ตอนที่ 1162
บทที่ 570.1 เจ้าขุนเขาต้องออกเดินทางไกลอีกแล้ว
October 21, 2026
เมื่อศาลบรรพจารย์ของภูเขาลั่วพั่วสร้างเสร็จ สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ บนยอดเขาจี้เซ่อก็ก่อสร้างตามมา นี่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
สำหรับเรื่องนี้จูเหลี่ยนวางแผนคร่าวๆ มาไว้ก่อนแล้ว นับตั้งแต่ซุ้มป้ายที่ตีนเขายอดเขาจี้เซ่อไล่ขึ้นมาเป็นลำดับเรื่อยๆ บนเส้นแกนกลางเส้นนี้จะมีสิ่งปลูกสร้างน้อยใหญ่อยู่ประมาณสามสิบกว่าหลัง มีทั้งตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า มีทั้งสวนต้นไม้ดอกไม้ แม้แต่เรื่องที่ว่ากรอบป้าย กลอนคู่จะเขียนคำว่าอะไรก็ยังมีการบรรยายไว้อย่างละเอียด เรือนอื่นๆ นอกจากตำหนักหลักห้องโถงใหญ่จะแสดงให้เห็นทักษะในการก่อสร้างได้มากเป็นพิเศษ เจิ้งต้าเฟิงและเว่ยป้อก็ช่วยวางแผนให้ แต่สุดท้ายแล้วควรจะทำอย่างไร แน่นอนว่ายังต้องให้เจ้าขุนเขาภูเขาลั่วพั่วอย่างเฉินผิงอันเป็นผู้ตัดสินใจเอาเอง
‘รูปแบบมาตรฐานสถาปัตยกรรม’ เล่มที่เฉินผิงอันเอามาจากพื้นที่มงคลดอกบัวตอนนั้นได้มาจากคลังของกรมโยธาธิการเมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยน เฉินผิงอันเลื่อมใสมันอย่างมาก จึงมอบให้กับจูเหลี่ยนไปพร้อมกับกระดาษวาดภาพร่างของซากปรักจวนเซียนในอาณาเขตแคว้นเป่ยถิงปึกใหญ่ เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่เสริมมากับศาลบรรพจารย์ เฉินผิงอันมีแค่ข้อเรียกร้องเล็กๆ เพียงอย่างเดียว นั่นคือสามารถสร้างศาลาริมน้ำหลังหนึ่งเลียนแบบศาลาในหมู่บ้านของผู้อาวุโสซ่งอวี่เซาเอาไว้ได้ ตั้งชื่อว่าศาลาจือชุนหรือไม่ก็ศาลามังกร นอกจากนี้แล้วเฉินผิงอันก็ไม่มีความคาดหวังอะไรที่มากเกินไปนัก
ผลคือพอจูเหลี่ยนได้ ‘รูปแบบมาตรฐานสถาปัตยกรรม’ เล่มนั้นไป ก็คลี่ยิ้มด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย เฉินผิงอันถึงเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นึกถึงตำราตัวอย่างที่ราชสำนักของแคว้นหนึ่งในประวัติศาสตร์พื้นที่มงคลดอกบัวเป็นผู้แจกจ่าย จูเหลี่ยนหัวเราะฮ่าๆ บอกว่าการเรียบเรียงตำราเล่มนี้ ปีนั้นเขาเคยลงแรงอยู่หลายส่วนจริงๆ กฎเกณฑ์การสร้างสิ่งปลูกสร้าง ฝ้าเพดาน โต่วก่ง (รูปแบบการปลูกสร้างอย่างหนึ่งของจีน คือชายคาที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ) ฯลฯ สองสามในสิบส่วนของตำราเล่มนี้ อันที่จริงล้วนมาจากการเขียนของเขาทั้งสิ้น
