ตอนที่ 1607
บทที่ 719.3 ทำเอาใต้หล้าไพศาลตกใจสะดุ้งโหยง
October 21, 2026
เหวยเหวินหลงพูดประโยคเหล่านี้จบกลับมีสีหน้าเหนื่อยล้าเล็กน้อย เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “ก็เหมือนอย่างที่อาจารย์จูบอก นี่คือถ้อยคำในใจของข้า เป็นความคิดในใจจริงๆ หากพวกท่านจะตำหนิว่าในสายตาของข้ามีแต่เงินทอง…”
จูเหลี่ยนพยักหน้ารับ
บนภูเขาลั่วพั่วไม่กลัวคนพูดจากใจจริง แล้วก็ไม่กลัวว่าจะมีคนที่มีใจเห็นแก่ตัว แล้วนับประสาอะไรกับที่คำพูดประโยคนี้ของเหวยเหวินหลง แท้จริงแล้วทั้งไม่มีใจเห็นแก่ตัว แล้วยังไม่ผิด ตรงกันข้ามคือยังดีมากด้วยซ้ำ
หากเทพเจ้าแห่งโชคลาภคนหนึ่งที่ดูแลเงินทองซึ่งเป็นดั่งกระแสน้ำไหลพรวดๆ ผ่านมือไม่เข้าใจจิตใจของผู้คนเลยแม้แต่น้อย ถ้าอย่างนั้นจูเหลี่ยนก็คงอดเป็นกังวลไม่ได้ว่า ในอนาคตวันใดวันหนึ่งเหวยเหวินหลงจะหลงเดินทางผิด ถึงเวลานั้นไม่แน่ว่าอาจลืมเรื่องหนึ่งไป นั่นคือเขาในเวลานั้นมีหน้ามีตามากเท่าไร อยู่ตำแหน่งสูงแค่ไหนบนภูเขาของหนึ่งทวีป เหตุผลหลักแล้วเป็นเพราะตัวเขาอยู่ที่ใด เหยียบอยู่บนพื้นแห่งหนใด แน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับความสามารถของเขาเหวยเหวินหลงเองด้วย แต่สาเหตุไม่ใช่เพียงแค่เพราะเขาเหวยเหวินหลงร้ายกาจเพียงใด บอกตามตรง ให้ข้าจูเหลี่ยนดูแลเงินทอง บางทีอาจไม่โดดเด่นเช่นเจ้าเหวยเหวินหลง แต่อันที่จริงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
เพียงแต่ว่าภูเขาลั่วพั่วยอมรับการที่ร้อยบุปผาประชันกันเบ่งบานได้มากที่สุด คุณชายเองก็คาดหวังให้เป็นเช่นนี้จากใจจริง ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าอาจจะเป็นวิถีวรยุทธหรือวิถีกระบี่ก็ได้ ขอแค่ทำเท่าที่จะทำได้ ปกป้องจิตใจคนของพื้นที่หนึ่งให้อยู่ในร่มเงาเย็นสบาย ต่อให้เป็นดอกหญ้าที่ยังไม่เติบโตก็ยังไร้ทุกข์ไร้กังวล สามารถค่อยๆ เติบโตไปช้าๆ พออากาศอบอุ่นดอกไม้ก็ผลิบาน นั่นก็คือวสันตฤดูเฉกเดียวกัน
เว่ยป้อก็ยิ่งปลาบปลื้มใจ
หมี่อวี้เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนอย่างที่หาได้ยาก “ถ้าอย่างนั้นดวงตาของใต้เท้าอิ่นกวานจะไม่เห็นแต่เงินทองทุกวันหรอกหรือ? นี่มีอะไรเลวร้ายกัน? เหวินหลงอ่า ดูท่าเจ้าจะยังฝึกฝนจิตใจได้ไม่มากพอนะ”
เหวยเหวินหลงเงยหน้าขึ้น กึ่งเชื่อกึ่งกังขา
หมี่อวี้เหลือกตามองบน เลียนแบบคำพูดของอิ่นกวานที่บางครั้งจะพูดตอนอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน “เจ้าโง่หรือไง?”
