ ล่างภูเขาของพวกเราปรารถนาในชีวิตที่สงบสุขมั่นคงอย่างยาวนาน ไหนเลยจะมีหลักการที่ต้องคอยป้องกันโจรหนึ่งพันวัน”
จากนั้นจานชิงก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “แต่รอให้วันใดพี่หญิงป๋ายเลื่อนขั้นเป็นเซียนดิน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยามหลับฝันข้าก็คงไร้ความกังวลได้แล้ว”
ที่แท้ตอนที่ท่านโหวน้อยผู้นี้เป็นเด็ก และครั้งหนึ่งที่ป๋ายปี้แห่งสำนักมังกรน้ำ ผู้ฝึกตนหญิงที่แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นฝูฉวีก็ยังปฏิบัติต่อนางอย่างมีมารยาทหวนคืนกลับบ้านเกิด เขาก็ได้รู้จักกับนางแล้ว
หลังจากนั้นมาทั้งสองฝ่ายก็คอยส่งจดหมายหากันมาโดยตลอด
เกี่ยวกับโชควาสนาถ้ำสถิตครั้งนี้ ก็เหมือนอย่างที่พวกตี๋หยวนเฟิงคาดเดาไว้ ต่อให้จะอยู่ในแคว้นฝูฉวี แต่ป๋ายปี้ก็ไม่ได้เกิดความสนใจสักเท่าไร เพียงแต่ว่ามาพบกับจานชิงพอดี ถึงได้มาเยี่ยมเยือนขุนเขาในครั้งนี้ แล้วก็ถือว่าทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องมรรคาให้กับท่านโหวน้อยของแคว้นเป่ยถิงผู้นี้อย่างลับๆ ด้วย จานชิงก็คือผู้ฝึกตน อีกทั้งการถ่ายทอดที่ได้รับมาจากอาจารย์ก็ไม่ธรรมดา ทว่าอาจารย์ของเขาคือผู้ฝึกตนอิสระก่อกำเนิดที่นิสัยดุร้ายไร้เหตุผลคนหนึ่ง ในอดีตการที่จานชิงได้เป็นลูกศิษย์ของคนผู้นี้ อันที่จริงต้องผ่านหายนะมาไม่น้อย ปีนั้นเขาถูกทรมานจนร่อแร่ใกล้ตาย กว่าจะอดทนผ่านมาได้ ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น หวานขมล้วนมีจานชิงที่รับรู้อยู่เพียงคนเดียว ไม่อาจบอกใครได้เลย
และป๋ายปี้ก็คือคนที่รู้เรื่องนี้พอดี นางถึงได้ติดต่อกับบุตรชายของท่านโหวแห่งแคว้นเล็กในโลกมนุษย์ผู้นี้มาอย่างยาวนาน
ไม่อย่างนั้นด้วยความชื่นชอบน้อยนิดที่มีต่อเด็กน้อยซึ่งหน้าตาราวหยกแกะสลักในปีนั้น ป่านนี้ก็คงกลายเป็นดั่งควันและเมฆหมอกที่จางหายไปท่ามกลางชีวิตของการฝึกตนไปนานแล้ว
ภายหลังอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างจานชิงกับป๋ายปี้ ผู้ฝึกตนอิสระก่อกำเนิดคนนั้นถึงได้มาเป็นผู้ถวายงานที่มีชื่ออยู่ในสำนักมังกรน้ำ
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา
ป๋ายปี้นั้นถือว่าได้สร้างคุณความชอบให้กับทางศาลบรรพจารย์ จึงได้รับรางวัลเป็นสมบัติอาคมชิ้นหนึ่ง
แต่ครั้งนี้เมื่อได้มาพบกับจานชิงอีกครั้ง ป๋ายปี้กลับเกิดความชื่นชอบอีกแบบหนึ่งที่ต่างออกไป
คิดไม่ถึงว่าเด็กน้อยน่ารักที่เคยอุ้มไว้ในอ้อมกอดปีนั้นจะเติบโตมาหล่อเหลาปานนี้ ภายใต้การตอแยอย่างหน้าไม่อายของจานชิง นางจึงตอบรับอีกฝ่าย ตกลงทำสัญญากันเป็นการส่วนตัวว่า หากมีวันใดวันหนึ่ง พวกเขาทั้งสองฝ่ายต่างได้เลื่อนขั้นเป็นเซียนดินโอสถทองแล้ว ป๋ายปี้ก็จะผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรเทพเซียนกับเขาอย่างเป็นทางการ ตอนนี้จานชิงยังเป็นแค่ขอบเขตถ้ำสถิต แต่อันที่จริงก็ถือว่าเป็นหยกงามในการฝึกตนลำดับหนึ่งแล้ว
