ตอนที่ 1589
บทที่ 714.2 เฉินสืออี
October 21, 2026
พลังอำนาจของเฉินผิงอันพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไหนเลยจะยังมีไฟโทสะมีสีหน้าเคียดแค้นอยู่อีก เขาพยักหน้ารับเบาๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเห็นด้วย สีหน้ายังแฝงความละอายใจไว้อีกหลายส่วน แต่ปากกลับเอ่ยว่า “ข้ามาจากตรอกเก่าโทรมของโลกมนุษย์ เจ้ามาจากดวงจันทร์บนท้องฟ้า แม่นางเซอเยว่คือเจ๋อเซียนในตำรา จะมาพิถีพิถันกับข้าไปไย แบบนี้ไม่ใช่ว่าแม่นางเซอเยว่รังแกคนอื่นหรอกหรือ”
ที่แท้การที่ได้พูดคุยกับใครสักคนก็คือเรื่องที่มีความสุขเรื่องหนึ่งในชีวิต
นี่แทบทำให้ใต้เท้าอิ่นกวานหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจจากใจจริงแล้ว
จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยอ่านเจอในตำราว่ามีคนที่ชอบดื่มเหล้า แต่กลับต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพัง จึงร้องไห้ด้วยความสิ้นหวังเศร้าอาดูร
ตอนนั้นรู้สึกเพียงว่าขอบเขตของอริยะปราชญ์สูงเกินไป วิสัยทัศน์ของตนต่ำเกินไป จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องร้องไห้ ปีนั้นจึงรู้สึกว่าวันหน้าหากเดินทางไกล พออ่านตำราได้มากแล้วก็จะเข้าใจได้เอง
รอกระทั่งรู้ว่าเหตุใดคนโบราณถึงร้องไห้ ถึงได้รู้ว่าที่แท้ไม่ต้องรู้เลยจะดีกว่า
รถของคนโบราณเคลื่อนไปถึงทางตัน ยังมีทางเดิมให้เดินย้อนกลับ
ดังนั้นเฉินผิงอันจึงใช้ตัวมีดสองเล่มตบซีกหน้าของตัวเองเบาๆ เลียนแบบสตรีผู้นั้น
ทุกครั้งที่เซอเยว่โมโห ก่อนจะลงมือมักจะยกสองมือขึ้นตบใบหน้าตัวเองแรงๆ ตามความเคยชิน
พูดพล่ามเป็นเพื่อนเจ้ามานานขนาดนี้ ถึงท้ายที่สุดกลับยังไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าโอกาสบนมหามรรคาอยู่ที่คนผู้นี้ แล้วยังจะต้องมาคอยฟังเขาพูดจาเหน็บแนมเสียดสีมากมายเพียงนั้น ทำให้นางเกิดไฟโทสะแล้วจริงๆ
เวลาอย่างนี้ยังกล้ามาเลียนแบบข้าอีกหรือ?!
เซอเยว่ตบแก้มข้างหนึ่งของตัวเองเต็มแรง ทันใดนั้นตรงแก้มฝั่งนั้นของนางก็มีแสงสว่างแผ่ออกมาสี่ทิศ ก่อนจะกลายเป็นเส้นแสงจำนวนนับไม่ถ้วน เป็นแสงจันทร์ที่ถูกนางดึงมาหล่อหลอมจนกลายเป็นเหมือนน้ำ ประหนึ่งแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ไหลริน มองข้ามตราผนึกที่มีในกำแพงเมืองปราณกระบี่และกระโจมเจี่ยจื่อไป แสงจันทร์เล็กละเอียดแผ่อวลไปทั่วทุกหนแห่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่งนี้
บนหัวกำแพงเมืองยังมี ‘เซอเยว่’ ที่ยืนอยู่ที่เดิม นางถูกมีดสองเล่มแทง เล่มหนึ่งปาดคอ เล่มหนึ่งแทงเข้าตรงหัวใจ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาของเซอเยว่เท่านั้น หนีไม่พ้นนำมาใช้ทดสอบความเร็วในการออกมีดของฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงระดับความคมของมีด
วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของเซอเยว่สามารถทำให้ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งอย่างเจียงซ่างเจินเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมา ถึงจะตามหาจุดที่ร่างจริงของนางอยู่ได้ ต่อให้อิ่นกวานผู้นี้จะผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นแค่ขอบเขตหยกดิบเท่านั้น
