ตอนที่ 1271
บทที่ 609.6 เล่นหมากล้อมทำลายจิตแห่งเต๋า รสเหล้าร้อนลวกกระเพาะ
October 21, 2026
ชุยตงซานคีบหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมา แล้วกดลงบนกระดานหมาก ยื่นมือไปปัดเบาๆ เม็ดหมากก็ไถลไปอยู่ริมขอบกระดานฝั่งของหลินจวินปี้ หมากเล็กๆ เม็ดหนึ่ง ครึ่งหนึ่งอยู่บนกระดาน อีกครึ่งหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศพอดี
ชุยตงซานยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ลุกขึ้น? ได้สิ โยนเม็ดหมากยอมแพ้ซะ ถือว่าแพ้ครึ่งหนึ่ง”
เซียนกระบี่ขู่เซี่ยเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าอย่าคิดได้คืบจะเอาศอก! กล้าทำลายจิตแห่งเต๋าของหลินจวินปี้งั้นรึ?!”
ชุยตงซานสอดสองมือไว้ในแขนเสื้อ พูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง “ผู้ฝึกตนที่เป็นลูกรักแห่งสวรรค์ กลับถูกการละเล่นในเวลาว่างอย่างการเล่นหมากล้อมทำลายจิตแห่งเต๋า นี่ยิ่งกว่าเหยียนลวี่เสียอีก ข้าล่ะขำจะตายอยู่แล้ว”
ชุยตงซานเงยหน้าขึ้น มองไปยังเซียนกระบี่ขู่เซี่ยที่มีท่าทางเดือดดาลแล้วยิ้มตาหยีถามว่า “หากทำให้ข้าขำจนตายก็จะช่วยให้หลินจวินปี้เอาชนะได้อย่างนั้นหรือ?”
หลินจวินปี้เอ่ยเสียงสั่น “ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เล่น ก็ถือว่าแพ้แค่ครึ่งเดียว?”
ชุยตงซานพยักหน้า “แน่นอน เพียงแต่มีเงื่อนไขเล็กๆ นั่นคือเจ้าต้องรับปากว่าชีวิตนี้จะไม่แตะต้องเม็ดหมากและกระดานหมากอีก”
เหงื่อไหลมาตามสันหลังของหลินจวินปี้
ชุยตงซานอ้าปากหาว แล้วก็ไม่เร่งรัดให้หลินจวินปี้ตัดสินใจ เพียงแต่ท่าทางของเขาดูเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
คนบนโลกรู้แค่ว่าตำราเมฆหลากสีคือตำราเมฆหลากสี
แต่กลับไม่รู้เลยว่าสองฝ่ายที่ประลองฝีมือกันจนเกิดเป็นสถานการณ์หมากเมฆหลากสีนั้นนั่งอยู่ตรงข้ามกันก็จริง ทว่านอกกระดานหมากได้มีการวางอุบายปัดแข้งปัดขาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งแบบใดอยู่ข้าง
นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าการวางหมากที่แท้จริง
พวกลูกกระต่ายที่เรียนรู้จากตำราเมฆหลากสีมาอย่างงูๆ ปลาๆ เช่นพวกเจ้า ก็คู่ควรให้เรียกตัวเองว่านักเล่นหมากล้อม นักเล่นระดับแคว้นด้วยหรือ?
