ตอนที่ 1640
บทที่ 726.1 ป๋ายเหย่สมกับเป็นเทพเซียน ทว่าวิญญาณกระบี่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
October 21, 2026
การเงื้อกระบี่ฟันครั้งแล้วครั้งเล่าของขอบเขตสิบสี่ทำให้ฝูลู่อวี๋เสวียนได้เปิดโลกกว้างแล้วจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบี่ของป๋ายเหย่ที่ฟันไปยังปีศาจบนบัลลังก์ทั้งหกล้วนไม่เคยฟันพลาดแม้แต่ครั้งเดียว นี่ก็ยิ่งทำให้ฝูลู่อวี๋เสวียนเลื่อมใสอย่างถึงที่สุด
ปราณกระบี่ไพศาล ยิ่งใหญ่ตระการตา
เรื่องบางอย่างก็มีเพียงแค่ป๋ายเหย่เท่านั้นจริงๆ ที่ทำได้ อีกทั้งยังทำให้คนรู้สึกว่าเขามีกำลังพอเหลือแหล่ที่จะทำอีกด้วย
ฟันปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ทั้งหกราวกับผ่าแตงหั่นผัก ไม่ใช่ว่าพวกหย่างจื่อ ป๋ายอิ๋งไม่ใช่คนบนยอดเขาอย่างแท้จริง เพราะอย่างน้อยที่สุดอวี๋เสวียนก็ไม่กล้าบอกว่าตัวเองสามารถสังหารหรือเอาชนะสัตว์เดรัจฉานบนบัลลังก์ตัวใดได้อย่างมั่นคง
ดังนั้นเหตุผลจึงมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือป๋ายเหย่ยามพกกระบี่ไร้เหตุผลเกินไปจริงๆ
เพียงแต่พออวี๋เสวียนได้ยินว่าหลิวชาผู้นั้นกำลังเร่งรุดเดินทางมายังฝูเหยาทวีป เหตุการณ์นี้ไม่ต่างจากที่ตนคาดการณ์ไว้ก็ได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน
ไม่เพียงแต่มีปีศาจบนบัลลังก์คนที่เจ็ด คนผู้นั้นยังเป็นหลิวชาอย่างไม่ต้องสงสัยอีกด้วย
ปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ผู้หนึ่งที่สามารถเรียกตัวเองเป็นพี่เป็นน้องกับอาเหลียงได้ เหมาะจะนำมาทำเป็นท่าไม้ตายที่สุดจริงๆ
ผู้ฝึกตนใหญ่ทุกคนของใต้หล้าไพศาลที่อยู่บนยอดเขา ขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะได้เดินขึ้นฟ้า รายงานขุนเขาสายน้ำที่พวกเขาได้รับมาไว้ในมือ ส่วนใหญ่แล้วทุกฉบับมักจะมีน้ำหนักมากอย่างถึงที่สุด แตกต่างจากรายงานที่พวกเซียนซือสำนักอักษรจงทั่วไปเอามาใช้ฆ่าเวลาว่างอย่างสิ้นเชิง
เพียงไม่นานอวี๋เสวียนก็เก็บความคิดวุ่นวายกลับมา ใช้เสียงในใจเอ่ยกับป๋ายเหย่ว่า “ปราณวิญญาณของที่แห่งนี้ค่อนข้างจะแปลกประหลาด แต่ในเมื่อข้ามาแล้วเจ้าก็สามารถวางใจดูดดึงเอาปราณวิญญาณของฟ้าดินในรัศมีร้อยลี้มาได้เลย ห่างไปไกลยิ่งกว่านั้นอย่าไปแตะต้องเด็ดขาด หากแตะโดนแม้แต่น้อย ภัยแฝงที่ตามมาจะมีมากมายไร้ที่สิ้นสุด”
