ตอนที่ 1262
บทที่ 608.1 อาจารย์ลุงใหญ่ออกกระบี่ ศิษย์พี่เล็กเล่นหมากล้อม
October 21, 2026
อีกยี่สิบวันต่อมา เผยเฉียนก็อารมณ์ไม่ใคร่จะดีนัก เพราะชุยตงซานบังคับลากพานางออกไปเดินเตร็ดเตร่นอกจวนหนิง อีกทั้งข้างกายยังมีเจ้าตอไม้เฉาติดตามมาด้วย
คนทั้งสามเดินเล่นไปตามตรอกน้อยถนนใหญ่ของนคร ไปมองดูหอมายาอยู่ไกลๆ จากนั้นก็ลงใต้ไปตลอดทาง ห่านขาวใหญ่ยังชอบเดินอ้อมเส้นทางผ่านเรือนที่เซียนกระบี่แต่ละท่านเคยพักอาศัยอยู่ แล้วถึงได้ไปที่หัวกำแพงเมือง ยังคงเดินเท้ากันไปเหมือนเดิม แต่หากมีอาจารย์อยู่ด้วยก็อย่าว่าแต่เดินเลย เรียกว่าคลานก็ยังได้ แต่ในเมื่ออาจารย์ไม่อยู่ เผยเฉียนก็เลยแอบบอกเป็นนัยให้เขาเรียกเรือยันต์ออกมาอยู่หลายครั้ง มองพื้นดินจากบนฟ้าจะเห็นชัดเจนมากกว่า แต่ชุยตงซานกลับไม่ตอบตกลง เฉาฉิงหล่างที่อยู่ด้านข้างก็น่าเบื่อนัก เอาแต่ทำตัวเป็นคนใบ้ นี่ทำให้เผยเฉียนรู้สึกว่าเหมือนอยู่ตัวคนเดียวมีกำลังน้อยนิด
เดิมทีเฉาฉิงหล่างคิดจะตั้งใจฝึกตนอยู่ที่จวนหนิง ก็เหมือนอาจารย์จ้งที่ทุกวันนี้คอยเดินเนิบช้าอยู่บนสนามประลองยุทธอยู่ทุกวัน เดินทีหนึ่งก็นานหลายชั่วยาม
เพียงแต่ชุยตงซานไปเคาะประตูเรียกให้เขาออกมาด้วย ต่อให้เฉาฉิงหล่างจะอยากปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ก็อุตส่าห์ตั้งใจเลือกสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฝึกตนของตน จะผิดต่อความตั้งใจของอาจารย์ไม่ได้
แต่ชุยตงซานกลับส่ายหน้า แสดงท่าทีชัดเจนอย่างยิ่ง เฉาฉิงหล่างครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็ตอบตกลง ชุยตงซานบอกเขาว่าให้นำไม้เท้าเดินป่าที่อาจารย์มอบให้ไปด้วย เฉาฉิงหล่างจึงเอาไม้เท้าเดินป่าที่เดินทางข้ามพันภูเขาหมื่นแม่น้ำผ่านครึ่งหนึ่งของอุตรกุรุทวีปเป็นเพื่อนอาจารย์มาด้วย เป็นเพียงแค่ไม้ไผ่ปกติ แต่กลับไม่ธรรมดา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วไม้เท้าเดินป่าของเผยเฉียนทำมาจากวัสดุที่ดีที่สุดมีมูลค่ามากที่สุด หลังจากที่ห่านขาวใหญ่เปิดเผยความลี้ลับให้ฟัง เผยเฉียนถึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะสะพายหีบไม้ไผ่ใบเล็กออกจากบ้าน
บนหัวกำแพงเมือง เผยเฉียนเดินอยู่บนหัวกำแพงเมืองที่ขยับเข้าใกล้ทางทิศใต้ ตลอดทางได้เห็นเซียนกระบี่ที่น่าสนใจอยู่มากมาย มีเซียนกระบี่สวมชุดสีสันสดใสคนหนึ่งกำลังเดินเล่น มีกระบี่แต่กลับไม่พกกระบี่ไว้ตรงเอว กระบี่ไร้ฝัก พู่ห้อยกระบี่ยาวอย่างถึงที่สุด ปลายด้านหนึ่งของพู่รัดเข้ากับเอว กระบี่ยาวจึงรากระอยู่กับพื้น ปลายกระบี่และคมกระบี่เสียดสีอยู่บนพื้นตลอดเวลา ปราณกระบี่ไหลวนจนเห็นได้อย่างชัดเจน ทำเอาเผยเฉียนที่ได้เห็นอยากจะมองให้มากหน่อย แต่ก็ไม่กล้ามองมากเกินไป
เฉาฉิงหล่างที่เดินอยู่ในมุมสูงที่สุดในบรรดาพวกเขาสามคนมองไปยังชุยตงซาน ชุยตงซานยิ้มเอ่ยว่า “อยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่แห่งนี้ สูงหรือไม่สูง ดูแค่ที่กระบี่อย่างเดียวเท่านั้น”
เฉาฉิงหล่างถึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะกระโดดลงจากหัวกำแพงมาเดินบนทางเดิน