ชุยตงซานพูดเนิบช้าเหมือนกำลังคุยเล่นกับคนสนิท “ผลงานของอาจารย์ของอาจารย์ข้า ราชวงศ์เส้าหยวนนอกจากอาจารย์ของเจ้าที่กล้าเก็บไว้ในห้องหนังสือ ทุกวันนี้พวกตระกูลแม่ทัพอัครเสนาบดี ในโรงเรียนของชาวบ้านร้านตลาด ยังเหลืออยู่อีกกี่เล่ม? สองเล่ม? หรือไม่เหลือเลยสักเล่ม? นี่จะนับเป็นอะไรได้ เรื่องเล็กน้อย กล้าเดิมพันก็พร้อมยอมรับความพ่ายแพ้ วางหมากอย่างไร้ความเสียใจ เพียงแต่ดูเหมือนข้ายังจำเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งได้ ปีนั้นเดินทางไกลหมื่นลี้ไปถึงศาลบุ๋น คนที่ลงมือทุบเทวรูปผุพังที่อยู่ข้างทาง หนึ่งในนั้นก็มีบัณฑิตของราชวงศ์เส้าหยวนของพวกเจ้าด้วยกระมัง? ได้ยินว่าพอหวนกลับบ้านเกิด อนาคตการเป็นขุนนางก็ราบรื่น เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน? ภายหลังคนผู้นั้นไม่เพียงแต่เป็นสหายเล่นหมากล้อมกับเจ้า ยังเป็นสหายต่างวัยที่พูดคุยกันอย่างถูกคอด้วย? อ้อ ใช่แล้ว ก็คือเจ้าของผลงานตำราหมากล้อมที่นอนอยู่ใต้กำแพงเล่มนั้น อาจารย์ซีหลูผู้มีเลื่องชื่อ”
จิตของเซียนกระบี่ขู่เซี่ยขยับเล็กน้อย เมื่อครู่นี้ยังคิดจะเปิดปากเอ่ยห้ามหลินจวินปี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่ยอมพูดเด็ดขาด
หมี่อวี้ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคือผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ยามที่เจอกับคนผู้นั้นก็ยังยืนนิ่งไม่กล้าขยับ
ถ้าอย่างนั้นเขาขู่เซี่ยก็จะทำแบบเดียวกัน
เพียงแต่ว่าหลินจวินปี้ในเวลานี้ก็แค่อกสั่นขวัญผวา แล้วนับประสาอะไรกับที่ขอบเขตของเขายังต่ำอยู่มาก จึงไม่แน่เสมอไปว่าจะตระหนักได้ถึงสภาพการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนของตนเวลานี้
ชุยตงซานหลุดเสียงหัวเราะใส่หลินจวินปี้ “ของรางวัล? ต่อจากนี้ทุกครั้งที่ข้าชนะเจ้าหนึ่งครั้งก็จะทำให้เจ้าจำต้องเล่นตาถัดไป ต่อให้ทุกครั้งจะได้รับเงินร้อนน้อยจากเจ้ามาเพิ่มหนึ่งเหรียญ ข้าก็สามารถทำให้อนาคตการฝึกตนทั้งหมดของเจ้าพ่ายแพ้หมดรูปได้ ถึงขั้นลากเอาราชวงศ์เส้าหยวนครึ่งหนึ่งมาแพ้ไปด้วย ข้าจะวางหมากจนเจ้านึกอยากไปผุดไปเกิดใหม่เสียเดี๋ยวนี้ ชาติหน้าก็ไม่คิดจะแตะต้องเม็ดหมากอีกแล้ว! เจ้าคิดว่าประลองหมากล้อมกับข้าแล้ว เจ้าไม่อยากเล่นก็เลิกเล่นได้หรือ? หืม?!”
“สรุปแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังเล่นหมากล้อมอยู่กับใคร?!”
ชายแขนเสื้อใหญ่ของชุยตงซานพลิ้วไสว ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “จำเอาไว้ ข้าก็คือตงซานไงล่ะ”
……
เฉาฉิงหล่างเจอกับเผยเฉียนที่กลางระเบียง
เผยเฉียนทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
เฉาฉิงหล่างชี้ไปที่หัวใจ จากนั้นก็โบกมือ ไม่เอ่ยอะไร เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ
เผยเฉียนเงียบงัน
เฉาฉิงหล่างจึงยิ้มถามว่า “ข้ามีมีดแกะสลัก วันหน้าจะสลักตราประทับชิ้นหนึ่งมามอบให้เจ้าดีไหม?”