หาได้ยากนักที่หมี่อวี้จะมีสีหน้าจริงจังเช่นนี้ “ความตั้งใจเดิมคือหวังดีต่อผู้อื่น ขณะเดียวกันตัวข้าเองก็ได้เงิน ทั้งยังไม่ขัดแย้งกันเอง ภูตทั้งหลายที่อยู่ในแคว้นหู เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมานครลมเย็นจงใจสร้างบรรยากาศเช่นนั้นมาโดยตลอด ทำให้เผ่าพันธุ์ใหญ่ทั้งหลายจับกลุ่มกันเป็นกองกำลัง ต่างฝ่ายต่างมองกันเป็นศัตรูมานานแล้ว ทั้งยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฆ่าแกงกันเองก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อย แต่ละปียังมีจิ้งจอกเฒ่าที่ต้องสลัดขนทิ้ง ทำไม เหวินหลงที่เป็นนักบัญชีนั่งดีดลูกคิด คิดอยากจะวิ่งไปเป็นอริยะผู้ทรงคุณธรรมอย่างนั้นหรือ? ในเมื่อไม่ใช่ เหตุใดพวกเราต้องรู้สึกผิดต่อมโนธรรมในใจจนทำให้ลงมือทำอะไรได้ไม่เต็มที่ด้วยเล่า”
ถึงอย่างไรเหวยเหวินหลงก็มีชาติกำเนิดมาจากเรือนชุนฟาน คือคนกันเองครึ่งตัวของคฤหาสน์หลบร้อน ไม่ว่าสิ่งที่หมี่อวี้พูดจะมีเหตุผลหรือไม่ แต่เขาก็คิดว่าตนเองควรพูดจาเป็นธรรมแทนเหวยเหวินหลงสักสองสามประโยค
หากทำให้พ่อครัวเฒ่าจูเหลี่ยนอาฆาตแค้นตั้งแต่พบเจอหน้ากันคราแรกด้วยสาเหตุนี้ หมี่อวี้ก็ยอมรับชะตากรรมแล้ว
จูเหลี่ยนชูจอกเหล้าขึ้น “เหวินหลง เจ้าดูแคลนการมองคนได้กระจ่างแจ้งของเจ้าขุนเขาพวกเราเกินไปหน่อยแล้ว ข้าขอดื่มร่วมกับเจ้าหนึ่งจอก แล้วดื่มลงโทษตัวเองอีกจอก”
หนึ่งประโยคแฝงถึงสองความหมาย เหวยเหวินหลงดูถูกตัวเอง แล้วก็ดูถูกภูเขาลั่วพั่วด้วย
เว่ยป้อเตรียมจะยกชายแขนเสื้อขึ้น
เหวยเหวินหลงรีบเอ่ยทันที “เว่ยซานจวิน ในกาเหล้าข้ายังเหลือเหล้าอีกเยอะ”
จูเหลี่ยนด่าขำๆ “เจ้าเหวยเหวินหลงตัวดี เป็นเทพเจ้าแห่งเงินทองของภูเขาลั่วพั่วได้อย่างไร? ยังจะต้องประหยัดเหล้าแทนซานจวินใหญ่แห่งขุนเขาเหนือด้วยหรือ? นี่เป็นเพราะเจ้าดูแคลนภูเขาพีอวิ๋นของเว่ยซานจวิน หรือว่าดูแคลนงานเลี้ยงท่องราตรีของขุนเขาเหนือกันแน่?!”
เว่ยป้อยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “รบกวนช่วยปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป ได้หรือไม่ ตกลงไหม?”
หมี่อวี้แทะเมล็ดแตง เอ่ยเบาๆ ว่า “พวกเราคนบ้านเดียวกันตอบตกลงก็จริง ทว่านี่คืออาณาเขตของขุนเขาเหนือ มีเซียนซือและสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำมากมายรอคอยงานเลี้ยงท่องราตรีครั้งต่อไปตาปริบๆ อยู่อย่างนั้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าพวกเขาจะตอบตกลงนะ”
เว่ยป้อยกมือสองข้างขึ้นนวดคลึงจุดไท่หยางเบาๆ
จูเหลี่ยนยกจอกเหล้าขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งยังลุกขึ้นยืนด้วย เขาพูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง “สักวันหนึ่งภูเขาลั่วพั่วของพวกเราจะต้องได้ปรากฎตัวต่อสายตาของคนบนโลกอย่างแท้จริง ซึ่งก่อนจะเป็นเช่นนั้น พวกเราสี่ห้าคนคงต้องลำบากกันสักหน่อยไปก่อน แต่ละคนต่างแสดงฝีมือของตัวเองออกมา เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นาน รอกระทั่งพวกคนหนุ่มสาวในบ้านพากันเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ภูเขาลั่วพั่วจะต้องไม่…”
พูดมาถึงตรงนี้ จูเหลี่ยนก็หันไปมองหมี่อวี้
หมี่อวี้ลุกขึ้นยืนยิ้มกล่าว “จะต้องไม่ทำให้ใต้เท้าอิ่นกวานผิดหวังอย่างแน่นอน!”