เซอเยว่สามารถหลบเลี่ยง ยิ่งสามารถปล่อย ‘กระบี่บิน’ เหมือนเซียนกระบี่หยกดิบได้ ประหนึ่งผู้ฝึกตนเซียนเหรินที่เรียกเวทคาถาร้อยพันรูปแบบออกมาใช้
หากเซอเยว่คิดจะเรียนวิชาคาถา ต่อให้วิชาของเจ้าจะเป็นวิชาที่สืบทอดกันมาโดยเฉพาะ เป็นความลับไม่แพร่งพรายแค่ไหน ขอแค่ถูกแสงจันทร์สาดส่อง หากขอบเขตไม่ต่างกันมากเกินไปล่ะก็ ถ้าอย่างนั้นขอแค่นางได้ ‘เห็นมาก่อน’ ครั้งเดียว นางก็สามารถดึงเอาปณิธานแท้จริงของวิชานั้นๆ มาได้อย่างน้อยเจ็ดถึงแปดส่วน
ไม่ใช่ว่าเซอเยว่ดูแคลนใต้เท้าอิ่นกวานที่ขึ้นชื่อว่ามีฝีมือเก่งกาจกลยุทธหลากหลายผู้นี้จริงๆ
ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง หากจะพูดถึงวิธีการในการเข่นฆ่าที่มากมายดารดาษ ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน เซอเยว่คืออันดับหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรี
ดังนั้นในบันทึกลับของกระโจมเจี่ยจื่อ แม่นางหน้ากลมสวมชุดผ้าฝ้ายผู้นี้จึงมีคำเรียกขานที่ไพเราะว่า ‘คลังยุทโธปกรณ์แห่งใต้หล้า’
ยันต์ กระบี่บิน กายธรรมร่างทอง หุ่นเชิดกลไก ร่างจริงเผ่าปีศาจ เสื้อเกราะตระกูลเซียน สมบัติหนักที่ใช้ในการโจมตี…
ขอแค่ในใจข้าคิดถึงก็สามารถจำแลงออกมาใช้ได้ วัสดุก็หนีไม่พ้นแสงจันทร์ของข้า
ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งเรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขาทั่วไป หากเซอเยว่ต้องการก็มีได้เช่นเดียวกัน
น่าเสียดายก็แต่เซอเยว่มีขีดจำกัดที่ตบะในทุกวันนี้ ‘เรือนกายผู้ฝึกยุทธ’ ในทุกวันนี้ของนางจึงมีระดับความแข็งแกร่งทนทานอยู่แค่ระดับที่เก้าเท่านั้น อีกทั้งเซอเยว่เองก็ไม่ค่อยชอบศาสตร์การต่อสู้ที่ประชิดตัวสักเท่าไร ก็เหมือนดวงจันทร์ที่สาดส่องแสงไปทั่วโลกมนุษย์ แต่ดวงจันทร์กลับลอยสูงอยู่บนฟ้าเท่านั้น
‘เซอเยว่’ คนแรกโดนมีดสั้นแทงไปสองจุด เพราะเซอเยว่จงใจสร้างเรือนกายของขอบเขตเดินทางไกลขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือการคาดการณ์ จุดจบของนางมีแต่ต้องตายคาที่เท่านั้น
เมื่อภาพมายาของสตรีหน้ากลมสวมเสื้อผ้าฝ้ายสวมรองเท้าผ้าแหลกสลายไป แสงจันทร์ก็หายวับไปอย่างร่องรอย ไม่มีเบาะแสให้ตามหา
แม้เฉินผิงอันจะติดตามเซอเยว่อีกคนไปเรียบร้อยแล้ว ร่างจึงวูบหายไปด้วย แต่ในบริเวณใกล้เคียงกับหัวกำแพงเมือง ก่อนที่มือทั้งสองของเขาจะปล่อยมีดออกไป ฝ่ามือข้างหนึ่งก็ได้เกิดภาพปรากฎการณ์ผิดปกติขึ้นมาแล้ว ตราประทับอาคมที่ใสกระจ่างไร้มลทินชิ้นหนึ่งลอยขึ้นมาอยู่กลางฝ่ามือ คือคำบัญชาวิชาห้าอสนี
เวทห้าอสนีดั้งเดิมที่บังเกิดขึ้นได้ตามใจปรารถนานี้ไม่ได้โจมตีภาพลวงตาของเซอเยว่ รับมือกับคู่ต่อสู้ที่เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลคนหนึ่ง ไหนเลยจะต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงมากมายเพียงนี้
เพียงแต่ว่าเมื่อแสงสายฟ้าสะเทือนเลือนลั่น ก่อนที่มีดทั้งสองเล่มจะสังหารศัตรูก็ได้สาดแสงไกลหลายสิบจั้ง นี่ก็เพื่อใช้มันสำรวจหาเบาะแสของแสงจันทร์ที่กระจายตัวหายไป หากทั้งสองฝ่ายเพียงแค่ประมือกันในช่วงเวลาสั้นๆ ต่อให้เพียงแค่ชนกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่เฉินผิงอันก็ยังสามารถฉกฉวยโอกาสได้เปรียบมาได้ก่อนเสี้ยวหนึ่ง หนึ่งเสี้ยวก็คือหนึ่งในหมื่น เฉินผิงอันก็มีหวังที่จะทำให้อีกฝ่ายกลายไปเป็นหนึ่งหมื่นของการจับคู่เข่นฆ่ากันระหว่างบนภูเขาและล่างภูเขา!