ชุยตงซานยิ้มเอ่ยกับเผยเฉียนว่ามองมากหน่อยก็ไม่เป็นไร มาดของเซียนกระบี่คือทัศนียภาพที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในใต้หล้าไพศาล ใต้เท้าเซียนกระบี่ใหญ่ไม่มีทางตำหนิเจ้าหรอก
เผยเฉียนถึงได้กล้ามองอยู่หลายครั้ง
เซียนกระบี่ที่สวมชุดสีสันสดใสผู้นั้นเอาแต่ก้มหน้าครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง ไม่ถือสาสายตาที่มองมาของแม่นางน้อยคนหนึ่งจริงๆ และยิ่งไม่ถือสาที่พวกเขาเดินอยู่บนจุดที่สูงกว่าตน
แน่นอนว่าชุยตงซานย่อมรู้ความเป็นมาของคนผู้นี้ อู๋เฉิงเพ่ยผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตคอขวดหยกดิบ กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตมีชื่อว่า ‘น้ำค้างหวาน’ วิชากระบี่ของเขาเหมาะแก่การร่วมศึกช่วงท้ายมากที่สุด เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เพราะบนพื้นมีเลือดสดมากพอ
อู๋เฉิงเพ่ยมีนิสัยปลีกตัวรักสันโดษ รูปโฉมมองดูเหมือนอ่อนเยาว์ ทว่าแท้จริงกลับอายุมากแล้ว คู่รักของเขาเคยถูกปีศาจใหญ่ใช้มือบีบศีรษะจนแตกแล้วอ้าปากเขมือบกินจิตวิญญาณของสตรีทั้งเป็น
ภายหลังปีศาจใหญ่ตนนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสตอนอยู่บนสนามรบ จึงไปหลบอยู่ในถ้ำใจกลางใต้หล้าเปลี่ยวร้างเพื่อพักรักษาตัว เก็บตัวเงียบไม่ออกมา แล้วก็ไม่เคยปรากฏตัวบนสนามรบอีกเลย ในขณะที่อู๋เฉิงเพ่ยยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะมีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ตัวคนเดียว หรือจะตายไปอย่างไร้ความหมาย ปีศาจใหญ่ตนนั้นก็ถูกคนสังหาร คนผู้นั้นหิ้วศีรษะของมันมาโยนลงข้างเท้าของอู๋เฉิงเพ่ย ยิ้มเอ่ยกับอู๋เฉิงเพ่ยว่าแค่ผ่านทางมาพอดี เลี้ยงเหล้าข้าด้วย
คนทั้งสามยังเจอกับเซียนกระบี่คนหนึ่งที่กำลังคุมเชิงต่อสู้อยู่กับคนอีกคนที่ออกกระบี่ เขานั่งขัดสมาธิพลางดื่มเหล้าไปด้วย มือหนึ่งทำมุทราคาถากระบี่ ผู้เฒ่าหันหลังให้ทางทิศใต้ หันหน้าเข้าหาทิศเหนือ ระหว่างหัวกำแพงเหนือและใต้มีสิ่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าสายฟ้าหรือแสงกระบี่พาดขวาง ใหญ่เท่าปากบ่อโซ่เหล็กของเขตการปกครองหลงเฉวียน แสงกระบี่พร่างพราว สะเก็ดไฟกระเซ็นไปทั่วทิศ และยังมีสายฟ้ากระแทกลงบนหัวกำแพงกับทางเดินอยู่ตลอดเวลา ประหนึ่งงูนับร้อยนับพันตัวที่เลื้อยอย่างว่องไว สุดท้ายก็ผลุบหายเข้าไปในพงหญ้ามองไม่เห็นเงาอีก
เผยเฉียนหวาดกลัวไม่กล้าเดินหน้าต่อ ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ยว่า “รู้กฎของที่นี่หรือไม่ หากมีเหล้าก็ผ่านทางไปได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้เวทกระบี่มาเอาชนะข้า หรือไม่ก็ต้องเรียกกระบี่ออกมาแล้วบินอ้อมไปจากหัวกำแพงเมืองแต่โดยดี”
ชุยตงซานยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อาจารย์ของพวกข้า คือเถ้าแก่รองผู้นั้น”
“คานบนไม่ตรงถึงขนาดนั้น แต่คานล่างกลับไม่นับว่าเอียงสักเท่าไร น่าประหลาดยิ่งนัก”
จากนั้นผู้เฒ่าก็เอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นเหล้าสองกา!”
