ตอนที่ 1405
บทที่ 660.3 ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ตรงกลาง
October 21, 2026
หม่าขู่เสวียนกุมหมัดเอ่ย “หวังว่าวันหน้าจะยังได้รับฟังคำสั่งสอนของท่านราชครูอีก”
หลังจากหม่าขู่เสวียนจากไป ชุยตงซานก็โบกพัดพับอย่างผ่อนคลายลำพองใจ บนหน้าพัดเขียนตัวอักษรสี่ตัวใหญ่ๆ ใช้คุณธรรมโน้มน้าวใจคน
ชุยตงซานยื่นนิ้วนิ้วหนึ่งออกมาวาดง่ายๆ น่าจะกำลังเขียนตัวอักษร ก่อนจะพูดอย่างอารมณ์ดีว่า “เอาตัวอักษรที่เขียนมาตั้งสูงแค่สามชุ่นกว่า สามารถทัดเทียมกับความสูงพันเริ่น (ในสมัยโบราณ เริ่นหมายถึงความยาว 7-8 ฟุต สูงพันเริ่นก็หมายความว่าสูงมากๆ ทั้งสูงและลึก) เส้นขาวพุ่งทะยาน รุ้งยาวพาดขวางกลางอากาศ…”
ชุยตงซานหันหน้ามามองเด็กชายที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างโต๊ะ “เด็กบ้านไหนทำไมหล่อขนาดนี้นะ”
เด็กชายที่ทั้งหน้าถูกวาดยันต์ผีพลันเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ ข้าอยากเรียนหมากล้อม”
ชุยตงซานเหลือกตามองบน “สอนหมัดสอนการเดินทำให้อาจารย์หิวตาย สอนเจ้าเล่นหมากล้อม แล้วข้าจะได้ประโยชน์อะไร?”
เด็กชายเอ่ยว่า “สามารถเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนอาจารย์”
ชุยตงซานส่ายหน้า ไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแค่เอ่ยถ้อยคำประหลาดที่ฟังไม่เข้าใจ “ปิ่นปักผมที่หล่นหาย ภรรยาคนเดิม สุดท้ายย่อมหวนกลับมา”
แกะเรือขอดาบหาใช่คนดึงดัน คนเมืองฉีกลัวฟ้าถล่มมิอาจเยาะหยัน
ชุยตงซานเริ่มหลับตาทำสมาธิ
เด็กชายก็เริ่มเหม่อลอย
ครึ่งชั่วยามต่อมา ซ่งจี๋ซินย้อนกลับมาห้องหนังสือเพียงลำพัง จื้อกุยบอกว่าจะออกไปเดินเล่นนอกเมือง
พอเห็นเด็กหนุ่มชุดขาวที่เป็นดั่งนกพิราบยึดรังนกกางเขน ซ่งจี๋ซินก็หยุดเดิน จากนั้นเดินหน้าไปต่อ เลือกเก้าอี้มาตัวหนึ่งแล้วนั่งลง ยิ้มเอ่ยว่า “อาจารย์ชุยช่างทำตัวเป็นกันเองยิ่งนัก”
นครมังกรเฒ่าไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ฝึกตนจะสามารถเข้ามาเยือนได้ดั่งสถานที่ไร้ผู้คน
ชุยตงซานลืมตา ถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้ารับ “พอจะคาดเดาได้”
ชุยตงซานใช้พัดพับเคาะไหล่ “น้องเกา บอกเขาสิว่าข้าเป็นใคร ข้ากลัวว่าเขาจะเดาผิด”
เด็กชายตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “อาจารย์ของข้าคือตงซานไงล่ะ”
ชุยตงซานหุบพัด กุมท้องหัวเราะก๊าก ทำเอาเก้าอี้โยกซ้ายเอียงขวาไปด้วย
แต่แล้วชุยตงซานก็พลันเก็บสีหน้า ลุกขึ้นยืน
ถูกบารมีคุกคามรวมถึงการชักนำที่มองไม่เห็นนำพาไป ซ่งจี๋ซินจึงรีบลุกขึ้นตามอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง
ชุยตงซานเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “เรื่องมาถึงขั้นนี้ ข้าคงไม่พูดจาชวนสับสนกับเจ้าแล้ว ข้าชื่อชุยตงซาน ชุยฉานผู้นั้นคือศิษย์หลานได้รับการบันทึกชื่อที่ไม่ได้ความที่สุดของข้าคนหนึ่ง”
ซ่งจี๋ซินค้อมเอวประสานมือคารวะ เอ่ยเสียงเบา “ไยใต้เท้าราชครูต้องโหดร้ายกับตัวเองเช่นนี้”
ชุยตงซานใช้มือโบกลมเย็นต่างพัด “จะคลายความกลัดกลุ้มได้อย่างไร ก็มีแต่ต้องเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง”
กระดาษสามแผ่นที่อยู่บนโต๊ะแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงที่ปลิวหายไปตามลม
ชุยตงซานเดินอ้อมโต๊ะมาอยู่ใกล้กับต่างซึ่งอยู่ใกล้กับซ่งจี๋ซิน เอ่ยเสียงเบาว่า “ฉีจิ้งชุนฝากความหวังไว้กับเจ้าไม่น้อย เหตุใดตลอดหลายปีมานี้ถึงไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ?”
ซ่งจี๋ซินเงียบงันไม่เอ่ยคำ
ชุยตงซานทอดถอนใจ “ซ่งจี๋ซินเอ๋ยซ่งจี๋ซิน เจ้ารู้หรือไม่ว่า ชะตาชีวิตเช่นนี้ของเจ้าหากเอาไปเขียนไว้ในนิยายหลายๆ เล่ม เจ้าก็คือคนแรกที่ปรากฎตัวตอนเริ่มเรื่อง และตอนจบก็จะยังเป็นคนสุดท้ายที่ได้ปรากฏตัวด้วย เหตุใดเจ้าไม่มานะพยายามบ้างเลย? สมองเล็กๆ นี่คงทึบตันมากสินะ? เจ้าลองดูหม่าขู่เสวียนแห่งตรอกหนีผิงสิ ข้างกายมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง แต่เจ้ากลับร้ายกาจยิ่งกว่า ก่อนจะออกจากบ้านก็มีหวังจูอยู่ข้างกายแล้ว หรือลองเทียบกับเซี่ยหลิงจากตรอกเถาเย่ดูอีกคน บรรพบุรุษของเขายังถึงขั้นเดินออกมาจากทำเนียบวงศ์ตระกูลหน้าแรกๆ ได้ด้วยซ้ำ คนอย่างพวกเจ้าน่ะ ล้วนเป็นเทพเทวาน้อยๆ ที่ชะตาแห่งสวรรค์เข้าข้าง!”
ซ่งจี๋ซินสีหน้าไม่น่ามอง นี่มันอะไรกับอะไรกัน?
เด็กหนุ่มชุดขาวเงยหน้า แสร้งทำท่าหลั่งน้ำตาเงียบๆ ราวกับว่าบรรยากาศรอบด้านยังไม่ส่งอารมณ์ให้ได้มากพอจึงดีดนิ้วหนึ่งที