หนึ่งในหมื่นของศัตรู ข้าจะมอบกลับให้เจ้าหนึ่งหมื่น
ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ รับรองแขกอย่างมีมารยาท
เรียกได้ว่าใจเจ้าสมดังปรารถนาข้า
เพียงแต่น่าเสียดายที่แม่นางเซอเยว่ผู้นั้นทำตัวห่างเหินเกินไป ไม่ได้ทิ้งช่องโหว่นี้เอาไว้
ก็ดีเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นคำว่าสิบคนรุ่นเยาว์ของใต้หล้าจะไม่ทำให้คนผิดหวังมากหรอกหรือ
ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะมีคุณสมบัติอะไรเลื่อนมาอยู่อันดับเดียวกับนาง?!
บนม่านฟ้าของฟ้าดินเล็ก เฉินผิงอันใช้มีดทั้งสองเล่มปั่นคว้านแสงจันทร์วงใหญ่ จากนั้นก็ทะยานลมลอยตัว ก้มหน้าลงมองหัวกำแพงเมือง
ร่างของเซอเยว่แยกออกเป็นสามร่าง ต่างฝ่ายต่างอยู่ห่างไกลกันมาก
นอกจากกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่แท้จริงของผู้ฝึกกระบี่สองเล่มอย่างนกในกรงและจันทร์ในบ่อแล้ว
เฉินผิงอันยังมีกระบี่บินของผู้ฝึกลมปราณที่ผ่านการหลอมใหญ่อีกสองเล่มอย่างชูอีสืออู่ บวกกับกระบี่จำลองของเซียนกระบี่จากภูเขาชังกระบี่อีกสองเล่ม ไฮเหลยและซงเจิน
จิตของเฉินผิงอันขยับเล็กน้อย ไฮเหลยกับซงเจินก็เหมือนสายฟ้าแลบที่พุ่งเข้าหาสตรีสองคนในนั้น
ส่วนตัวเฉินผิงอันเองกลับหดย่อพื้นที่ พริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวในจุดที่ห่างไปหลายพันจั้ง รับมือกับเซ่อเยว่ที่เมื่อเผชิญหน้ากับตนแล้วยังถึงขั้นตั้งกระบวนท่าหมัดรับมือศัตรู
ก่อนหน้านี้เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลมิอาจต้านทานการโจมตีได้ไหว เจ้าก็เลยเปลี่ยนมาเป็นเรือนกายของขอบเขตยอดเขา เพื่อชั่งน้ำหนักว่าหมัดขอบเขตยอดเขาของตัวเองหนักเท่าไรกันแน่หรือ?
คิดว่าตัวเองคือเซียวสวิ้นที่ออกหมัดจริงๆ หรือไร?!
เพียงแค่มองดูหมัดแรกที่เซอเยว่ใช้รับมือกับศัตรู ต่อให้เป็นคนระมัดระวังรอบคอบที่ชอบมองคู่ต่อสู้ให้มีฝีมือสูงไปอีกขั้นอย่างเฉินผิงอันก็ยังรู้สึกว่าวิชาหมัดของนางหยาบเกินไป จิตวิญญาณปลอมเกินไป รากฐานแย่เกินไป
บางทีผู้ฝึกยุทธเซอเยว่คนนี้อาจมีดีเพียงอย่างเดียว นั่นคือความเร็วไม่ช้า ให้ความรู้สึกเหมือนยามที่อวี้เจวี้ยนฟูถามหมัดในปีนั้นได้อยู่หลายส่วน
ชุดสีแดงสด ชายแขนเสื้อโบกสะบัดพึ่บพั่บ มือทั้งสองถือมีดสองเล่มพลิกหมุนกลับไปกลับมา ลำแสงไหลรินไม่หยุดนิ่ง ไล่ล่าตามศัตรู ผ่าหั่นฟ้าดิน
ผู้ฝึกยุทธเซอเยว่มีเรือนกายขอบเขตยอดเขาและวิชาหมัดที่เคยเรียนรู้มาอย่างเสียเปล่า เพราะทำได้เพียงถอยหนีครั้งแล้วครั้งเล่า หลบแล้วหลบอีก
ต่อให้ความเร็วในการสลับตำแหน่งของนางจะเหนือกว่าหนึ่งขั้นอยู่ตลอดเวลา แต่เฉินผิงอันกลับมาปรากฎตัวอยู่ตรงจุดที่นางจะถอยหนีโดย ‘บังเอิญ’ อยู่หลายครั้ง เรียกได้ว่าอันตรายรายล้อมอยู่รอบด้าน
ความตั้งใจเดิมของนางก็คือจะลองถามหมัดกับอีกฝ่ายดูเล็กน้อย ลองหยั่งเชิงระดับความแข็งแกร่งของเรือนกายอีกฝ่าย เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ายถามหมัดกันเช่นนี้ นางจะสมใจปรารถนาได้อย่างไร