ส่วนสตรีมนุษย์ธรรมดาที่ถูกจานชิงเลี้ยงดูไว้อย่างลับๆ พวกนั้น ในสายตาป๋ายปี้จะนับเป็นอะไรได้? สิบปีผ่านไป ความงามก็ร่วงโรย ผ่านไปอีกสามสิบปี เส้นผมก็ขาวโพลน
แล้วนับประสาอะไรกับที่จานชิงผู้นี้มีจิตแห่งเต๋าที่มั่นคง อันที่จริงความรู้สึกที่เขามีต่อสาวงามในโลกมนุษย์ก็เป็นแค่ใจรักสนุกของเด็กหนุ่มเท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากการเก็บสะสมภาพวาดตัวอักษรที่ล้ำค่าของพวกจิตรกรแม้แต่น้อย
แต่วันหน้าเมื่อจานชิงเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตประตูมังกร มีหวังว่าจะได้กลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน แล้วจานชิงยังไม่รู้จักหนักเบาเช่นนี้ ยังคงแตะต้องธุลีในโลกโลกีย์ เสเพลมากรักไปทั่ว ก็ต้องระวังว่าไม่อาจผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียร แล้วยังต้องผูกปมแค้นต่อกันอีก
โชคดีที่จานชิงไม่ใช่คนโง่ประเภทนั้น
ป๋ายปี้อดไม่ไหวบอกความจริงเรื่องหนึ่งแก่เขาไปว่า
อันที่จริงตอนนี้นางได้เลื่อนเป็นโอสถทอง ถือเป็นผู้ฝึกตนบรรลุมรรคาบนภูเขาอย่างแท้จริงแล้ว
ดังนั้นต่อให้ไม่อาศัยสถานะลูกศิษย์ของสำนักมังกรน้ำ นครเหนือเมฆและจวนไช่เฉวี่ยที่ไม่มีผู้ฝึกตนก่อกำเนิดเฝ้าพิทักษ์ก็ล้วนมีเหตุผลที่จะกริ่งเกรงนางสองสามส่วน
ป๋ายปี้หยิบขวดกระเบื้องใบเล็กใบหนึ่งออกมาจากในชายแขนเสื้อ นางเทของสิ่งหนึ่งออกมาจากขวด จากนั้นก็แบมือ ปลาน้อยสีเขียวมรกตเหมือนทำมาจากหยกแกะสลักตัวนั้นกำลังว่ายจากฝ่ามือมาถึงบนนิ้วของนาง มันเงยหน้าขึ้นน้อยๆ หันหน้าเข้าหาจานชิง
จานชิงเป็นคนที่มีลางสังหรณ์เฉียบไว เขาพลันรู้สึกขนลุกชัน
ป๋ายปี้ใช้นิ้วมือดีดหัวของปลาน้อยเบาๆ ฝ่ายหลังถึงได้หมอบลงอย่างว่าง่าย ป๋ายปี้จึงยิ้มเอ่ยว่า “นี่คือปลาวัวคำรามที่มีเฉพาะในบ่อลึกของสำนักมังกรน้ำพวกเรา ร้อยปีจะพานพบสักครั้ง เสียงของมันดุจเสียงฟ้าผ่า หากถูกเจ้าตัวน้อยนี่คำรามใส่หน้า อานุภาพก็ไม่เป็นรองการถูกเซียนดินโจมตีหนึ่งทีเลย ข้าเพิ่งได้รับเป็นของรางวัลมาจากทางสำนัก เดี๋ยวตอนที่เจ้าและข้าต้องแยกจากกัน ข้าค่อยมอบมันให้เจ้า”
จานชิงหน้าไม่เปลี่ยนสี เขาหันหน้าไปจ้องมองสตรีหน้าตางดงามที่อยู่ภายใต้แสงไฟสาดสะท้อนนิ่งๆ แล้วพูดเสียงเบาว่า “หวังว่าชาตินี้ภพนี้ ปลาวัวคำรามจะอยู่ในมือของพี่หญิงป๋ายตลอดไป”
ความนัยในถ้อยคำของท่านโหวน้อยผู้นี้ ก็คือหวังให้พวกเขามีเพียงพานพบ มิมีจากลา
ป๋ายปี้หน้าแดงอย่างเขินอาย ก่อนจะพูดอย่างกระเง้ากระงอด “คนเจ้าเล่ห์! ฝึกตนไม่ได้เรื่อง แต่ความสามารถในการพูดคำหวานกลับเป็นอันดับหนึ่ง!”