เฉินผิงอันจึงถามว่าเหตุใดเรือนที่สร้างอยู่กึ่งกลางยอดเขาหลักของภูเขาลั่วพั่วถึงได้เรียบง่ายมากจนมองร่องรอยของ ‘รูปแบบมาตรฐาน’ ไม่ออกแม้แต่น้อย จูเหลี่ยนตอบอย่างมีเหตุมีผล บอกว่าตอนนั้นรากฐานของตระกูลบางเบา หากไม่มีวัตถุดิบ ต่อให้สตรีที่มีฝีมือแค่ไหนก็ปรุงอาหารรสเลิศออกมาไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับที่นายน้อยพักอยู่บนเรือนไม้ไผ่ คนอื่นๆ แค่มีที่ให้ซุกหัวนอนก็ควรจะซาบซึ้งในบุญคุณมากพอแล้ว ไม่อย่างนั้นหากให้เขาจูเหลี่ยนลงมือจัดการด้วยตัวเอง แล้วจะให้สร้างเรือนใหญ่โตมโหฬารที่ต้องกินเงินจำนวนมาก คงไม่มีความจำเป็น
กลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่ตอนนี้มีศาลบรรพจารย์ถูกสร้างนำไปก่อนคือหน้าตาของภูเขาลั่วพั่ว แน่นอนว่าย่อมไม่อยู่ในกรณีนี้ ต้องให้เขาจูเหลี่ยนเป็นคนจัดการเอง ไม่มีทางมอบให้ช่างที่ถูกจ้างมามาย่ำยีทัศนียภาพของยอดเขาจี้เซ่อเด็ดขาด
หากพูดตามคำกล่าวของจูเหลี่ยนก็คือ ตอนที่ไม่มีเงินก็ควรคิดว่าจะหาเงินอย่างไร ไม่มีเงินเดิมทีก็เป็นเรื่องน่าอาย แล้วยังทำตัวโอ้อวดคนอื่นว่าตัวเองมีเงินอีก นั่นก็มีแต่จะยิ่งทำให้คนอื่นดูแคลน แต่หากมีเงินแล้ว ควรจะใช้จ่ายเงินอย่างไร ก็ยิ่งต้องพิถีพิถันสักหน่อย
เฉินผิงอันรู้สึกว่ามีเหตุผลอย่างถึงที่สุด แต่ก็ยังตีหน้าเคร่งกลั้นยิ้ม ปากบอกว่าวันหน้าอย่าตัดสินใจเองโดยพลการอีก จะทำให้คนกันเองต้องน้อยเนื้อต่ำใจได้อย่างไร นี่จะไม่ทำให้ผู้คนเสียกำลังใจหรอกหรือ
แม้แต่เผยเฉียนก็ยังรู้สึกว่าสีหน้าและคำพูดของอาจารย์ในเวลานั้นไม่ใกล้เคียงกับคำว่าจริงใจเลยแม้แต่น้อย
เผยเฉียนยังรู้สึกอีกว่าท่าทางที่แทบอยากจะใช้ความตายมาแสดงคำขอบคุณที่ไม่ถูกลงโทษของพ่อครัวเฒ่า อยู่ไกลเกินกว่าความเป็นธรรมชาติดุจน้ำมาคลองสำเร็จของตนไกลโขนัก
คำพูดคือเสียงจากในใจ ต้องออกมาจากจิตใจสิถึงจะถูก เผยเฉียนรู้สึกว่าพ่อครัวเฒ่าก็ดี โจวเฝยก็ช่าง ยามที่พูดคุยกับอาจารย์ พวกเขาล้วนไม่มีฝีมือสักเท่าไร
พวกแขกที่มาร่วมงานพิธีและนำของขวัญมาร่วมอวยพรพากันออกไปจากภูเขาลั่วพั่วแล้ว ตู้เหวินซือและผังหลันซีแห่งสำนักพีหมาที่เป็นผู้ถวายงานได้รับการบันทึกชื่อของภูเขาลั่วพั่วก็พากันโดยสารเรือข้ามฟากบ้านตัวเองกลับชายหาดโครงกระดูกไปแล้ว
เฉินผิงอันมอบเทียบตัวอักษรแบบหวัดสองเทียบให้กับผังหลันซี คือเทียบที่ในอดีตเขาใช้เหล้าหมักตระกูลเซียนหลายไหซื้อมาจากเซี่ยนเหว่ยหนุ่มคนหนึ่งของอำเภอเล็กๆ ในแคว้นเหมยโย่ว ให้ผังหลันซีนำไปมอบต่อให้ท่านปู่ทวดของเขา
คิดไม่ถึงว่าตู้เหวินซือที่เห็นแล้วจะรู้สึกชื่นชอบ จึงขอไปเทียบหนึ่ง
