ตอนที่ 1485
บทที่ 688.3 บนภูเขาลั่วพั่วมีเซียนกระบี่
October 21, 2026
คงเพราะรู้สึกว่าตัวเองไร้มารยาทจึงรีบวางมือสองข้างที่เท้าเอวลง ประสานมือคารวะ แล้วถึงได้เงยหน้าขึ้นบอกกล่าวชื่อแซ่ของตัวเอง บอกว่าตัวเองคือนายท่านใหญ่ควันธูปของศาลเทพอภิบาลเมืองเขตการปกครองหลงเฉวียน นั่งอยู่บนเก้าอี้อันดับที่สอง ควบตำแหน่งผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาของตรอกฉีหลง แต่ไม่รู้ว่านั่งอยู่อันดับที่เท่าใด สรุปก็คือมีเก้าอี้ให้นั่งแล้วกัน วันนี้มาที่นี่เพื่อขานนาม จากนั้นคนจิ๋วควันธูปก็เอ่ยถามคำถามก่อนหน้านี้ซ้ำอีกรอบด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง
เหวยเหวินหลงไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร มองดูแล้วเป็นเจ้าตัวน้อยที่ฉลาดเฉลียวไม่เบา หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณลับของยุทธภพที่ชาวยุทธจะกล่าวกันยามมาเยือนภูเขาอย่างที่ใต้เท้าอิ่นกวานเคยเล่าให้ฟัง?
หมี่อวี้เดินขึ้นบันไดไปสองสามก้าว แล้วทรุดตัวลงนั่งยอง ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “เคยได้ยินสิ ทำไมจะไม่เคยได้ยินมาก่อนเล่า ข้าคือลูกน้องของเจ้าขุนเขาภูเขาลั่วพั่ว เคยได้ยินเขาพูดถึงผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาของตรอกฉีหลงมาก่อน บอกว่าขยันทำงาน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างมาก”
คนจิ๋วควันธูปที่บ้านอยู่ที่ศาลเทพอภิบาลเมืองเขตการปกครองหลงเฉวียนมีสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอิจฉา “นี่เจ้ารู้จักใต้เท้าเจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วด้วยหรือ?! ขนาดข้ายังไม่เคยได้พบหน้าท่านผู้อาวุโสมาก่อนเลยนะ ระดับขุนนางของข้าห่างชั้นจากใต้เท้าเจ้าขุนเขาอาจารย์ของใต้เท้าเผยเฉียนท่านหัวหน้าสาขาของโจวหมี่ลี่อดีตผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาของตรอกฉีหลงผู้ฝึกพิทักษ์ฝ่ายขวาของภูเขาลั่วพั่วคนปัจจุบันไปตั้งหลายขั้นเลยนะ ข้ายังเคยขอท่านหัวหน้าเผยว่าวันหน้าหากโชคดีบังเอิญพบเจอกับใต้เท้าเจ้าขุนเขาบนถนนหนทางโดยบังเอิญ ข้าสามารถเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายเขาก่อนได้หรือไม่ หัวหน้าเผยบอกว่าข้าจำเป็นต้องมาขานชื่อที่ประตูภูเขาให้ครบหนึ่งร้อยครั้งเสียก่อนถึงพอจะทำได้”