ตอนที่อวี๋เสวียนมาถึงได้ใช้วิถีแห่งยันต์ซึ่งเป็นความสามารถที่ตัวเองถนัดมาฝืนคลายตราผนึกฟ้าดินสามชั้นออก กว่าจะมาถึงสนามรบของป๋ายเหย่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ไม่เสียแรงที่เป็นคนของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ไม่เพียงแต่ฝ่าประตูผ่านเข้ามาติดๆ อวี๋เสวียนยังใช้ยันต์ล้ำค่าจำนวนมากนับไม่ถ้วนมาร่ายวิชาอภินิหาร ‘ยันกลางเขา’ (มาจากคำว่า 支山腰หมายถึงการเอากิ่งไม้ ท่อนไม้ไปค้ำยันไว้ระหว่างร่องหินภูเขาหรือใต้ก้อนหิน เป็นวิธีการขอพรอย่างหนึ่ง) อีกด้วย
จากภาคกลางทางตอนเหนือของเกราะทองทวีปลงมาทางทิศใต้ตลอดทาง จากนั้นก็ข้ามมหาสมุทรมาถึงม่านฟ้าของฝูเหยาทวีป ไม่ได้ทำให้อวี๋เสวียนเสียเวลาไปสักเท่าไร กลับกลายเป็นเรื่องการเปิดประตูที่เสียเวลาของอวี๋เสวียนไปถึงสามเค่อเต็มๆ นี่แสดงให้เห็นถึงความยืนหยัดหนักแน่นที่คิดจะล้อมสังหารป๋ายเหย่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
ต้องรู้ว่าวิชาเปิดภูเขาบนโลก ฝูลู่อวี๋เสวียนเรียกตัวเองว่าที่สองก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่หนึ่ง
ลัทธิเต๋าที่อยู่ในใต้หล้าไพศาลแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ๆ ได้แก่สายยันต์และสายกระถางโอสถ
และสายใหญ่ของลัทธิเต๋าอย่างสายยันต์นี้ เมื่อบวกกับสำนักลัทธิเต๋าอีกแห่งหนึ่งที่นอกเหนือจากป๋ายอวี้จิงของใต้หล้ามืดสลัว รวมกันแล้วก็มีคำเรียกว่าซานซานฝ่าทาน (สถานประกอบพิธีกรรมสามขุนเขา) สายยันต์ของอวี๋เสวียนยึดครองหนึ่งในนั้น
อวี๋เสวียนสามารถแย่งเอาคำว่า ‘ฝูลู่’ (ยันต์) มาจากมือของเทียนซือใหญ่ภูเขามังกรพยัคฆ์ได้ วีรกรรมยิ่งใหญ่ระดับนี้แทบจะไม่เป็นรองการที่อุตรกุรุทวีปแย่งชิงเอาคำว่า ‘อุตร’ มาจากมือธวัลทวีปเลย
เล่าลือกันว่าไม่มีวัตถุฟางชุ่นหรือวัตถุจื่อชื่อชิ้นใดที่อวี๋เสวียนเปิดไม่ได้ ไม่มีค่ายกลใหญ่ปกป้องภูเขา ฟ้าดินของอริยะ หรือแม้กระทั่งคำกล่าวที่ว่า ‘คนอื่นมีจักรวาลในชายแขนเสื้อ ข้ามีสถานที่ฝึกตนของข้า’ แห่งใดที่อวี๋เสวียนฝ่าไปไม่ได้ เขามักจะชอบแอบไปงีบหลับอยู่ในชายแขนเสื้อของสหายเก่าขอบเขตบินทะยานทั้งหลาย อย่างเช่นฮว่อหลงเจินเหริน รวมไปถึงซุนไหวจงแห่งอารามเสวียนตูที่ในอดีตเคยท่องเที่ยวใต้หล้าไพศาลไปด้วยกัน ทุกครั้งที่ใครต้องข้ามทวีปก็มักจะเอ่ยประโยคหนึ่งว่าพาไปส่งหน่อย ปีนั้นฮว่อหลงเจินเหรินไปดักอยู่หน้าประตูใหญ่ของหลุมน้ำลู่ เพราะทำอะไรคฤหาสน์หลบร้อนของเทพวารียุคโบราณที่สตรีอ้วนท้วนผู้นั้นหล่อหลอมไม่ได้จริงๆ จึงใช้ยันต์กระบี่ส่งข่าวมาให้อวี๋เสวียน ต้องการให้ตาเฒ่ารีบมาช่วยเปิดประตูให้ หลังจบเรื่องสามารถปรึกษาเรื่องแบ่งของโจรกันได้ ตอนนั้นอวี๋เสวียนใช้ยันต์มังกรยาวเมฆาน้ำส่งข่าวกลับมายังหลุมน้ำลู่ บนจดหมายลับบอกว่าตนกำลังปิดด่านเป็นตาย ทุกวันชีวิตล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไหนเลยจะปลีกตัวมาได้
ตอนที่ยันต์มังกรตัวนั้นอยู่หน้าประตูใหญ่ของหลุมน้ำลู่ก็ได้เผาผลาญปราณวิญญาณหมดสิ้นพอดี จึงเผยให้เห็นร่างจริงคือไม้เท้าเดินป่าสีเขียวที่วาดเต็มไปด้วยอักขระยันต์อันหนึ่ง หลังจากที่ฮว่อหลงเจินเหรินถือไม้เท้าเดินป่าสีเขียวออกมาจากหลุมน้ำลู่แล้ว ลองนับนิ้วคำนวณดูก็ให้รู้สึกว่าผิดปกติ เวลาไม่ถูกต้อง แล้วนับประสาอะไรกับที่การปิดด่านเป็นตายของขอบเขตบินทะยานขั้นสูงสุดมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง ไหนเลยจะมีเวลามารับจดหมายตอบจดหมายกลับ ฮว่อหลงเจินเหรินจึงเปลี่ยนความคิด ไม่ได้ตรงกลับไปที่อุตรกุรุทวีป รอให้ฮว่อหลงเจินเหรินกลับไปถึงทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางแล้วถึงได้รู้ว่าตาเฒ่ากำลังเข้าร่วมงานเลี้ยงของภูเขาชิงเสินที่ถ้ำสวรรค์จู๋ไห่
ครั้งนี้อวี๋เสวียนบุกเดี่ยวมายังฝูเหยาทวีป ไม่เพียงแต่ใช้ยันต์ดันเปิดตราผนึกฟ้าดินสามชั้น ยังสร้างประตูใหญ่ขึ้นมาอีกสามชั้นชั่วคราวด้วย แน่นอนว่าอวี๋เสวียนต้องการการรับรองก่อนว่าตัวเองจะไปมาได้อย่างอิสระ แล้วค่อยหาโอกาสดูว่าจะพาป๋ายเหย่ไปด้วยกันได้หรือไม่
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะมาถึงสนามรบ ยันต์ทุกแผ่นก็แตกสลายพร้อมกัน ประตูใหญ่สามบานพังครืนลงมาทันที อวี๋เสวียนโอดครวญไม่หยุด แย่แล้วๆ กลับไม่ได้แล้ว
ป๋ายเหย่ยิ้มเอ่ย “ไม่เหมือนนิสัยที่ผ่านๆ มาของฝูลู่อวี๋เสวียนเลยนะ น้ำใจรับไว้แล้ว เรื่องของปราณวิญญาณไม่ใช่ปัญหา”
ฝูลู่อวี๋เสวียนแห่งทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางขึ้นชื่อเรื่องไม่ยินดีต่อสู้กับคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตายมากที่สุด ขอแค่ลงมือล้วนเป็นแค่การประลองมรรคกถาเท่านั้น เพราะอวี๋เสวียนจะต้องมั่นใจก่อนว่าตัวเองต้องอยู่ในสถานะที่ไม่พ่ายแพ้ จากนั้นก็หนีไม่พ้นยืมหินของภูเขาลูกอื่นมากลึงเป็นหยก ศึกษาความรู้ด้านวิถียันต์จากผู้อื่นก็เท่านั้น หากเจอกับคนที่มรรคกถาสูงต่ำพอๆ กัน อวี๋เสวียนแทบไม่เคยใช้วิชาการโจมตีที่เผด็จการมากเกินไป ไม่แบ่งแยกเป็นตายก็จะไม่ทำลายความปรองดอง มรรคกถาไม่ได้เรื่อง ตายไปแล้ว จะยังมาทำลายความปรองดองกับอวี๋เสวียนอีกได้อย่างไร
อวี๋เสวียนเองก็ไม่รู้ถึงความลี้ลับในการผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่ของป๋ายเหย่เช่นกัน
จึงได้แต่พยักหน้ารับ
