ตอนที่ 1612
บทที่ 720.1 ข้าคือตงซานไงล่ะ
October 21, 2026
ชุยตงซานพูดประโยคห้าวเหิมนี้จบก็พยักหน้าเบาๆ ดีมาก รู้กาลเทศะดีมาก ในเมื่อไม่มีใครตอบโต้กลับ ก็จะถือว่าพวกเจ้าสามใต้หล้ายอมตอบตกลงกับเรื่องนี้แล้ว
โจวหมี่ลี่กอดคานหาบสีทองและไม้เท้าเดินป่าไว้ในอ้อมอก หยิบเอาป้ายอักษรทองของผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาภูเขาลั่วพั่วมาตบกับมือเบาๆ
ชุยตงซานเดินไปบนก้อนอิฐหินเขียวหกก้อนที่ปูไว้บนพื้นพร้อมร่ายกระบวนท่าหมัดหวังปา ท่วงท่ามีพลังน่าเกรงขาม ไม่ใช่จากพายุหมัด แต่เป็นเพราะชายแขนเสื้อที่ตบโดนกันเองส่งเสียงดังเพี๊ยะๆ
สองเท้าของชุยตงซานสัมผัสพื้น หันหน้าไปทางเรือนไม้ไผ่หันหลังให้หมี่ลี่น้อย เขาพลันบิดเอวกลับมาปล่อยหมัดหนึ่งออกไป เห็นว่าหมี่ลี่น้อยยังยืนงงก็ได้แต่ส่งเสียงเตือนว่า “กินหมัดของข้าซะ ขึ้นฟ้าลงดินไร้ศัตรูเทียมทานที่สุดแล้ว!”
หมี่ลี่น้อยรีบหมุนตัวอยู่ที่เดิมหลายรอบทันที เสร็จแล้วถึงได้เอ่ยชื่นชมจากใจจริงว่า “หมัดดี!”
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ พูดด้วยสีหน้าเสียดาย “คิดไม่ถึงว่าฝึกวิชาหมัดล้ำโลกได้สำเร็จแล้ว กลับยังไม่อาจต่อยให้ผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาล้มคว่ำได้ ช่างเถิดๆ ถือเสียว่าฝีมือพวกเราสูสีกัน คราวหน้าค่อยสู้กันอีกที”
หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม นางยังไม่ได้ออกหมัด ยังไม่หายอยากเลยนะ
ชุยตงซานเดินอาดๆ มาถึงข้างโต๊ะหิน หมี่ลี่น้อยรีบเอาสมบัติอาคมสองชิ้นที่ตนรับหน้าที่ดูแลวางไว้บนโต๊ะ สอดมือเข้าไปในชายแขนเสื้อควักเมล็ดแตงหลายกำออกมาติดกันหลายรอบ วางกองไว้ตรงหน้าห่านขาวใหญ่ เหลือไว้นานแล้ว เหลือไว้นานแล้ว ในที่สุดก็มีพื้นที่ให้เอาออกมาใช้งานได้เสียที
ชุยตงซานแทะเมล็ดแตงพลางถามชวนคุยไปด้วย “หมี่ลี่น้อย มีใครรังแกเจ้าหรือไม่ ต่อให้เจ้าจะเป็นภูตน้ำใหญ่ของทะเลสาบคนใบ้ แต่หากได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจใหญ่เท่าเมล็ดแตงก็จะต้องบอกกับศิษย์พี่เล็กนะ ความสามารถอื่นใดของศิษย์พี่เล็กไม่มีหรอก มีเพียงเรื่องด่าคนที่ทำได้คล่องปาก ถนัดไปดักอยู่หน้าประตูบ้านคนอื่นยิ่งนัก”
โจวหมี่ลี่ยกสองแขนกอดอก ยกสองไหล่ขึ้นสูงแล้วสูงอีก นึกอยากจะให้สูงเลยหัวเล็กๆ ไปด้วยซ้ำ นางหลุดหัวเราะพรืด “ห่านขาวใหญ่เจ้าคงจากบ้านไปนานเกินไปแล้วสินะ ทุกวันนี้สมองก็เลยไม่ปราดเปรียว มีเพียงข้าเท่านั้นแหละที่จะไปรังแกคนอื่น!”