เจ้าตัวน้อยรายงานยศขุนนางยาวเหยียดรัวเร็วราวเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่ ไม่มีเหนื่อยหอบแม้แต่น้อย
หมี่อวี้ยิ้มกว้าง เห็นไหม นี่ก็คือขนบธรรมเนียมที่มีเฉพาะของภูเขาลั่วพั่วบ้านตนแล้ว จะไปอุตรกุรุทวีปทำบ้าอะไร
จากนั้นก็มีแม่นางคนหนึ่งเดินนิ่งฝึกหมัดจากบนภูเขามายังล่างภูเขา เห็นคนทั้งสองก็ไม่ได้ทักทาย เอาแต่ตั้งใจฝึกวิชาหมัดมุ่งหน้าไปยังประตูภูเขาเท่านั้น
เหวยเหวินหลงรู้สึกว่าภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้ซุกซ่อนความลี้ลับไว้ทุกหนทุกแห่ง ไม่เสียแรงที่เป็นสถานที่ฝึกตนของใต้เท้าอิ่นกวาน
หลุมใหญ่ที่ถูกกระแทกจากคนที่กระโดดลงจากหน้าผา เด็กหนุ่มอ่านตำราที่เป็นคนเฝ้าประตูใหญ่ คนจิ๋วควันธูปที่ปีนขึ้นขั้นบันได สตรีที่ฝึกวิชาหมัดอย่างมีสมาธิไม่วอกแวก…
หมี่อวี้ยื่นมือออกมา “มายืนบนไหล่ของข้า ข้าจะพาเจ้าไปส่งเอง”
คนจิ๋วควันธูปส่ายหน้าเอ่ย “อย่าเลย แบบนั้นจะดูไม่จริงใจมากพอ ง่ายที่หัวหน้าเผยจะจดลงบัญชี ใต้เท้าหมี่ลี่ก็เป็นคนเที่ยงธรรมไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น”
แล้วเจ้าตัวน้อยก็ปีนขึ้นสู่ที่สูงต่ออีกครั้ง
หมี่อวี้กับเหวยเหวินหลงเดินตามมาด้านหลังช้าๆ เพียงไม่นานก็มีแม่นางน้อยสองคนวิ่งมา คนหนึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพู คนหนึ่งสวมชุดสีดำ ฝ่ายหลังแบกคานหาบสีทองอันเล็กไว้บนบ่า
เหวยเหวินหลงรู้สึกนับถือจริงๆ
เฉินหน่วนซู่พาโจวหมี่ลี่วิ่งลงบันไดมาด้วยกัน มายืนอยู่บนขั้นบันไดระดับเดียวกับหมี่อวี้และเหวยเหวินหลงแล้วเฉินหน่วนซู่ก็โค้งคำนับ “ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทั้งสองท่าน ก่อนหน้านี้เซียนกระบี่เว่ยแห่งศาลลมหิมะเดินทางผ่านมาที่นี่ได้พูดถึงเรื่องนี้กับเว่ยซานจวินแล้ว บนภูเขาจัดเตรียมห้องไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว”
เว่ยป้อปรากฎตัวอยู่ข้างกาย ใช้เสียงในใจยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หน่วนซู่ หมี่ลี่ พวกเจ้าไม่ต้องสนใจแล้วล่ะ เดี๋ยวข้ารับหน้าที่รับรองแขกเอง”
แม่นางน้อยสองคนก็ไม่เกรงใจเว่ยซานจวิน บอกลาแล้วขอตัวจากไป
เว่ยป้อเอ่ย “เซียนกระบี่เว่ยบอกแค่ว่าจะมีแขกสองท่านมาเยือน ส่วนตัวตนที่แน่ชัดกลับไม่ได้บอกอย่างละเอียด ไม่ทราบว่าพอจะบอกได้หรือไม่?”
