ตอนที่ 1248
บทที่ 602.2 ถุงเงินใบเล็กของเผยเฉียน
October 21, 2026
คำตอบสุดท้ายของเฉาฉิงหล่างคือ ทำไปดูไป คิดไปทำไป จ้งชิวรู้สึกปลาบปลื้ม แล้วก็ไม่ถามอะไรอีก ตอนนี้ความคิดส่วนใหญ่ของอาจารย์จ้งท่านนี้ยังเป็นเรื่องที่ว่า หลังจากที่คนทั้งสองเดินทางออกจากพื้นที่มงคลรากบัวและภูเขาลั่วพั่วของต้าหลีแล้ว ควรจะศึกษาหาความรู้อย่างไร ส่วนเรื่องการฝึกตนของผู้ฝึกลมปราณนั้น จ้งชิวจะไม่ก้าวก่ายเฉาฉิงหล่างมากเกินไป ฝึกตนเพื่อพิสูจน์มรรคาและความเป็นอมตะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจ้งชิวถนัด ถ้าอย่างนั้นก็พยายามอย่าไปเจ้ากี้เจ้าการกับเฉาฉิงหล่างจะดีกว่า อันที่จริงเฉาฉิงหล่างคือนักเรียนที่ควรค่าแก่การวางใจอย่างแท้จริง แต่ถึงอย่างไรตัวจ้งชิวเองก็ไม่เคยเห็นทัศนียภาพของใต้หล้าแห่งนั้นมาก่อน บวกกับที่เขาฝากความหวังไว้กับเฉาฉิงหล่างมาก ดังนั้นจึงอดพูดประโยคแรงๆ บางอย่างออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใต้หล้าน้อยใหญ่ทั้งสองแห่งมีทัศนียภาพไม่เหมือนกัน ทว่าหลักการเหตุผลกลับใช้ด้วยกันได้ การสำรวจบนเส้นทางของชีวิตคนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยซึ่งสำคัญอย่างถึงที่สุด หรือกลยุทธวิธีการในการศึกษาหาความรู้ที่เล็กแคบมากกว่า ล้วนต้องมีปัญหายากไม่อย่างนั้นก็อย่างนี้ปรากฎขึ้น จ้งชิวไม่คิดว่าความรู้อันน้อยนิดของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบเขตการเรียนวรยุทธที่ต่ำเตี้ยนั้นจะสามารถปกป้องและถ่ายทอดวิชาให้เฉาฉิงหล่างที่อยู่ในใต้หล้าไพศาลได้มากนัก ในฐานะคนที่เกิดและเติบโตมาในพื้นที่มงคลดอกบัวในอดีต นอกจากติงอิงแล้ว คงจะมีแต่เขาจ้งชิวและอดีตสหายรักอย่างอวี้เจินอี้เท่านั้นที่ถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อยซึ่งพอจะอาศัยเส้นทางของแต่ละคนก้าวเดินไปบนที่สูงได้อย่างมั่นคง บุคคลที่ปีนจากก้นบ่อขึ้นมาที่ปากบ่อ เมื่อเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของฟ้าดินได้อย่างแท้จริง ก็สามารถจินตนาการได้ว่ามรรคกถาจะสูงส่งเพียงใด เรือข้ามฟากมาถึงภูเขาห้อยหัว ชุยตงซานก็พาคนทั้งสามไปที่โรงเตี๊ยมของเรือนหลิงจือโดยตรง อันดับแรกเขาเลือกห้องพักสี่ห้องที่แพงที่สุดอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก ถามว่ามีห้องที่แพงกว่านี้ดีกว่านี้หรือไม่ ทำเอาผู้ฝึกตนของเรือนหลิงจือไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี มังกรข้ามแม่น้ำที่มาเยือนภูเขาห้อยหัว พวกคนรวยที่ไม่ขาดแคลนเงินเทพเซียนนั้นมีอยู่ไม่น้อยจริงๆ แต่คนที่พูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้กลับมีไม่มาก ดังนั้นผู้ฝึกตนหญิงจึงบอกว่าไม่มีหรอก คงเป็นเพราะทนรับกับสายตาท้าทายของเด็กหนุ่มชุดขาวคนนั้นไม่ไหวจริงๆ กล้าทำตัวเป็นพวกที่กินอิ่มว่างงานอยู่ในภูเขาห้อยหัว คิดว่าตัวเองเป็นบุคคลใหญ่เทียมฟ้าจริงๆ งั้นหรือ? ผู้ฝึกตนหญิงโอสถทองที่ดูแลงานทั่วไปของโรงเตี๊ยมจึงตอบโต้กลับไปประโยคหนึ่งว่า ในภูเขาห้อยหัวนี้หากจะให้ดีกว่าโรงเตี๊ยมของตนก็มีแค่เรือนพักส่วนตัวสี่แห่งอย่างจวนหยวนโหรว เรือนชุนฟาน สวนดอกเหมยและตำหนักสุ่ยจิงแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นใช้หมัดทุบฝ่ามือ ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่าถ้าอย่างนั้นก็บอกแต่แรกสิ แล้วก็พาอีกสามคนที่เหลือออกมาจากโรงเตี๊ยมเรือนชุนฟานโดยตรง เผยเฉียนเดินตามห่านขาวใหญ่ออกจากประตูของโรงเตี๊ยมไปอย่างฉงนสนเท่ห์ อันที่จริงเมื่อครู่นี้นางพอใจกับโรงเตี๊ยมมาก ทอดสายตามองไป สิ่งที่แขวนไว้บนผนัง ปูไว้บนพื้น และยังมีบนร่างของสตรีผู้นั้น ดูเหมือนจะเป็นของที่มีค่าทั้งสิ้น ดังนั้นนางจึงถามเบาๆ ว่าเจ้ารู้จักเรือนสี่แห่งนั่นหรือ? ชุยตงซานหัวเราะคิกคัก บอกว่าไม่ถือว่ารู้จักทั้งหมด แต่เทพแห่งโชคลาภหลิวของจวนหยวนโหรวและเจ้าของสวนดอกเหมย ในอดีตเคยคบค้าสมาคมกันมาก่อน พบเจอกันแล้วพูดคุยกันอย่างถูกคอ ชนจอกสุราพลางหัวเราะแย้มยิ้ม เป็นมารยาทที่จำเป็นต้องมี แต่ในใจกลับขอให้อีกฝ่ายตายเร็วๆ แล้วก็กลับมาเกิดใหม่เร็วๆ ในใต้หล้าไพศาลเขาชุยตงซานมีเพื่อนที่ดีแบบนี้อยู่มากมาย เผยเฉียนจึงยิ่งอัดอั้น ถ้าอย่างนั้นจะเข้าพักกินดื่มแบบไม่ต้องจ่ายเงินได้อย่างไร ผลคือชุยตงซานเดินอ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายพาคนทั้งสามเดินเข้าไปในตรอกเล็ก เข้าพักในโรงเตี๊ยมกว้านเชวี่ยแห่งนั้น! จ้งชิวกับเฉาฉิงหล่างย่อมไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แรกเริ่มเผยเฉียนยังโมโหอยู่บ้าง ผลคือพอชุยตงซานมานั่งในห้องของนาง รินน้ำชาให้นางหนึ่งถ้วย แล้วเอ่ยประโยคหนึ่งว่า เงินของนักเรียน ใช่เงินของอาจารย์หรือไม่ ถ้าเป็นเงินของอาจารย์ แล้วใช่เงินของอาจารย์พ่อเจ้าหรือเปล่า ถ้าเป็นเงินของอาจารย์พ่อเจ้า เจ้าที่เป็นลูกศิษย์ก็ควรจะช่วยประหยัดหรือไม่ดวงตาเผยเฉียนพลันเป็นประกาย คิดดูแล้วทุกอย่างนี้เชื่อมโยงติดต่อกัน ไร้ช่องโหว่ ช่างมีเหตุผลยิ่งนัก!