ตอนที่ 1520
บทที่ 697.2 ฝ่าทะลุขอบเขตไม่จำเป็นต้องรอ
October 21, 2026
สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เฉินผิงอันเตรียมใจมาก่อนแล้ว ในอดีตตอนที่อยู่คฤหาสน์หลบร้อนก็เริ่มสาวเท้าเดินเล่นอยู่เพียงลำพังอย่างเนิบช้าแล้ว แต่คนคำนวณก็ไม่สู้ฟ้าลิขิต เขายังคงดูถูกผลลัพธ์จากการผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่เกินไปอยู่ดี
เหมือนผีเร่ร่อนตัวหนึ่งที่ล่องลอยเตร็ดเตร่ไปทั่วกำแพงเมืองปราณกระบี่อีกครึ่งหนึ่งนี้
ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้ อีกทั้งยังทำร้ายเรือนกายของผู้ฝึกยุทธไปทีละนิดด้วย
แต่หากหยุดยืนนิ่งหรือนั่งลง ต่อให้เฉินผิงอันจะชอบทบทวนกระดานหมากล้อมทบทวนสถานการณ์แค่ไหน แต่เวลาสามสิบกว่าปี ต่อให้เดินทางผ่านขุนเขาสายน้ำมามากแค่ไหน ผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากแค่ไหน หรือพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ มามากมายเพียงใด แต่จะสามารถรับการเคาะตีทบทวนรายละเอียด การใคร่ครวญตริตรองถึงเส้นสายต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้สักกี่สิบรอบกัน? ตัวอักษรที่ถูกเฉินผิงอันแกะสลักไว้บนแผ่นไม้ไผ่ทั้งหลายก็ยิ่งถูกเฉินผิงอันนำมาท่องซ้ำไปซ้ำมา เฉินผิงอันเคยหยิบเอาวัตถุจื่อชื่อออกมา แล้วเอาของด้านในออกมาดูแก้เบื่อ ยกตัวอย่างเช่นลองนับเงินเทพเซียนที่ตัวเองมีดู แต่ก็เกือบจะถูกหลิงจวินใช้กระบี่ฟันวัตถุจื่อชื่อให้แหลก
นอกจากฝึกตนแล้วก็ได้แต่ฝึกตนเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นหากอยู่แบบนี้ต่อไป ไม่ถึงหนึ่งปี การอยู่บนหัวกำแพงเมืองสำหรับเฉินผิงอันแล้วจะเหมือนได้ข้ามผ่านกาลเวลาหกสิบปีไปอย่างเชื่องช้า หนึ่งปีเป็นเช่นนี้ หากห้าปี สิบปี ร้อยปี พันปีเล่า?
ย่อมต้องเสียสติ
เฉินผิงอันจึงได้แต่รวบรวมสมาธิมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกตน ฝ่าทะลุขอบเขตเร็วมาก แต่พอรวมโอสถได้แล้ว สำหรับขอบเขตก่อกำเนิดที่มองดูเหมือนไม่ได้อยู่ห่างไกล ขอบเขตก่อกำเนิดที่อยู่ห่างจากเซียนกระบี่แค่ก้าวเดียว จู่ๆ กลับทำให้เฉินผิงอันยากจะสงบใจลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเลื่อนไปสู่คอขวดก่อกำเนิดได้สำเร็จ ตอนที่เฉินผิงอันฟังซวงเจี้ยงเทวบุตรมารนอกโลกเล่าให้ฟัง มองดูเหมือนมีสีหน้าผ่อนคลายสบายๆ แต่แท้จริงแล้วกลับกริ่งเกรงหวาดผวาอย่างยิ่ง
สิ่งที่หลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนประสบพบเจอ การถือกำเนิดของตัวซวงเจี้ยงเอง และที่ห่างไกลยิ่งกว่าคือเทวบุตรมารนอกโลกเหล่านั้น
ล้วนทำให้เฉินผิงอันเป็นกังวลใจทั้งสิ้น เพราะหากสืบสาวราวเรื่องกันแล้ว เฉินผิงอันไม่ได้กลัวความยากลำบากอะไรเลยจริงๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่กลัวที่สุดคือกลัวตัวเอง
ดังนั้นเฉินผิงอันจึงเริ่มลงมือทำเรื่องเสี่ยง กว่าจะฝึกตนจนกลายเป็นโอสถทองคนรุ่นเดียวกับข้าได้อย่างไม่ง่าย เขากลับเริ่มทำลายโอสถทอง!