หมี่อวี้ยิ้มเอ่ย “หมี่อวี้แห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเส้าอวิ๋นเหยียนแห่งเรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัว เหวยเหวินหลง ตามความต้องการของใต้เท้าอิ่นกวาน พวกเราสามารถกลายเป็นคนในทำเนียบของภูเขาลั่วพั่วได้ทุกเมื่อ”
เกี่ยวกับซานจวินเว่ยป้อ อิ่นกวานหนุ่มพูดถึงไม่มาก แต่ถ้อยคำที่เอ่ยกลับมีน้ำหนักมาก ‘สามารถวางใจและมอบใจให้ได้เต็มที่’
ดังนั้นเหวยเหวินหลงจึงรีบหยิบจดหมายลับฉบับหนึ่งที่ถือว่าเป็นจดหมายของทางบ้านมอบให้กับซานจวินแห่งขุนเขาเหนือของแจกันสมบัติทวีปท่านนี้
เว่ยป้อเปิดจดหมายลับออกแล้วก็มีไอเมฆหมอกล้อมวนจดหมาย พออ่านจบก็เก็บใส่ไว้ในซองจดหมาย สีหน้าปั้นยาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มเอ่ยว่า “เซียนกระบี่หมี่ เฉินผิงอันบอกในจดหมายว่ามีความเป็นไปได้มากว่าเจ้าจะทำหน้าหนาอยู่ต่อที่ภูเขาลั่วพั่ว…”
หมี่อวี้รู้ว่าท่าไม่ดี กำลังจะพูดจาส่งเดชสักประโยคหนึ่ง หากไม่ได้จริงๆ ก็คงได้แต่ลงไปนอนชักดิ้นชักงอแล้ว
เว่ยป้อกลับเอ่ยต่อว่า “ในจดหมายบอกว่าหากอยากอยู่ต่อก็อยู่เถอะ เป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อซึ่งไม่เปิดเผยกับภายนอกก่อน ต้องลำบากเซียนกระบี่ใหญ่หมี่แล้ว”
หมี่อวี้ผ่อนลมหายใจโล่งอก ยิ้มเอ่ยว่า “หมี่อวี้มีบุญสัมพันธ์กับซานจวินใหญ่เว่ยจริงๆ แค่ขึ้นเขามาก็ได้รับข่าวดีใหญ่เทียมฟ้าแล้ว”
เว่ยป้อพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุด คำบรรยายเกี่ยวกับหมี่อวี้ที่เฉินผิงอันเขียนไว้ในจดหมายนั้นเรียบง่ายมาก ผู้ฝึกกระบี่แห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ คอขวดขอบเขตหยกดิบ เชื่อใจได้
เซียนกระบี่คอขวดขอบเขตหยกดิบคนหนึ่ง
เว่ยป้อหันหน้าไปยิ้มพูดกับเหวยเหวินหลง “เหวยเหวินหลง นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือคนที่ดูแลเรื่องเงินทองให้ภูเขาลั่วพั่วแล้ว จากนี้หน่วนซู่จะเอาสมุดบัญชีทั้งหมดมามอบให้เจ้า”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เว่ยป้อก็หยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อว่า “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้อง ต่อให้จะมอบสมุดบัญชีให้แล้ว แต่ข้าก็หวังว่าวันหน้าเจ้าจะไม่ขัดขวางหากหน่วนซู่อยากจะเปิดอ่านบัญชี หาใช่ไม่เชื่อใจเจ้าไม่ แต่เป็นเพราะบนภูเขาลั่วพั่วมีหน่วนซู่ที่คอยดูแลเรื่องเงินทองเล็กใหญ่มาโดยตลอด นางไม่เคยทำผิดพลาดสักครั้ง เพียงแต่ว่าวันนี้กิจการขยับขยายใหญ่โตแล้ว ภูเขาลั่วพั่วก็ควรจะมีคนที่ทำบัญชีคอยดูแลเรื่องเงินทองโดยเฉพาะจริงๆ เพราะถึงอย่างไรหน่วนซู่ก็มีกิจธุระมากมายให้ทำ ข้ากับจูเหลี่ยนล้วนไม่ต้องการให้นางเหนื่อยกายเหนื่อยใจมากเกินไป แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เฉินผิงอันไม่ได้บอกไว้ในจดหมาย หากเจ้าเกิดยอกแสลงใจเพราะเหตุนี้ นั่นก็แสดงว่าเฉินผิงอันมองคนผิดไป วันหน้ากลับมาถึงภูเขาลั่วพั่วเมื่อไหร่ก็ควรต้องให้เขาลงโทษตัวเองแล้ว”