นางร้องเรียกหนึ่งคำ ไม้เท้าเดินป่าก็ลอยเข้ามาอยู่ในมือ ครั้นจึงร่ายวิชากระบี่มารคลั่งอยู่ในห้องอย่างอารมณ์ดีต่อมาชุยตงซานก็ออกจากโรงเตี๊ยมกว้านเชวี่ยไปอย่างลับๆ ล่อๆเผยเฉียนเองก็คร้านจะสนใจเขา หากห่านขาวใหญ่ถูกคนรังแกอยู่ด้านนอกแล้วมาร่ำร้องระบายทุกข์กับศิษย์พี่ใหญ่อย่างนางก็ไม่มีประโยชน์เพราะนางคือนักฆ่าความรู้สึกผู้ร้ายกาจตอนที่ชุยตงซานกลับมาถึงโรงเตี๊ยมอย่างลับๆ ล่อๆ พอๆ กับตอนที่จากไปก็เป็นช่วงเวลากลางดึกแล้ว เขายืนอยู่กลางระเบียงนอกห้องของเผยเฉียน พบว่านางยังคงฝึกท่าเดินนิ่งอยู่ในห้องเผยเฉียนเดินนิ่งไปอย่างเชื่องช้า กึ่งหลับกึ่งตื่น ฝุ่นผงรอบด้านและเส้นแสงจันทร์รอบกายที่ยากจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าราวกับว่าถูกปณิธานหมัดของนางบิดให้บิดเบือนตรงกรอบหน้าต่าง หน้าต่างพลันเปิดออกด้วยตัวเอง ชุดสีขาวหิมะแถบใหญ่ร่วงพลิ้วลงมา เผยให้เห็นผีแขวนคอตายที่ห้อยหัวลงมาจากเบื้องบน คอหักเอียงลิ้นจุกปากเผยเฉียนที่ยังคงสะลึมสะลืออาศัยสัญชาตญาณใช้ความเร็วราวฟ้าร้องไม่ทันยกมือป้องหูแปะยันต์แผ่นหนึ่งไว้บนหน้าผาก ก้าวเดินออกไปหนึ่งก้าว ยื่นมือมาคว้าจับ ไม้เท้าเดินป่าที่วางเอียงพิงโต๊ะถูกคว้ามาอยู่ในมือ ครั้นจึงใช้ไม้เท้าต่างกระบี่ ทิ่มออกไปยังหว่างคิ้วของผีที่แขวนคอตายตนนั้น เสียงปังดังหนึ่งครั้ง ผีชุดขาวถูกกระบี่โจมตีให้ล่าถอย เผยเฉียนดีดปลายเท้า ปล่อยไม้เท้าหลุดออกจากมือ กระโดดออกไปจากหน้าต่าง ตั้งท่าหมัดเตรียมจะออกหมัด แน่นอนว่าต้องใช้กระบวนท่ากองทัพม้าเหล็กทะลวงขบวนรบเปิดทาง จากนั้นค่อยใช้ท่าเทพตีกลองสายฟ้ามาแบ่งแพ้ชนะ ส่วนแบ่งเป็นตายนั้นอยู่ที่ว่าเผยเฉียนจะสามารถประคับประคองตัวไว้ได้นานแค่ไหน ไม่ได้อยู่ที่คู่ต่อสู้ เพราะท่านปู่ชุยเคยบอกว่า ผู้ฝึกยุทธออกหมัด เบื้องหน้าไร้คนทุกอย่างนี้ทำเสร็จในรวดเดียวดุจสายน้ำไหลเมฆเคลื่อนคล้อย สำหรับเผยเฉียนแล้วถึงขั้นที่ว่านางไม่ต้องครุ่นคิดถึงสิ่งใดด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นเหตุให้การออกหมัดบริสุทธิ์มากเป็นพิเศษ