ตอนที่ 1175
บทที่ 575.1 ออกจากบ้านก็ต้องต่อยตีสักรอบสองรอบ
October 21, 2026
เฉินผิงอันฝึกวิชาหมัดเสร็จแล้วก็ลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังคงออกจากเรือน เดินกลับไปที่ศาลาริมหน้าผาแท่นสังหารมังกร เขายืนกุมหมัด จงใจปล่อยปณิธานหมัดในร่างออกไป
หญิงชราเดินกะเผลกขึ้นมาบนภูเขาลูกเล็กที่ทำให้คนทั้งกำแพงเมืองปราณกระบี่น้ำลายสออยากครอบครองแห่งนี้ พอมาถึงแล้วก็ยิ้มถามว่า “คุณชายเฉินมีเรื่องจะถามหรือ?”
เฉินผิงอันพูดอย่างละอายใจว่า “แม้ว่าจะเพิ่งมาถึง แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่อดไม่ไหว จึงได้แต่รบกวนการพักผ่อนของป๋ายหมัวมัวแล้ว”
หญิงชราพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “คนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน คุณชายเฉินไม่ต้องเกรงใจ เดิมทีในใจของหญิงแก่อย่างข้าปลาบปลื้ม แต่หากเกรงใจกันเกินไปก็จะไม่ใคร่ชอบใจแล้ว”
หลังจากที่หญิงชรานั่งลง เฉินผิงอันถึงได้นั่งตัวตรงอย่างสำรวม ถามเสียงเบาว่า “หลังจากที่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านจากโลกนี้ไป จวนหนิงเงียบสงบเช่นนี้ แล้วทางฝ่ายของจวนเหยาล่ะ?”
หญิงชราเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยเนิบช้าว่า “นี่จะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องในอดีตเรื่องหนึ่ง ปีนั้นฮูหยินดึงดันจะแต่งเข้าตระกูลหนิงที่ตกอับ คนทั้งตระกูลเหยาล้วนไม่เห็นด้วย ปีนั้นนายท่านขอบเขตไม่สูง แล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะสามารถกลายเป็นเซียนกระบี่ได้ในรวดเดียว หากมีเพียงแค่เท่านี้ ตระกูลเหยาก็คงไม่ถึงขั้นปั้นปึ่งกับนายท่าน ยืนกรานจะขัดขวางไม่ให้ฮูหยินแต่งงานกับบุรุษที่ไม่ได้ดิบได้ดีให้จงได้ ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าปีนั้นตระกูลเหยาได้เชิญให้อริยะลัทธิเต๋าที่เฝ้าพิทักษ์อยู่บนหัวกำแพงเมืองช่วยทำนายดวงชะตาแปดอักษรของนายท่านและฮูหยิน ผลที่ออกมาไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นต่อให้ปีนั้นจวนหนิงจะต้องการมอบแท่นสังหารมังกรแห่งนี้ให้เป็นสินสอด คนในบ้านฮูหยินก็ยังไม่ตอบรับ ตอนที่ฮูหยินออกเรือนก็ไม่มีหน้ามีตาใดๆ แม้ว่าปากนายท่านจะไม่พูด แต่อันที่จริงตลอดหลายปีมานี้กลับรู้สึกผิดต่อฮูหยินมาโดยตลอด มักจะรู้สึกว่าตัวเองติดค้างนาง ต่อให้ภายหลังนายท่านจะเลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบน ทางฝั่งของตระกูลเหยาก็ยังไม่ยินดียินร้าย ช่วยไม่ได้ ในใจมีหนามแหลมตำอยู่ นายท่านจะยังทำอย่างไรได้อีก ก็ได้แต่ละอายใจอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่านายท่านจะพูดเกลี้ยกล่อมอย่างไรฮูหยินก็ไม่ค่อยกลับไปบ้านเดิม จำนวนครั้งที่ไปมีน้อยจนนับนิ้วได้ ไปแล้วก็แค่ไปพูดคุยเรื่องที่เป็นการเป็นงานเท่านั้น ทั้งๆ ที่อยู่ห่างกันแค่สองถนน แต่กลับไม่เคยไปมาหาสู่กันยิ่งกว่าคนเป็นศัตรูกันเสียอีก จนกระทั่งภายหลังจวนหนิงมีคุณหนูของพวกเรา ความสัมพันธ์ของสองบ้านถึงได้ดีขึ้น น่าเสียดายที่ภายหลังทั้งนายท่านและฮูหยินต่างก็จากไปแล้ว ทางฝั่งของตระกูลเหยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านตาท่านยายของคุณหนู ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อคุณหนูซับซ้อนอย่างมาก ไม่เจอหน้านางก็ให้กังวลใจ แต่พอเจอกันแล้วกลับต้องกลัดกลุ้มใจ อย่าเห็นว่าหน้าตาของคุณหนูไม่ค่อยเหมือนฮูหยิน แต่คิ้วตานั่นกลับถอดแบบราวกับโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ในเรื่องของการแต่งงานระหว่างนายท่านและฮูหยิน บอกตามตรง แม้แต่ข้าที่เป็นบ่าวรับใช้จากตระกูลเหยาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจ แต่พอมาเป็นเรื่องของคุณหนู กลับจะตำหนิตระกูลเหยาไม่ได้ เพราะอะไรที่สามารถทำได้ ตระกูลเหยาก็ทำหมดแล้ว ก็แค่พวกผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ค่อยถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบอย่างที่พวกผู้อาวุโสในตระกูลทั่วไปทำกันก็เท่านั้น คุณชายเฉิน นี่ก็คือเรื่องราวในอดีตของจวนหนิงกับตระกูลเหยา อันที่จริงก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ควรค่าแก่การเอามาเล่า แล้ว แท้จริงแล้วคนตระกูลเหยาล้วนเป็นคนมีคุณธรรม ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางอบรมสั่งสอนสตรีที่มหัศจรรย์อย่างฮูหยินออกมาได้”
เฉินผิงอันจดจำไว้ในใจเงียบๆ
หญิงชรากล่าวอย่างปลงอนิจจังว่า “ปีนั้นพอมีคุณหนู นายท่านก็เกือบจะตั้งชื่อให้คุณหนูว่าเหยาหนิง บอกว่าฟังแล้วน่าชื่นชอบมากกว่า ความหมายก็ดียิ่งกว่า แต่ฮูหยินไม่ตกลง คนสองคนที่ไม่เคยทะเลาะกันกลับต้องมามึนตึงกันเพราะเรื่องนี้ ภายหลังคุณหนูต้องจับของเสี่ยงทาย นายท่านจึงคิดหาวิธีด้วยกันนำของมาสองอย่าง อย่างแรกเป็นมีดทับกระโปรงที่งดงามมากเล่มหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเป็นแท่นสังหารมังกรก้อนเล็ก ชิ้นแรกเป็นหนึ่งในสินเจ้าสาวของฮูหยิน นายท่านบอกว่าหากบุตรสาวเลือกจับมีดเล่มนั้น นางก็ต้องแซ่เหยา ผลกลับกลายเป็นว่าคุณหนูมองซ้ายมองขวา ของชิ้นแรกที่จับกลับเป็นแท่นสังหารมังกรที่หนักมากก้อนนั้น ซึ่งก็คือก้อนที่ภายหลังมอบให้คุณชายเฉิน ตอนนั้นฮูหยินหัวเราะอย่างอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ”
หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเสียใจเล็กน้อย “ฮูหยินไม่ชอบยิ้มมาตั้งแต่เด็ก ทั้งชีวิตก็ยิ้มและหัวเราะไม่มาก มุมปากตวัดขึ้นเล็กน้อยหรือแยกเขี้ยวก็คงจะถือว่าเป็นรอยยิ้มได้แล้ว กลับกลายเป็นนายท่านที่ฐานะทางครอบครัวสู้ตระกูลเหยาไม่ได้จึงรู้ความมาตั้งแต่ยังเล็ก ประคับประคองจวนเหยาที่ตกอับมาเพียงลำพัง แล้วยังพิทักษ์หน้าผาสังหารมังกรไว้อย่างสุดชีวิต กิจการครอบครัวไม่เล็ก แต่ตบะในปีนั้นกลับตามไม่ทัน ตอนที่นายท่านยังหนุ่มต้องเจอกับความยากลำบากมาไม่น้อย กลับกลายเป็นว่าไม่ว่าเห็นใครก็จะมีรอยยิ้มอบอุ่น ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างมีมารยาทเสมอ เพราะฉะนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่าคุณหนูเหมือนทั้งนายท่าน แล้วก็เหมือนทั้งนายหญิง เหมือนพวกเขาทั้งคู่”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “คราวก่อนข้าเคยพบกับผู้อาวุโสหนิงและเหยาฮูหยินครั้งหนึ่งที่ภูเขาห้อยหัว”
หญิงชรายิ้มกล่าว “แค่ครั้งเดียวหรือ?”
