ตอนที่ 1549
บทที่ 704.3 วันที่ห้าเดือนห้าผ่านมาอีกปี
October 21, 2026
กวนอี้หรานทรุดตัวนั่งยองข้างเท้าผู้เฒ่า ยื่นมือไปแนบบนเตาพก
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “กรมครัวเรือนเป็นที่ว่าการที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คน ปรับตัวให้ชินไปก็แล้วกัน สรุปคือหากเป็นกรมขุนนางก็อย่าไปคิดเลย ชั่วชีวิตนี้เจ้าอย่าได้เพ้อฝันว่าจะได้ไปเป็นขุนนางที่นั่น เพราะถึงอย่างไรทุกคนต่างก็รู้สึกว่ากรมครัวเรือนของต้าหลีแซ่กวน แต่หากลูกหลานตระกูลกวนอย่างพวกเจ้าคิดแบบนี้จริงๆ ก็เท่ากับว่าเป็นหนทางแห่งความตายแล้ว การเป็นคนน่ะนะ ต้องหลีกทางให้คนอื่นบ้าง นั่งยองอยู่ในส้วมไม่ยอมถ่าย หรือไม่นั่งยองถ่ายนานเกินไป ล้วนจะถูกคนขว้างหินใส่ในห้องส้วม ถึงเวลานั้นอาจมกระเด็นเปื้อนเต็มก้น ก็คงไปโทษคนอื่นไม่ได้”
กวนอี้หรานหัวเราะขำ ขุนนางหลักคนสำคัญกลุ่มแรกๆ สุดของราชสำนักต้าหลี อันที่จริงล้วนไม่ค่อยสุภาพอ่อนโยนกันสักเท่าไร ต่อให้จะมีชาติกำเนิดเป็นบัณฑิตก็ไม่ยกเว้น
ผู้เฒ่าแหงนหน้ามองทัศนียภาพอันงดงามบนขอบฟ้าที่แสงอรุโณทัยราวกับแพรต่วนเนื้องาม แล้วเอ่ยอย่างสะทกสะท้อนใจ “ฟันร่วง ผมร่วง เดินไม่ไหว น่าหงุดหงิดใจนัก พอเห็นแม่นางอายุน้อยหน้าตาสะสวย แม้มีใจแต่ก็ไร้กำลัง อย่างมากสุดก็ได้แต่หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล คิดถึงความองอาจห้าวหาญของตัวเองในครานั้นก็เท่านั้น เป็นคนหนุ่มนี่ดีจริงๆ ตำแหน่งขุนนางยังเลื่อนขั้นได้อีก เทพเซียนบนภูเขาที่บินไปบินมาก็ทำให้คนรู้สึกอิจฉาจากใจจริง”
ผู้เฒ่าพึมพำกับตัวเอง คนหนุ่มรับฟังอยู่ด้านข้าง
“แคว้นล่มสลายขุนเขาสายน้ำยังคงอยู่ ใบไม้ผลิพืชหญ้าเบ่งบาน คนหลังม่านกลับยังคงเดิม นี่คือบทกวีที่นักประพันธ์มีชื่อเสียงคนหนึ่งของสกุลหลูในอดีตเขียนไว้ เขียนได้ดีเยี่ยม น่าเสียดายที่บทความเขียนได้ดี ทว่ากลับเป็นขุนนางได้ค่อนข้างแย่”
“อาหารหอมหวนยามท้องหิว กลิ่นหอมเครื่องประทินผิวของสตรียามอ่อนเยาว์ อันที่จริงยังมีความหอมอีกอย่างที่ก็ไม่เลวเหมือนกัน รู้ไหมว่าคืออะไร? นั่นก็คือการนั่งแคะเล็บเท้าบนเสื่อเย็นๆ ในหน้าร้อนไงล่ะ”
“ไป แอบไปขโมยเหล้ามาให้ปู่ทวดกาหนึ่ง ก่อนหน้านี้ในห้องเก็บสุราดีไว้หลายไห ล้วนถูกพ่อเจ้าขโมยไปหมด แล้วเอาไปเก็บไว้ในห้องหนังสือของเขาเอง เจ้าเด็กบ้าเอ้ย หลังจากเอาเหล้ามาวางแล้ว เจ้าก็ให้ปู่ทวดนั่งคนเดียวอีกสักพัก ฮ่าๆ ได้สุรามาแล้วดื่มให้เต็มคราบ อย่าให้พวกลูกหลานได้รู้ ช่างเป็นคำกล่าวที่ดีจริงๆ”
กวนอี้หรานอืมรับหนึ่งที ลุกขึ้นแล้วจากไป
ผู้เฒ่าพลันตะโกนเรียก “อี้หราน”
กวนอี้หรานหันตัวกลับทันใด
ผู้เฒ่าเพียงยิ้มไม่เอ่ยอะไร
กวนอี้หรานเข้าใจได้ จึงเอ่ยว่า “ทราบแล้ว จะเอามาสองกา”
ผู้เฒ่าพยักหน้า “เป็นขุนนางต้องตั้งใจเป็นให้ดี เพียงแต่อย่าลืมการวางตัวเป็นคนก่อน อย่าได้เอาอย่างผู้ช่วยผู้ตรวจการลำน้ำใหญ่พวกนั้น วันๆ ไม่ออกจากบ้าน พอมีโอกาสถึงได้ติดตามขุนนางที่หมวกใหญ่กว่าออกลาดตระเวนลำน้ำใหญ่ด้วยกัน แล้วยังจะต้องขอยืมรองเท้าที่พื้นสึกอย่างหนักจากคนอื่นมาก่อนคู่หนึ่ง เรื่องฉลาดที่คนฉลาดทำประเภทนี้ เจ้าอย่าได้ทำเลย ไม่อย่างนั้นวันหน้าปู่ทวดคงหลับไม่เป็นสุขจริงๆ แล้ว”
กวนอี้หรานตาแดงก่ำน้อยๆ ก่อนพยักหน้ารับอย่างแรง “ทราบแล้ว!”