ชุยตงซานยิ้มพลางโยนเหล้าสองกาไปให้ผู้เฒ่าเซียนกระบี่คนนั้น
ผู้เฒ่ามีนามว่าจ้าวเก้ออี๋ คนที่คุมเชิงกับจ้าวเก้ออี๋ซึ่งนั่งอยู่บนหัวกำแพงเมืองทางทิศเหนือคือเฉิงเฉวียนผู้ฝึกกระบี่ที่ขอบเขตถดถอยจากหยกดิบมาสู่ก่อกำเนิด ทั้งสองฝ่ายคือศัตรูคู่อาฆาตกัน
นอกจากเหมือนวันนี้ที่จ้าวเก้ออี๋กดขอบเขตใช้ปราณกระบี่ปะทะกับเฉิงเฉวียนแล้ว ผู้เฒ่าทั้งสองที่มีชาติกำเนิดมาจากตรอกเก่าโทรมเหมือนกันยังเคยด่ากันข้ามทางเดินอีกด้วย ได้ยินมาว่าเวลาส่วนตัวหากทั้งสองฝ่ายต่างก็ดื่มเหล้า ต่างคนต่างถ่มน้ำลายใส่กันก็ยังเคยมี
ได้เหล้ามาแล้ว เซียนกระบี่จ้าวเก้ออี๋ก็ยกมือข้างที่ทำมุทรากระบี่ขึ้นเล็กน้อย ประหนึ่งเซียนเหรินยกลำน้ำสายยาวขึ้น ขยับปราณกระบี่ที่ขวางทางขึ้นสูง แล้วจ้าวเก้ออี๋ก็พูดเสียงขุ่นว่า “เห็นแก่เหล้านี่หรอกนะ”
พวกชุยตงซานสามคนกระโดดลงจากหัวกำแพง เดินเนิบช้าไปเบื้องหน้า เฉาฉิงหล่างเงยหน้าขึ้นมองปราณกระบี่ที่เข้มข้นเหมือนกระแสน้ำไหลที่อยู่เหนือหัวเส้นนั้น บนใบหน้าของเด็กหนุ่มถูกแสงสาดส่องจนเป็นประกายระยิบระยับ
เผยเฉียนหลบอยู่ข้างกายชุยตงซาน กระตุกชายแขนเสื้อของห่านขาวใหญ่ “รีบเดินเร็วเข้าสิ”
ชุยตงซานยิ้มกล่าว “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ อย่าทำให้อาจารย์พ่อของเจ้าต้องขายหน้าสิ”
เผยเฉียนกำไม้เท้าเดินป่าไว้แน่น ก่อนจะวางมาดเดินกำเริบเสิบสานแม้แต่ผีปีศาจยังกลัว เพียงแต่ว่ามือเท้าค่อนข้างจะแข็งทื่อไปสักหน่อย
เดินผ่านลำธารเหนือศีรษะสายนั้นมาไกลแล้ว เผยเฉียนที่ตกใจกลัวแทบตายก็เตะเข้าที่น่องเล็กของห่านขาวใหญ่
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกแรงมาก แต่ร่างทั้งร่างของห่านขาวใหญ่กลับหมุนตลบอยู่กลางอากาศ พอกระแทกลงพื้นก็งอตัวกอดเข่ากลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น
เผยเฉียนสนิทกับห่านขาวใหญ่มานานแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลเรื่องนี้เลย ดังนั้นเผยเฉียนจึงหันขวับไปมองเฉาฉิงหล่างทันใด
เฉาฉิงหล่างมองตรงไปเบื้องหน้า “ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
เผยเฉียนผ่อนลมหายใจโล่งอก จากนั้นก็ยิ้มตาหยีถามว่า “เมื่อครู่นี้เจ้ามองเห็นปลาที่ว่ายอยู่ในลำธารไหม? ตัวไม่ใหญ่เท่าไร ตัวหนึ่งสีทอง อีกตัวหนึ่งสีดำ?”