ผู้เฒ่าร่างเล็กเตี้ยที่ช่วงชิงวิถียันต์ไปครอบครองคนเดียวในใต้หล้าผู้นี้ เวลานี้ตำแหน่งที่เขาลอยตัวอยู่อยู่ห่างจากป๋ายเหย่หนึ่งร้อยลี้พอดี ผู้เฒ่ายกสองมือขึ้นทำมุทรา บริเวณใกล้เคียงกับสองมือเหมือนมีตะวันจันทราดาราที่หมุนเวียนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เปลวแสงลากยาว ก่อเกิดเป็นภาพปรากฎการณ์ธรรมชาติ
หากอยู่ใกล้ป๋ายเหย่มากเกินไป อาจถ่วงรั้งการออกกระบี่ของป๋ายเหย่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ป๋ายเหย่คนเดียวรับมือกับศัตรูหกคน ใช้หนึ่งกระบี่ท้าทายหกบัลลังก์ การเข่นฆ่าบนยอดเขาเช่นนี้ ความต่างเพียงเสี้ยวก็คือต่างราวฟ้ากับเหว อวี๋เสวียนอุตส่าห์เดินทางข้ามทวีปมาถึงที่นี่ จะมาทำให้ป๋ายเหย่เดือดร้อนต้องคอยแบ่งสมาธิก็คงจะไม่ดี
แต่หากอยู่ห่างเกินไป อวี๋เสวียนก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเทพเซียนผู้เฒ่าที่มีวิชาอภินิหารเลิศล้ำค้ำฟ้าอะไรที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้
ใต้ฝ่าเท้าของผู้เฒ่าผมขาวชุดม่วงมีภาพไท่จี๋ปากว้าสองสีขาวดำลอยขึ้นมา เรือนกายของผู้เฒ่าหยุดนิ่ง ทว่าภาพไท่จี๋ใต้ฝ่าเท้ากลับหมุนช้าๆ บางครั้งมีแสงไฟเปล่งวูบขึ้นมาบ้างเล็กน้อยพร้อมเสียงลั่นเปรี๊ยะๆ ก่อนจะกลายเป็นกลุ่มควันสีเขียวที่ยากจะสังเกตเห็น เห็นได้ชัดว่านี่ก็คือวิชาลับของมหาสมุทรความรู้โจวมี่ที่กลอุบายลึกล้ำผู้นั้น เขาแอบมาเล่นตุกติกกับปราณวิญญาณของขุนเขาสายน้ำในที่แห่งนี้ แต่ดันมาเจอกับภาพปากว้าของฝูลู่อวี๋เสวียนเข้าพอดี ถึงได้ถูกจับพิรุธได้
หยินหยางในฟ้าดิน สรรพสิ่งนับแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นตายเกิดดับ ล้วนปรากฎขึ้นมาบนภาพไท่จี๋หมดสิ้น
แน่นอนว่ามหามรรคาต้องไร้จุดด่างพร้อยยิ่งกว่าปราณวิญญาณฟ้าดินเหล่านั้น
เมื่อภาพนี้ปรากฏออกมา ก็ไม่ใช่ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ อะไรของอวี๋เสวียนแล้ว แต่เป็นความสามารถก้นกรุยิ่งกว่าวิชาอภินิหาร ‘ยันกลางเขา’ ของเขาเสียอีก
ทั้งไม่ถ่วงเวลาป๋ายเหย่ที่ถือกระบี่ไท่ป๋ายฟันสังหารปีศาจ แล้วก็สามารถทำให้ป๋ายเหย่พอจะถอยออกมาได้สักสองสามก้าวแล้วก็สามารถดึงเอาปราณวิญญาณฟ้าดินมาได้อย่างสบายใจ
ยามที่ป๋ายเหย่ออกกระบี่ก็ยังมีใจมาเอ่ยกับอวี๋เสวียนว่า “จากไปตอนนี้ยังทันนะ”
ป๋ายเหย่มือหนึ่งถือกระบี่ไท่ป๋าย อีกมือหนึ่งถือฝักกระบี่ไว้ข้างหลัง
อวี๋เสวียนชำเลืองตามองฝักกระบี่แล้วเงยหน้ามองม่านฟ้าอีกที ก่อนจะส่ายหน้าเอ่ยว่า “ช่างเถิดๆ ไหนๆ ก็มาแล้ว ข้าจะลงมือไปตามสถานการณ์ก็แล้วกัน ถ้าไม่สะบัดไม้สะบัดมือเสียบ้างเลยคงอัดอั้นมากจริงๆ เจ้าไม่ต้องแบ่งสมาธิมาสนใจข้า ความสามารถในการปกป้องตัวเองของฝูลู่อวี๋เสวียนนับว่ายังพอใช้ได้”