หลังจากที่คนหนุ่มออกไปจากลานบ้าน
นายท่านผู้เฒ่ากวนก็ตบที่พักแขนของเก้าอี้หวายเบาๆ เอ่ยเรียกเสียงแผ่วว่า “ใต้เท้าครู? ยุ่งอยู่หรือไม่ หากไม่ยุ่งก็มาพูดคุยเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้ไหม?”
ชุยฉานราชครูต้าหลีปรากฏกายทันใด
นายท่านผู้เฒ่ากวนไม่ได้ทำความเคารพ แม้แต่เอ่ยเรียกชื่อก็ยังละไว้ ผู้เฒ่าเพียงแค่ทอดสายตามองม่านฟ้าที่เริ่มมืดสลัวต่อไป พึมพำว่า “อาจารย์ชุย วิถีทางโลกจะดียิ่งกว่าเดิมไหม? ตอนที่ยังเป็นหนุ่มก็เคยถามคำถามนี้กับท่าน ตอนนั้นท่านบอกแค่ว่าให้ข้ารอดูเอง ตอนนี้ข้าอายุค่อนข้างมากแล้ว ไม่เพียงแต่สายตาฝ้าฟาง ต่อให้เบิกตากว้างก็ยังมองเห็นได้ไม่ไกลนัก วันหน้าก็จะยิ่งมองอะไรไม่เห็นอีก อาจารย์ชุยท่านลองบอกหน่อยสิ ข้าจะได้จากไปอย่างวางใจ”
ชุยฉานเอ่ย “อย่างน้อยที่สุดตอนที่กวนอิ๋งเช่อเป็นขุนนาง วิถีทางโลกของต้าหลีก็ดียิ่งกว่าเดิมแล้ว”
ผู้เฒ่าพูดเสียงเบา “แต่ก็ยังมีความอยุติธรรมบางอย่างที่ทำให้รู้สึกย่ำแย่อยู่ดี ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าควรจะพูดอย่างไร ควรจะพูดกับใคร”
ชุยฉานกล่าว “อาหารของแต่ละครอบครัว กลอนคู่ปีใหม่ของแต่ละครัวเรือน ล้วนเป็นคำตอบของความอยุติธรรมในใจบัณฑิต”
ผู้เฒ่าพยักหน้ารับ “เคยมีบัณฑิตหนุ่มที่มีความรู้อยู่เต็มท้องบอกว่าดอกไม้ผลิบานดอกไม้ร่วงโรย พืชหญ้าแห้งเหี่ยวพืชหญ้างอกงาม ล้วนเป็นเสียงคำตอบจากแสงจันทร์บนฟ้าที่มีต่อโลกมนุษย์ คำกล่าวนี้ของอาจารย์ชุยไม่ผิดไปเลยสักนิด”
ชุยฉานยิ้มกล่าว “ใครว่าไม่ใช่กันล่ะ”
ต้าหลีเคยมีปัญญาชนยากจนคนหนึ่งที่เดินทางเข้ามาสอบในเมืองหลวง อายุยี่สิบปีก็กล้าพูดว่าบรมครูด้านอักษรแห่งแคว้นนอกจากข้าแล้วจะยังมีใครได้อีก แต่ในความเป็นจริงแล้วความสามารถในการแต่งกลอนเขียนบทกวีของเขากลับธรรมดาอย่างมาก
ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างเสียดายว่า “ไม่ใช่ว่ากลัวตาย เพียงแต่อดอาลัยอาวรณ์ไม่ได้”
คนหนุ่มผู้นั้นมาจากสำนักศึกษาซานหยา
ผู้เฒ่ากล่าว “อาจารย์ชุย ดีใจมากที่ได้พบเจอกับอาจารย์ฉีและท่าน ชีวิตศึกษาในสำนักศึกษาได้ขอความรู้จากอาจารย์ฉี ยามเป็นขุนนางในราชสำนักก็ได้ทำงานร่วมกับอาจารย์ชุย”
ชุยฉานพยักหน้ารับ “เชื่อว่าฉีจิ้งชุนก็คงรู้สึกโชคดีที่ในบรรดาลูกศิษย์ของตัวเองมีเจ้ากวนอิ๋งเช่อ”
ผู้เฒ่าถาม “ถ้าอย่างนั้นข้าขอด่าท่านราชครูแทนอาจารย์ฉีสักสองคำได้หรือไม่?”
ชุยฉานยิ้มกล่าว “ด่าเจ้ากรมขุนนางก่อนแล้วค่อยมาด่าข้า”
ผู้เฒ่าหัวเราะตามไปด้วย ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าดีกว่า”