เหวยเหวินหลงเองก็ลุกขึ้นชูจอกเหล้า “ภูเขาลั่วพั่วจะต้องมีเงินทองไหลมาเทมา”
เว่ยป้อลุกขึ้นเป็นคนสุดท้าย เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “พยายามให้ไม่ต้องจัดงานเลี้ยงท่องราตรีที่หลอกลวงคนอื่นอีกก็แล้วกัน”
ทุกคนกระดกดื่มเหล้าในจอกจนหมด
จากนั้นก็พากันนั่งลง มีเพียงเว่ยป้อที่ยังยืนอยู่ มองมายังจูเหลี่ยน
จูเหลี่ยนถาม “คุยธุระเสร็จแล้ว พี่เว่ยเชิญไปทำธุระของตัวเองเถอะ ในฐานะซานจวินแห่งขุนเขาใหญ่ ต้องมีกิจธุระรัดตัวอย่างแน่นอน ข้าคงไม่รั้งพี่เว่ยไว้อย่างไร้มโนธรรมแล้ว”
หมี่อวี้ยังไม่เข้าใจความหมายแฝงอันลึกล้ำ
เหวยเหวินหลงกลับตาดี สังเกตเห็นว่าจูเหลี่ยนเก็บจอกเหล้าซึ่งเป็นของเลียนแบบจอกสิบสองเทพบุปผาใส่ไปในชายแขนเสื้อแล้ว
ดังนั้นเหวยเหวินลงจึงยื่นมือไปกุมจอกเหล้า ช่วยแสดงท่าทีแทนภูเขาลั่วพั่ว
เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับผู้อื่นบนโลกจากอิ่นกวานเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เรียนรู้ความหน้าหนาจากอิ่นกวานจะมีอะไรยากกัน
หมี่อวี้ที่รู้สึกตัวช้าคลี่ยิ้มพลางยื่นมือไปบังทับจอกเหล้า “หนึ่งคนดื่มเหล้าสองกา คืนนี้ดื่มได้เต็มคราบนัก ดื่มมากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่”
เว่ยป้อถอนหายใจ ครั้นจึงวางจอกเหล้าในมือไว้บนโต๊ะไปด้วยกันเสียเลย ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไป กลับไปที่ภูเขาพีอวิ๋นอีกครั้ง
สามคนที่เหลือพากันหัวเราะเสียงดังลั่น
……
ก่อนหน้านี้สุยโย่วเปียนไปที่ร้านยาสุ้ยของตรอกฉีหลงมารอบหนึ่ง เล่าสถานการณ์เกี่ยวกับทะเลสาบซูเจี่ยนและสำนักเจินจิ้งให้กับตัวแทนเถ้าแก่อย่างสือโหรวฟังคร่าวๆ
ส่วนตบะของตัวนางเอง เพียงแค่บอกว่าเป็นคอขวดโอสถทองเท่านั้น
ส่วนหรงช่างผู้ฝึกกระบี่จากทะเลสาบกระบี่ฝูผิง ลูกศิษย์ใหญ่ของเซียนกระบี่หญิงลี่ไฉ่ก็ได้พาศิษย์น้องหญิงอย่างสุยจิ่งเฉิงไปเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่ว
ก่อนหน้านี้คนทั้งสองก็เคยมาเยือนแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงคุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดี
ส่วนจ้งชิวกับเฉาฉิงหลางที่เดินทางจากเหนือลงใต้ก็กลับมาถึงภูเขาลั่วพั่วตามหลังหรงช่างและสุยจิ่งเฉิงไม่นาน
ชุยเหวยที่ไปเยือนหอบินทะยานมารอบหนึ่ง พอเลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกกระบี่ก่อกำเนิดแล้วก็ไปยังสนามรบของนครมังกรเฒ่า