ดังนั้นถึงได้บอกว่าพวกเจ้าแต่ละคนอย่าได้ชอบออกจากบ้านเดินทางไกลกันนักสิ ออกไปอยู่ข้างนอกหากถูกคนอื่นรังแกขึ้นมา ข้าอยากจะดูแลพวกเจ้าก็ทำไม่ได้แล้ว
ชุยตงซานนั่งงอตัวแทะเมล็ดแตง ปากก็ไม่ได้อยู่เฉย เอ่ยว่า “หมี่ลี่น้อย วันหน้าคนบนภูเขาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่อให้ไม่ต้องเดินทางไกล กิจธุระบนภูเขาก็จะยังมีเพิ่มมากขึ้นทุกที ถึงเวลานั้นคงไม่มีเวลามานั่งคุยกับเจ้าแล้ว จะเสียใจหรือไม่ จะโกรธหรือไม่?”
โจวหมี่ลี่หัวเราะฮ่าๆ “ห่านขาวใหญ่พูดโง่ๆ อีกแล้ว ตอนที่เป็นภูตน้ำใหญ่อยู่ในทะเลสาบคนใบ้มาหลายต่อหลายปี ปีๆ หนึ่งล้วนไม่มีใครมาพูดคุยกับข้า ทำไมไม่เห็นข้าจะเสียใจเลยเล่า?”
ชุยตงซานทำท่ากระจ่างแจ้งในฉับพลัน เอ่ยอีกว่า “ทว่านั่นล้วนเป็นพวกนักเดินทางที่ไปมาอย่างรีบร้อน ไม่ถือว่าเป็นเพื่อนของเจ้านะ หากเพื่อนของเจ้าไม่สนใจเจ้า ความรู้สึกย่อมไม่เหมือนกัน”
โจวหมี่ลี่ขมวดคิ้วเล็กบางสีเหลืองอ่อนจางสองข้างเข้าหากันอย่างแรง ตั้งใจขบคิดอยู่นาน นับสหายรักในใจไปทีละคน สุดท้ายแม่นางน้อยก็ถามหยั่งเชิงว่า “หนึ่งปีจะคุยกับข้าสักคำได้หรือไม่?”
ชุยตงซานหยุดแทะเมล็ดแตง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ต้องได้แน่อยู่แล้ว”
โจวหมี่ลี่พูดเบาๆ “สองประโยคก็ไม่มากมายนะ”
ชุยตงซานยิ้มถาม “เมื่อไหร่จะพาข้าไปเที่ยวเล่นที่เมืองหงจู๋กับแม่น้ำอวี้เย่ล่ะ?”
โจวหมี่ลี่กะพริบตาปริบๆ “พวกเรารอให้เจ้าขุนเขาคนดีกลับมาก่อนค่อยว่ากันเถอะนะ”
ขอแค่ได้นั่งอยู่ในหีบไม้ไผ่ของเจ้าขุนเขาคนดี ความใจกล้าของแม่นางน้อยชุดดำก็จะใหญ่เท่าเมล็ดข้าวสองเมล็ด
ขอแค่รู้ว่าเจ้าขุนเขาคนดีอยู่ระหว่างทางกลับบ้านแล้ว นางก็กล้าลงจากเขาคนเดียวไปรอรับเขาที่เมืองหงจู๋
ชุยตงซานพยักหน้ารับ “ไม่มีปัญหา”
ข้าผู้อาวุโสโมโหจะแย่อยู่แล้ว ข้าผู้อาวุโสโมโหจะตายอยู่แล้ว อีกเดี๋ยวค่อยว่ากัน จะทำให้หมี่ลี่น้อยตกใจกลัวไม่ได้
ในเมื่อพ่อครัวเฒ่ากลับภูเขาลั่วพั่วมาแล้ว มีเขาคอยช่วยเรียบเรียงเส้นสายต่างๆ ชุยตงซานก็ค่อนข้างจะวางใจ สิ่งที่พอจะทำได้ อันที่จริงก็คือคอยตรวจสอบหาช่องโหว่และอุดรอยรั่วยามที่มีเวลาว่าง นอกจากทางฝั่งของสือโหรวที่สหายฉางมิ่งช่วยจัดการไปบ้างเล็กน้อยแล้ว เดรัจฉานน้อยสองตัวอย่างหงเซี่ยกับอวิ๋นจื่อก็ต้องโดนตีกระหนาบโดนเคาะเตือนสักหน่อย ส่วนเพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหูที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ก็ยิ่งต้องเป็นเช่นนี้ พ่อครัวเฒ่าปฏิบัติต่อสาวงามอย่างมีเมตตาอยู่เสมอ มองดูแล้วยังใจอ่อนดุจพระโพธิสัตว์เกินไปหน่อย อันที่จริงก็กำลังดีเลย ให้พ่อครัวเฒ่าเป็นคนดี ส่วนคนเลวก็ให้เขาชุยตงซานทำหน้าที่นี้เองแล้วกัน