เพราะถึงอย่างไรมีแค่ตัวเองคนเดียวก็คงไม่ถึงขั้นทำให้ตัวเองตกใจตาย อึดอัดตาย อัดอั้นตายได้หรอกกระมัง
เคยทำลายจิตบุ๋นสีทองมาแล้ว โอสถทองถูกทำลายจะนับเป็นอะไรได้
เรื่องของการทำลายโอสถทองนั้น ไม่ว่าความคิดอะไรก็ล้วนไม่สำคัญ เมื่อร่างกายของผู้ฝึกยุทธถูกบีบให้ต้องทำเช่นนี้จึงเริ่มหล่อหลอมเรือนกายด้วยตัวเอง ประหนึ่งการโคจรของมหามรรคาที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์
แต่ทุกครั้งที่ระเบิดโอสถทองให้แตกด้วยตัวเอง ความเจ็บปวดทรมานนั้น ดูเหมือนว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ต้องเจอกับหมัดอำมหิตของผู้อาวุโสชุยบนเรือนไม้ไผ่ อีกทั้งยังไม่สามารถเป็นลมหมดสติไปได้ ได้แต่ทนรับความทรมานไปทีละนิดแล้ว กลับยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนหนึ่งวันดั่งนานเป็นปีเข้าไปอีก
ก่อนหน้านี้ระเบิดโอสถทองติดต่อกันสิบสองครั้ง เฉินผิงอันจึงเหมือนกัดฟันอดทนกับความเจ็บปวดนานถึงสิบกว่าปี แต่รอกระทั่งเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตยอดเขาแล้วระเบิดโอสถทองอีกสามครั้ง กลับรู้สึกดีกว่าเดิมเยอะมาก
พอคิดถึงความเจ็บปวดที่โอสถทองค่อยๆ ปริแตก ประหนึ่งเลือดเนื้อบนร่างกายค่อยๆ หดหายเหลือเพียงโครงกระดูกซึ่งเจ็บปวดยาวนานนั้นแล้ว เฉินผิงอันในเวลานี้ก็พึมพำว่า “ตอนนี้ก็เรียกว่าได้เสวยสุขแล้วจริงๆ”
เฉินผิงอันพลันด่าว่ามารดามันเถอะขึ้นมาคำหนึ่ง
ที่แท้เป็นหลงจวินผู้นั้นที่ออกกระบี่ทำลายภาพบรรยากาศฟ้าดินเหนือกำแพงเมืองปราณกระบี่อีกครึ่งหนึ่ง หิมะครั้งนี้ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่มาเยือน
เฉินผิงอันเริ่มนั่งลง แบฝ่ามือชูขึ้นสูง ร่ายตราประทับอสนีให้กระแทกลงบนหัวกำแพงครั้งแล้วครั้งเล่า
จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มเดินนิ่งหกก้าว ถึงอย่างไรก็เร็วไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นช้าก็ช้าไปเถอะ ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าสรุปแล้วจะช้าได้ถึงขั้นไหน ถือเสียว่าเป็นการงัดข้อกับตัวเองก็แล้วกัน
อยู่ดีๆ เฉินผิงอันก็นึกถึงวิชาหมัดที่จางซานเฟิงถ่ายทอดให้ขึ้นมา แล้วจึงเริ่มทำตาม ไม่สนว่าจะเหมือนเพียงท่าทางไม่เข้าถึงจิตวิญญาณหรือไม่ ถึงอย่างไรก็เป็นวิธีเล็กๆ ที่ดีในการฆ่าเวลา ด้านหนึ่งก็หล่อเลี้ยงโอสถทอง ด้านหนึ่งได้ฝึกหมัด แล้วก็จะได้ฝึกกับมารดามันอีกหนึ่งล้านหมัด
ไม่เพียงเท่านี้ เฉินผิงอันคิดว่าจะค่อยๆ เดินช้าๆ จากหัวกำแพงฝั่งนี้ไปถึงหน้าผาแห่งนั้น
เมื่อในที่สุดเฉินผิงอันก็มาถึงหน้าผา เก็บท่าหมัด มองไปยังชุดคลุมยาวสีเทาที่พลิ้วไสว เขาก็ถามว่า “สำนักอวี่หลงเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
หลงจวินเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “สมองดีอย่างนี้ จะต้องแกล้งถามทั้งที่รู้ดีทำไม เบื่อมากนักหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ถึงอย่างไรเจ้าและข้าต่างก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ มาคุยกันเรื่องเก่าในปฏิทินเหลืองที่ไม่ทำลายความสง่างามดีไหมล่ะ?”