สีหน้าของจานชิงไร้เดียงสาอย่างยิ่ง
……
กลุ่มของนักพรตซุน นอกจากหวงซือที่ไม่ค่อยชอบพูดคุยยิ้มแย้มแล้ว อีกสามคนที่เหลือต่างก็สัมผัสได้ถึงความอกสั่นขวัญผวาของอีกสองคนนอกเหนือจากตนเอง
เฉินผิงอันจึงเป็นฝ่ายเปิดปากทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อาวุโสซุนรู้สึกกระอักกระอ่วน
เขาถามคำถามที่เป็นปกติของคนทั่วไป “นักพรตซุน กระพรวนเงินชิ้นนี้ใช่กระพรวนสดับปีศาจหรือไม่?”
นักพรตร่างผอมสูงพยักหน้ารับ “เก็บตกของดีมาได้ ระดับขั้นธรรมดา แต่หากมีปีศาจขอบเขตถ้ำสถิตขยับเข้ามาใกล้ กระพรวนนี้ก็จะส่งเสียงดัง”
เฉินผิงอันทอดถอนใจ “นี่มีมูลค่าหลายเหรียญเงินเทพเซียนเชียวนะ หากไม่มีเงินถึงหนึ่งร้อยเหรียญเงินเทพเซียนก็ไม่มีทางซื้อมาได้แน่นอน!”
นักพรตซุนยิ้มกล่าว “ก็คงประมาณนั้นกระมัง”
ตี๋หยวนเฟิงที่ถือไม้เท้าเดินป่าสวมรองเท้าสาน เวลานี้ยังคงอารมณ์ไม่ใคร่จะดีเท่าไรนัก
เพราะท่านโหวน้อยของแคว้นเป่ยถิงผู้นั้น มีหน้าตารูปร่างในแบบที่ทำให้เขาละอายใจที่สู้ไม่ได้ อีกอย่างการขึ้นเขาค้นหาสมบัติครั้งนี้ทำให้ตัวเขารู้สึกเหมือนเหยียบอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบางๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับมีอารมณ์พาสตรีมาด้วย คิดว่ามาเที่ยวชมขุนเขาสายน้ำหรืออย่างไร?! ประเด็นสำคัญคือสตรีสาวผู้นั้นหน้าตางดงามอย่างถึงที่สุด เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ฝึกตนหญิงบนภูเขาที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบวงศ์ตระกูล! หลักการเหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก จะมีสตรีผู้ฝึกตนอิสระสักกี่คนที่ข้างกายสามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งมาทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ด้วยความเต็มใจได้บ้าง?
ส่วนหวงซือนั้น ยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์ เพียงแค่สะพายห่อสัมภาระใบใหญ่เดินอยู่ด้านหลังสุดของขบวน
หลังจากที่คนทั้งสี่เดินผ่านศาลามา ฝีเท้าก็ยิ่งแผ่วเบาถี่กระชั้นราวกับบิน
เส้นทางไส้แกะสายเล็กที่เคี้ยวคดอันตรายไกลร้อยกว่าลี้ นายพรานหรือคนตัดฝืนที่ชินกับเส้นทางบนภูเขามาเดินก็ยังไม่ง่าย ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้ฝีเท้าของคนทั้งสี่กลับไม่ต่างอะไรจากพื้นดินราบเรียบ
นี่ก็คือข้อดีของการฝึกตน
ถนนบนโลกมนุษย์ที่ต่อให้จะคดเคี้ยวเดินได้ยากลำบากแค่ไหน แต่ผู้ฝึกตนก็ยังคงไปมาได้อย่างไร้ปัญหา