ชุยตงซานเคยบอกกับอาจารย์อย่างตรงไปตรงมาแต่แรกแล้วว่า ภูเขาลูกหนึ่ง ต่อให้สุดท้ายแล้วจะทำเรื่องที่เหมือนกัน แต่ใจคนก็ยังต้องแบ่งออกไปหลายส่วน เพื่อที่จะได้สอนให้คนบางคนเห็นอย่างชัดเจน จดจำได้อย่างแม่นยำ ถึงจะสามารถจำการโดนซ้อมตี เห็นในความหวังดีได้อย่างแท้จริง
ซึ่งในนี้มีเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างจะสำคัญ นั่นก็คือเขาจะเสอให้สหายฉางมิ่งรับหน้าที่เป็นบรรพจารย์ผู้คุมกฎของภูเขาลั่วพั่วก่อนชั่วคราว
ในความเป็นจริงแล้วหากอิงตามระเบียบพิธีการของภูเขาตระกูลเซียนทั่วไป นี่ถือว่าการกระทำของชุยตงซานล่วงล้ำอำนาจ ไม่ใช่แค่ว่าใจกล้าเทียมฟ้าอะไรแล้ว แต่เป็นทำตัวท้าทายตลอดทั้งศาลบรรพจารย์ อย่าว่าแต่จะถูกคิดบัญชีถูกเล่นงานย้อนหลังเลย อาจถูกตัดขาสองข้าทิ้งแล้วโยนไปป้อนผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายที่ตรอกฉีหลงก็เป็นได้
ดังนั้นการเดินทางมาเยือนภูเขาลั่วพั่วครั้งนี้ไม่ใช่แค่ว่าชุยตงซานว่างงานก็เลยมาเที่ยวเล่นเท่านั้นจริงๆ
เฉินหน่วนซู่วิ่งเหยาะๆ มาตลอดทาง กุญแจหลายพวงที่แยกประเภทกันไว้ซึ่งห้อยอยู่ตรงเอวของนางกำลังพูดคุยกันเบาๆ
แม่นางน้อยชุดชมพูยอบตัวคารวะชุยตงซาน แล้วนั่งลงข้างโต๊ะหินอย่างสงบเสงี่ยม
เฉินหน่วนซู่ไม่คิดจะเข้าไปร่วมวงจัดการเรื่องใหญ่อะไรจริงๆ แต่นางกลับรู้เรื่องเล็กทั้งหมดบนภูเขาลั่วพั่วเป็นอย่างดี
ชุยตงซานเล่าถึงสถานการณ์การเดินลงน้ำของเฉินหลิงจวินในอุตรกุรุทวีปให้เฉินหน่วนซู่ฟัง บอกว่าก็ไม่ถือว่าเขาแอบอู้ แต่ได้ไปเจอกับเรื่องไม่คาดฝันที่ไม่เล็กอย่างหนึ่ง
เฉินหลิงจวินสนิทสนมกับเพื่อนใหม่คนหนึ่งอย่างมาก พอคุณธรรมน้ำมิตรขึ้นหัว ชายโครงสองข้างถูกมีดเสียบก็ยังไม่หวั่นเกรง (เปรียบเปรยว่าการเสียสละแบกรับภาระที่ใหญ่หลวงอย่างยิ่ง) ผลคือคู่พี่น้องที่ผ่านการตัดหัวไก่เผากระดาษเหลืองร่วมกันอย่างแท้จริงก็สมกับคำว่าพี่น้องมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านเสียจริง ต่างก็ถูกเรือนเทพสายฟ้าแห่งหนึ่งของภูเขาอิงเอ๋อร์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกสุดของลำน้ำใหญ่จับขังเอาไว้แล้ว
ถ้ำสวรรค์วังมังกรที่ตั้งอยู่ใจกลางลำน้ำทยอยส่งจดหมายมาถึงสองฉบับเพื่อช่วยขอความเมตตาแทนเฉินหลิงจวิน กระนั้นก็ยังไม่ทำให้เรือนเทพสายฟ้าแห่งนั้นปล่อยคนได้ นั่นเป็นเพราะว่าโมโหมากจริงๆ ความเสียหายของพรรคไม่มาก แต่กลับเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง มีใครที่ไหนกล้าขุดเขาตัวอักษรเกือบครึ่งหนึ่งไปจากกรอบป้ายอักษรทองหน้าประตูภูเขาเรือนเทพสายฟ้าบ้าง?!