เผยเฉียนจึงจากไปพร้อมความขุ่นเคือง
เฉาฉิงหล่างเกาหัว เพื่อรอให้ตนปรากฏตัว อีกฝ่ายคงมาเฝ้ารออยู่นานมากแล้วกระมัง
วันนี้เด็กหนุ่มชุดขาวที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ คนหนึ่งแอบมาเคาะประตูใหญ่ของจวนหนิง น่าหลันเย่สิงพูดกลั้วหัวเราะ “น้องเล็กตงซาน เกิดอะไรขึ้น? เป็นโจรก็ไม่จำเป็นต้องเคาะประตูกระมัง”
ชุยตงซานพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “พี่ใหญ่น่าหลัน วันนี้น้องชายไปที่หัวกำแพงเมืองมา ต้องลำบากอยู่ตั้งนานกว่าจะหาเงินเล็กๆ น้อยๆ มาได้ ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว ไม่มีหน้าไปพบอาจารย์แล้วล่ะ”
น่าหลันเย่สิงรู้สึกสงสารคนที่ถูกเขาหลอกเอาเงินไปไม่น้อย แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใครที่ดวงซวยขนาดนั้นก็ตาม
และในขณะที่น่าหลันเย่สิงคิดจะปิดประตูแยกย้ายไปคนละทางกับเจ้าตะพาบน้อยผู้นี้นั้นเอง ชุยตงซานพลันยิ้มกล่าวขึ้นมาว่า “ไป ไปดื่มเหล้าในห้องพี่ใหญ่กัน”
แน่นอนว่าน่าหลันเย่สิงไม่ใคร่จะยินดี เพียงแต่เห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มชุดขาวแล้วก็ได้แต่พยักหน้ารับ
พอไปถึงที่นั่น ชุดตงซานก็หยิบเหล้าออกมาสองกา น่าหลันเย่สิงกลับหวังให้ตัวเองได้ดื่มเหล้าที่ตัวเองเก็บซ่อนไว้อย่างยากลำบากมากกว่า
แต่บทสนทนาต่อมากลับทำให้ความคิดนี้ของน่าหลันเย่สิงค่อยๆ ลดเลือนไป
เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายพูด สำหรับผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบที่ถดถอยมาจากขอบเขตเดิมเช่นตน ช่างเป็นเรื่องที่ใหญ่ยิ่งนัก
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เรื่องที่อีกฝ่ายพูดก็คือ น่าหลันเย่สิงควรจะเดินไปบนมหามรรคาแห่งการฝึกตนอย่างไร
นี่ยังไม่นับเป็นอะไรได้
เพราะไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เพียงไม่นานป๋ายหมัวมัวก็จากไป
คนที่มาก็คือชุยเหวย ผู้ฝึกกระบี่โอสถทองที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ที่ได้รับการบันทึกชื่อของน่าหลันเย่สิงอีกต่อไป
ชุยเหวยปิดประตูลงแล้วกุมหมัดคารวะ ไม่เงยหน้า ไม่เอ่ยอะไร
น่าหลันเย่สิงคิดจะลุกขึ้นเดินจากไป แต่กลับถูกชุยตงซานที่หัวเราะร่าเอ่ยรั้งเอาไว้
จากนั้นชุยตงซานก็หันหน้ามาเอ่ยว่า “คิดอยากจะฝ่าทะลุขอบเขตอีกครั้ง จากนั้นหากต้องตายก็ตายไป หรืออยากจะติดตามข้าไปอยู่ใต้หล้าไพศาล มีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ? วันนี้พรุ่งนี้ บางทีอาจไม่เป็นไร มีแต่จะรู้สึกว่าโชคดี แต่ข้ายืนยันได้เลยว่า ในอนาคตสักวันหนึ่งมโนธรมในใจของเจ้าชุยเหวยจะไม่อาจสงบลงได้”
ชุยเหวยก้มหน้ากุมหมัดอยู่ตลอดเวลา “ชุยเหวยยินดีติดตามอาจารย์ไปที่แจกันสมบัติทวีป ความเกลียดแค้นของวันพรุ่งนี้ก็ค่อยว่ากันวันพรุ่งนี้”