เฉินผิงอันตะลึงค้างอยู่กับที่ จากนั้นก็ส่งสายตาให้ผังหลันซี เด็กหนุ่มแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เฉินผิงอันจึงได้แต่ไปเอาเทียบตัวอักษรมาอีกแผ่น ตู้เหวินซือกระชากเทียบตัวอักษรออกไปจากมือของเจ้าขุนเขาหนุ่มภูเขาลั่วพั่วอย่างแรง ยิ้มบางๆ เอ่ยประโยคหนึ่งว่า เจ้าขุนเขาช่างใจกว้าง
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ ตอบรับ ไม่เอ่ยอะไร
หลูป๋ายเซี่ยงเองก็พาคู่พี่น้องหยวนไหลหยวนเป่ากลับไปที่ชายแดนราชวงศ์จูอิ๋งเดิมแล้ว
เฉินผิงอันมอบเสื้อเกราะสำนักการทหารที่ศาลซานหลางของอุตรกุรุทวีปสร้างขึ้นอย่างประณีตให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดศาลบรรพจารย์สองคนนี้ไปคนละตัว
จ้งชิวเริ่มพาเฉาฉิงหล่างออกเดินทางไปทั่วทิศอยู่ในพื้นที่มงคลรากบัว หลังจากเดินทางเสร็จก็จะหวนกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่ว แล้วค่อยออกท่องแจกันสมบัติทวีปต่อ
ตอนที่มาส่งเฉาฉิงหล่างออกเดินทาง นอกจากจะมอบชุดคลุมอาคมหญ้าเขียวที่เผาผลาญเงินเทพเซียนจำนวนมากจนสามารถซ่อมแซมกลับคืนมาได้เป็นเหมือนเดิมให้เขาแล้ว เฉินผิงอันยังมอบแผ่นไม้ไผ่จำนวนมากที่ตัวเองแกะสลักมาตลอดทาง รวมถึงประโยคหนึ่งแก่เฉาฉิงหล่างด้วย
“เรียนรู้หลักการเหตุผลจากในตำรา เรียนรู้การวางตัวอยู่ในสังคมจากนอกตำรา”
นอกเรือนไม้ไผ่ ศิษย์ประสานมือคารวะบอกลาอาจารย์ อาจารย์ประสานมือตอบกลับลูกศิษย์
สุยโย่วเปียนลงจากเขาไปมุ่งหน้าไปยังสำนักเจินจิ้งทะเลสาบซูเจี่ยนแล้ว ต่อให้เจียงซ่างเจินเจ้าสำนักที่ใช้สถานะของผู้ฝึกตนอิสระโจวเฝยจะอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบสุยโย่วเปียนกลับไม่เคยคุยอะไรกับเขา เกี่ยวกับบุญคุณความแค้นเป็นตายกับสำนักกุยหยก สุยโย่วเปียนไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ก่อนหน้านี้ที่อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ทุกวันนางจะเก็บตัวเงียบ มีเพียงครั้งเดียวที่ออกมาข้างนอกก็คือออกมาเดินเล่นไปรอบๆ ภูเขาใต้อาณัติของภูเขาลั่วพั่วอย่างภูเขาฮุยเหมิง ภูเขาหวงหู อารมณ์ถึงได้ดีขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่านางได้เลือกสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งและมีแผนการบางอย่างแล้ว
เดิมทีเฉินผิงอันยังอยากถามว่ากระบี่ชือซินเล่มนั้นอยู่ที่ไหน ถูกทำลายไปโดยไม่ทันระวังระหว่างที่เข่นฆ่ากับผู้อื่น หรือว่าถูกแย่งชิงไปแล้ว จะดีจะชั่วก็ควรจะบอกกล่าวแก่เขาสักหน่อยไม่ใช่หรือ?