หลงจวินไม่เอ่ยอะไรอีก
หลีเจินขี่กระบี่มาถึงหน้าผาอย่างเอ้อระเหย พลิ้วกายลงบนพื้น เมื่อเทียบกับการยืนอยู่บนหน้าผาอย่างผ่าเผยเหมือนในอดีต ครั้งนี้กลับเลือกที่จะยืนขยับเข้ามาใกล้ข้างกายหลงจวินอยู่หลายส่วน ใบหน้าของหลีเจินเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เฉินผิงอันเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มกล่าว “เจ้าเกิดปีหมาหรือ จมูกถึงได้ไวขนาดนี้ น่าเสียดายที่ใต้รองเท้าข้าไม่ได้เหยียบขี้มา เจ้าลองไปหาดูที่ใต้ชุดคลุมของผู้อาวุโสหลงจวินสิ ไม่แน่ว่าอาจจะได้กินอิ่มสักมื้อ”
หลีเจินโบกมือ ยิ้มทะเล้นเอ่ยว่า “ใต้เท้าอิ่นกวานอย่าได้คิดแข่งขันเรื่องฝีปากกันเลย ต่อให้ตกเป็นรอง ข้าก็ไม่สนใจ วันนี้ข้ามาบอกข่าวดีสามเรื่องแก่ใต้เท้าอิ่นกวาน หลิวป๋ายได้รับปณิธานกระบี่ส่วนหนึ่งจากสายของโจวเฉิง ส่วนอวี่ซื่อก็ได้รับปณิธานกระบี่ส่วนหนึ่งของอู๋เฉิงเพ่ย ข้าเองก็พอจะมีผลเก็บเกี่ยวเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง ร่ำรวยเพราะคนตายโดยแท้ บอกตามตรง นี่ทำให้มโนธรรมในใจข้ายากจะสงบลงได้”
สำหรับโชควาสนาเหล่านี้ อันที่จริงไม่ได้เกิดริ้วกระเพื่อมในใจของเฉินผิงอันเท่าใดนัก
ผู้ฝึกกระบี่ก็คือผู้ฝึกกระบี่ คือนักเดินทางไกลบนโลกที่จิตแห่งการฝึกตนบริสุทธิ์ที่สุด
หลีเจินถาม “ใต้เท้าอิ่นกวาน ลองเดาดูสิว่าข้าได้รับปณิธานกระบี่ของเซียนกระบี่คนใดที่รบตายไป? ลองเดาดูสิ เพิ่งตายไปได้แค่ไม่กี่ปี เป็นเซียนกระบี่ใหญ่ท่านหนึ่งด้วย”
หลีเจินเรียกกระบี่บินออกมา จิตขยับเล็กน้อยก็มีทะเลเมฆผืนหนึ่งมารวมตัวกันอยู่นอกหัวกำแพงเมือง
เฉินผิงอันสีหน้ามืดทะมึน กำดาบแคบในมือแน่น อดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็สบถด่าดังลั่น แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้า เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “พอใจแล้ว? อารมณ์ดีไหมล่ะ?”
หลีเจินถาม “เจ้ามองออกได้อย่างไร?”
วิชาอภินิหารของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของเหยาชงเต้าสามารถเรียกก้อนเมฆให้มาเชื่อมโยงกันเป็นทะเลเมฆได้
แน่นอนว่าเป็นเพราะหลีเจินขอให้เซียนกระบี่บนหัวกำแพงเมืองช่วยหวังเอามาสร้างความหงุดหงิดใจให้เฉินผิงอันโดยเฉพาะ
ลำดับรายชื่อของร้อยเซียนกระบี่ภูเขาทัวเยว่ไม่ได้เรียงตามขอบเขตสูงต่ำ มีทั้งผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มขอบเขตถ้ำสถิต แล้วก็มีทั้งเซียนกระบี่ใหญ่ที่มีชื่อเสียงมานานอย่างโซ่วเฉิน
เฉินผิงอันกระตุกมุมปาก “ข้าผู้อาวุโสใช้หัวเข่าคิดยังคิดเรื่องต่างๆ ได้ดีกว่าเจ้าใช้สมองคิดเสียอีก เจ้าหลีเจินนอกจากน้ำชั่วร้ายครึ่งถังที่แกว่งอยู่ในท้องแล้ว ยังจะมีความสามารถอะไรได้อีก? ลองมาเล่นที่หัวกำแพงเมืองแถบข้าดูสิ ข้าสามารถไม่ออกกระบี่ ไม่ใช้ขอบเขตหยกดิบรังแกคน แล้วจะยังกดขอบเขตไว้ที่เดินทางไกลด้วย เป็นอย่างไร? หากเจ้าไม่มั่นใจก็ไม่เป็นไร ข้าให้เจ้ามาพร้อมกับหลิวป๋ายได้ ถึงอย่างไรคอขวดมหามรรคาในการเลื่อนสู่ห้าขอบเขตบนของนางก็ต้องอยู่ที่ข้าแน่ ถือโอกาสนี้กำจัดจิตมารได้พอดี ตามบันทึกขุนเขาสายน้ำเล่มนั้น ข้าปฏิบัติต่อสตรีดั่งคนที่รักหยกถนอมบุปผาเป็นที่สุด ครั้งก่อนไม่ทันระวังหักคอนางไป เป็นข้าที่ทำไม่ถูกต้อง”
หลิวป๋ายเพียงแค่นั่งเลี้ยงกระบี่นิ่งๆ มองดูคล้ายว่าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
สองฝั่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่แทบจะเป็นฟ้าดินสองแห่งที่ต่างกัน ดังนั้นเฉินผิงอันอาจสัมผัสไม่ได้ถึงทะเลสาบหัวใจของหลิวป๋ายอย่างแท้จริง แต่หลีเจินกลับรู้ดีว่าหลิวป๋ายไม่ได้เยือกเย็นอย่างที่แสดงออก