สุดท้ายเว่ยป้อเอ่ยว่า “ล้วนเป็นคนกันเอง ข้าถึงได้ไม่พูดจาเกรงอกเกรงใจกัน”
เหวยเหวินหลงยิ้มกล่าว “เรื่องของการดูแลบัญชี ให้ความสำคัญกับคำว่าแยกแยะชัดเจน ไหนเลยจะมีหลักการให้คนคนเดียวยึดครองสมุดบัญชี เปิดเผยกับใครไม่ได้ เว่ยซานจวินมิต้องคิดมาก”
เว่ยป้อยิ้มอย่างชอบใจ พยักหน้ารับ “ไม่เสียแรงที่เป็นคนที่เฉินผิงอันฝากความหวังไว้ให้มาก อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เรื่องการหาเงินการดูแลเงิน สายตาและความสามารถของเฉินผิงอันล้วนดีเยี่ยม คนที่ทำให้เขานับถือจากใจจริงได้ย่อมไม่แย่แน่นอน วันหน้าก็รบกวนแล้ว”
เหวยเหวินหลงกุมหมัดพยักหน้า
นับแต่วันนี้ไปหมี่อวี้กับเหวยเหวินหลงก็ถือว่าได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วแล้ว
ที่พักของเหวยเหวินหลงจึงกลายมาเป็นห้องบัญชีของภูเขาลั่วพั่ว
หลังจากที่เฉินหน่วนซู่นำสมุดบัญชีทุกเล่มมามอบให้ก็ไม่เคยดูแลเรื่องเงินทองอีก อย่างมากสุดก็แค่ว่าทุกครั้งที่จำเป็นต้องเบิกเงิน นางถึงจะไปขออนุญาตจากเหวยเซียนเซิง (เซียนเซิงเป็นคำเรียกขานแทนตัวบุรุษอย่างให้เกียรติ สามารถแปลว่าอาจารย์ได้ด้วย) ทุกครั้งจะเอากระดาษไปด้วยหนึ่งแผ่น บนกระดาษบันทึกสาเหตุและจุดที่นำไปใช้ของค่าใช้จ่ายแต่ละก้อนอย่างละเอียด ไม่เพียงเท่านี้ น่าจะเพราะกังวลว่ามาเยือนบ่อยครั้งอาจถ่วงเวลาธุระสำคัญของเหวยเซียนเซิง ดังนั้นหากเป็นรายจ่ายยิบย่อยนางกับหมี่ลี่ล้วนจะสำรองเงินออกไปก่อน พอรวบรวมจนได้ครบกระดาษหนึ่งแผ่นถึงค่อยเอามาเทียบบัญชีกับเหวยเซียนเซิง
เหวยเหวินหลงกลับไม่รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่เขารู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง แม้ว่าจะเพิ่งมาอยู่บนภูเขาได้แค่ไม่กี่วัน แต่กลับรู้ว่าทุกวันเฉินหน่วนซู่ล้วนยุ่งมาก นางมีเรื่องให้ทำตั้งแต่เช้าจรดเย็นจริงๆ เหวยเหวินหลงจึงได้แต่เป็นฝ่ายถามแม่นางน้อยว่าชอบจดบันทึกทำบัญชีหรือไม่ แม่นางน้อยชุดกระโปรงสีชมพูพยักหน้ารับด้วยท่าทางลำบากใจเล็กน้อย
เหวยเหวินหลงจึงแบ่งงานบัญชีของภูเขาลั่วพั่วออกเป็นสองส่วน การเงินก้อนใหญ่ที่มีท่าเรือหนิวเจี่ยว เรือข้ามฟากฟานโม่เป็นหนึ่งในนั้น เป็นหน้าที่ของเขา ส่วนบัญชีประจำวันของภูเขาลั่วพั่วให้เป็นหน้าที่นางต่อไป แต่รายรับรายจ่ายทั้งหมดของกิจการใหญ่ๆ แม่นางน้อยล้วนสามารถมาเรียนรู้ได้ หากไม่เข้าใจก็ให้ถาม
เหวยเหวินหลงมาถึงภูเขาลั่วพั่วก็กลายเป็นนักบัญชีของภูเขาลั่วพั่วแล้ว