น่าเสียดายที่ตัวสุยโย่วเปียนเองไม่เปิดปาก เฉินผิงอันเองจึงไม่กล้าถาม
เว่ยเซี่ยนพาเผยเฉียนไปที่พื้นที่มงคลรากบัว บอกว่าต้องการให้เผยเฉียนรู้ว่า ในบ้านของเขาเว่ยเซี่ยนมีไม้คานทองจริงหรือไม่
เผยเฉียนจึงถามฮ่องเต้บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยนผู้นี้ว่า หากไปถึงวังหลวงแล้ว ในบ้านเจ้าไม่มีไม้คานทองจะทำอย่างไร เว่ยเซี่ยนจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็จะมอบให้เจ้าต้นหนึ่ง ตอนนั้นเผยเฉียนเบิกตากว้าง ยกมือสองข้างขึ้นชูนิ้วโป้ง เยี่ยมไปเลย เหล่าเว่ยไม่เสียแรงที่ทุกวันนี้เจ้าคือขุนนางใหญ่ตำแหน่งอู่ซวนหลางแล้ว ใจป้ำยิ่งนัก ไม่สู้เอาอย่างนี้ดีไหม ไม่ว่าจะเดิมพันแพ้หรือชนะ เจ้าก็มอบไม้คานทองให้ข้าต้นหนึ่งเป็นอย่างไร เว่ยเซี่ยนเอาแต่หัวเราะหึหึ
ในฐานะเจ้าสำนักของสำนักเจินจิ้ง เดิมทีควรเป็นคนที่งานยุ่งมากที่สุด ทว่าเจียงซ่างเจินกลับทำหน้าหนาไม่ยอมไปจากภูเขาลั่วพั่ว ยังเลือกเรือนหลังหนึ่งตรงกลางภูเขาหลักไปเป็นของตัวเองด้วย จูเหลี่ยนบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีเรือนว่าง ทุกเรือนล้วนมีเจ้าของอยู่แล้ว หากไม่ได้จริงๆ เขาก็จะแข็งใจสร้างเรือนที่พักให้กับผู้ถวายงานโจวโดยเฉพาะหนึ่งหลัง เจียงซ่างเจินจึงเสนอความเห็นว่าถ้าอย่างนั้นก็สร้างเรือนตระกูลเซียนหลายๆ หลังไปเลย ถึงอย่างไรภูเขาลั่วพั่วนั้นอย่างอื่นมีไม่มาก ที่มากก็คือพื้นที่ว่างเปล่า ไม่เพียงแต่กึ่งกลางยอดเขาหลักเท่านั้น ภูเขาด้านหลังยอดเขาหลักที่ว่างโล่งก็ควรสร้างไปพร้อมกันด้วย ภูเขาทั้งหมดที่อยู่ในนามของภูเขาหลักก็อย่าให้ปล่อยว่างไว้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เขาโจวเฝยจะเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายให้เอง จูเหลี่ยนถูมือยิ้มเอ่ยว่าแบบนี้มันไม่เหมาะมากๆ เลยนะ เจียงซ่างเจินโบกมือ มอบเงินฝนธัญพืชกองโตให้จูเหลี่ยนโดยตรง บอกว่านี่ก็คือหน้าที่ของผู้ถวายงาน เหมาะสมที่สุดแล้ว