ชุยตงซานยิ้มกล่าว “ได้สิ ข้าตกลง แต่ข้าอยากฟังเหตุผลของเจ้า วางใจเถอะ ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าจะยอมรับหรือไม่ ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงความปลอดภัยของเจ้าในวันหน้า”
ชุยเหวยเงียบไปครู่หนึ่ง “ทำไมข้าชุยเหวยต้องมาตายอยู่ที่นี่”
น่าหลันเย่สิงถอนหายใจ ไม่ได้เดือดดาลรุนแรงจนเกือบจะพลั้งมือตบชุยเหวยให้ตายด้วยฝ่ามือเดียวเหมือนคราวก่อน
ชุยตงซานพยักหน้ารับ “ถามได้ดี วันหน้าเมื่อไปอยู่ที่อื่น หากมีเวลาว่างหรืออายุมากขึ้นแล้ว ไม่สู้ลองกลับมาตอบคำถามประโยคนี้ด้วยตัวเองดูอีกครั้ง ไปเถอะ หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
แต่ชุยเหวยกลับไม่ได้จากไปทันที เขาคุกเข่าลงบนพื้น หันหน้าไปโขกหัวคำนับน่าหลันเย่สิงสามครั้ง “อาจารย์ไม่รับศิษย์ แต่ศิษย์กลับคิดว่าท่านคืออาจารย์คนที่สองบนเส้นทางการฝึกตนของตัวเอง! ชุยเหวยจากไปครั้งนี้จะไม่หวนคืนมาอีก ขออาจารย์โปรดรักษาตัวด้วย!”
น่าหลันเย่สิงยกถ้วยขาวขึ้นดื่มเหล้าหนึ่งคำ ครั้นจึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ในเมื่อเลือกที่จะไปอยู่ใต้หล้าไพศาล ถ้าอย่างนั้นก็พยายามให้เต็มที่ อย่าได้ตายง่ายๆ มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักหลายร้อยหลายพันปี”
ชุยเหวยจึงออกจากห้อง กลับไปยังที่พักของตัวเอง
ชุยตงซานดื่มเหล้าไปแล้ว ครู่เดียวก็ออกไปจากห้อง
เหลือไว้เพียงผู้เฒ่าที่ไร้ลูกหลานแล้วก็ไร้ลูกศิษย์ที่ดื่มเหล้าอยู่เพียงลำพัง และบนโต๊ะก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีกับแกล้มสักจานด้วย
……
ยามสนธยาของวันนี้ ฉีจิ่งหลงพาลูกศิษย์อย่างป๋ายโส่วมาเยือนจวนหนิงด้วยกัน
ป๋ายโส่วต้องดึงเอาความกล้าหาญดั่งคนที่พร้อมกระโจนเข้าหาความตายอย่างองอาจออกมาใช้
เพียงแต่มีเรื่องไม่คาดฝันที่น่ายินดีใหญ่เทียมฟ้า! อันดับแรกคือได้ยินมาว่าเผยเฉียนต้องฝึกวิชาหมัดกับหมัวมัวเฒ่าคนหนึ่งของจวนหนิง เวลานี้ยังนอนป่วยอยู่บนเตียง
แต่หลังจากที่ความดีใจซึ่งทำให้เขานึกอยากจะตีฆ้องร้องป่าวผ่านไปแล้ว ป๋ายโส่วก็อดเป็นกังวลขึ้นมาอีกไม่ได้ ถึงอย่างไรเผยเฉียนก็เป็นแค่แม่นางน้อยคนหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงถามทาง แล้วไปเดินเตร็ดเตร่แถวเรือนพักของเผยเฉียน แน่นอนว่าไม่กล้าเคาะประตู ได้แต่เดินเล่นอยู่ด้านนอกเท่านั้น
ส่วนอาจารย์ของเด็กหนุ่มก็ไปยังเรือนที่พักของเฉินผิงอันพี่น้องคนดีของเขาแล้ว
ทว่าในห้องกลับมีคนอยู่สามคน
เฉินผิงอัน ชุยตงซาน ฉีจิ่งหลง
ต่างคนต่างหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา
ข้อมูลในสมุดของเฉินผิงอันหลากหลายมากที่สุด