เฉินผิงอันมึนงงไม่เข้าใจ
แต่หญิงชรากลับไม่ได้เปิดเผยความลับ นางเปลี่ยนหัวข้อพูดว่า “ฟังหญิงแก่อย่างข้าพร่ำพูดเรื่องในอดีตมานาน เกือบลืมเรื่องที่คุณชายเฉินจะถามไปแล้ว คุณชายเฉินเชิญท่านพูดต่อได้เลย”
เฉินผิงอันจึงเอ่ยเนิบช้าว่า “แม่นางหนิงสามารถดูแลตัวเองได้ ยามอยู่บ้านเกิดของตัวเองเป็นเช่นนี้ ปีนั้นตอนที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้าไพศาลก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้าจึงกังวลว่าข้ามาที่นี่จะไม่เพียงแต่ช่วยเหลืออะไรนางไม่ได้ กลับกลายเป็นว่ายังทำให้แม่นางหนิงเสียสมาธิ แล้วจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันตามมา ดังนั้นจึงได้แต่รบกวนป๋ายหมัวมัวและท่านปู่น่าหลันให้ช่วยระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืนกุมหมัดแสดงการขอบคุณ พูดอย่างจริงใจว่า “หากมีนักฆ่าที่อาจจะทำร้ายป๋ายหมัวมัวปรากฏตัวอีก ข้าเฉินผิงอันไม่กลัวตาย เพียงแต่กลัวว่าตายไปแล้วก็ยังปกป้องหนิงเหยาไม่ได้”
ดูเหมือนหญิงชราจะประหลาดใจเล็กน้อย นางอึ้งตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้มเอ่ยว่า “พูดจาตรงไปตรงมา ดีมาก นี่ต่างหากจึงจะสมกับคำกล่าวที่ว่าคนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน ตัวเองขายหน้าได้ แต่ก็ต้องคิดเผื่อคุณหนูให้มาก นี่ต่างหากจึงจะเป็นความใจกว้างที่ว่าที่ท่านเขยสมควรมี ข้อนี้เหมือนนายท่านของพวกเรา เหมือนมากจริงๆ”
หญิงชราที่ผมขาวเต็มศีรษะก้มหน้าลงซับหัวตาเบาๆ
เฉินผิงอันกำสองมือเป็นหมัดวางแนบติดกับหัวเข่า พูดเสียงสั่นว่า “ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้แล้ว นอกจากได้แต่คิดนู่นคิดนี่ไปวันๆ ข้าได้ทำอะไรที่แท้จริงเพื่อหนิงเหยาบ้าง?”
แล้วจู่ๆ ด้านนอกศาลาก็มีเสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าดังขึ้นมา “พูดจาเหลวไหล!”
ก็คือผู้ดูแลเฒ่าที่เฝ้าประตูใหญ่ของจวนหนิงมาตลอดชีวิตผู้นั้น
เฉินผิงอันเงยหน้ามองผู้เฒ่าที่เดินขึ้นบันไดมาโดยไม่เอ่ยคำใด
ผู้เฒ่านั่งลงในศาลา “สัญญาสิบปี ได้รักษาสัญญาหรือไม่? หลังจากนี้ร้อยปีพันปี ขอแค่มีชีวิตอยู่หนึ่งวัน ยามที่เจอเรื่องไม่เป็นธรรมจะยินดีมีหมัดออกหมัด มีกระบี่ออกกระบี่เพื่อคุณหนูของข้าหรือไม่?! หากถามใจตัวเองแล้วเจ้าเฉินผิงอันกล้าพูดว่ายินดี ถ้าอย่างนั้นยังต้องละอายใจอะไรอีก? หรือวันๆ แค่คลอเคลียแนบชิดกันก็ถือเป็นความชอบที่แท้จริงแล้ว? ปีนั้นข้าก็บอกกับนายท่านแล้วว่าควรจะรั้งเจ้าให้อยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ฝึกปรือฝีมือไปช้าๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ควรต้องขัดเกลาให้เกิดกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตขึ้นมาก่อนถึงจะได้ ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ แล้วจะเป็นเซียนกระบี่ได้อย่างไร…”