ตอนที่ 1841
บทที่ 781.4 ผู้ที่อยู่ในกฎในเกณฑ์คือบุคคลผู้ยอดเยี่ยมแห่งแคว้น
October 21, 2026
หลังจากพูดจบอู๋ซวงเจี้ยงก็ส่ายหน้า วางถ้วยชาลงด้วยท่าทางระอาใจอย่างเห็นได้ชัด หยิบพู่กันด้ามหนึ่งออกมา พร้อมกระดาษยันต์หนึ่งแผ่น และยันต์แผ่นนั้นแม่งก็คือยันต์ ‘เขียว’ อีกแผ่นหนึ่ง…
ทำเอาเฉินผิงอันมองตาถลน เจ้าตัวดี ไม่เสียแรงที่เป็นผู้อาวุโสที่พูดคุยกับนักพรตซุนถูกคอ!
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืนด้วยความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันเอามือป้องหู ใช้ฝ่ามือตบกดยันต์เขียวแผ่นนั้นเอาไว้ก่อน จากนั้นค่อยหยิบยันต์กระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่งออกมาโยนให้ชุยตงซานอย่างว่องไว ชุยตงซานรับยันต์ล้ำค่าที่อาจารย์มอบให้มาไว้แล้วลุกขึ้นยืนค้อมเอวก้มหัวต่ำ ยื่นมือสองข้างออกไปรับพู่กันตระกูลเซียนที่มีชื่อว่า ‘ก่อเกิดบุปผา’ จากมือเทพเซียนผู้เฒ่าอู๋มาอย่างนอบน้อม
ชุยตงซานวาดภาพของสามภูเขาลงไปในกระดาษยันต์สีเหลือง จากนั้นออกแรงสะบัดพู่กัน ‘ก่อเกิดบุปผา’ ที่อยู่ในมืออย่างแรง ราวกับมันคือพู่กันล่างภูเขาที่จุ่มหมึกมาไม่มากพอ พู่กันจึงแห้งขอด
เจียงซ่างเจินบ่นน้องชุยไปหนึ่งคำ ก่อนจะวิ่งตุปัดตุเป๋มามอบพู่กันด้ามหนึ่งที่ตัวเองเก็บรักษามาเป็นอย่างดีให้กับเทพเซียนผู้เฒ่าอู๋
ทันใดนั้นคนทั้งสามก็อึ้งตะลึงไปแทบจะพร้อมกัน ชุยตงซานชำเลืองตามองพู่กันในมือ เงยหน้ามองอาจารย์แวบหนึ่ง เฉินผิงอันมองชุยตงซานแล้วก้มหน้าลงมองกระดาษสีเขียวในมือของตัวเอง
ส่วนอู๋ซวงเจี้ยงหยิบเอายันต์สามภูเขาที่วาดลงบนกระดาษยันต์สีเหลืองแผ่นนั้นมา ถือพู่กันที่เจียงซ่างเจินส่งมอบให้ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อาจารย์ชุยและเจ้าสำนักเจียงไม่ต้องการให้ข้าช่วยวาดยันต์ให้แล้วหรือ?”
อู๋ซวงเจี้ยงยกมือขึ้นกระดิกนิ้ว “สองแผ่น”
เจียงซ่างเจินและชุยตงซานต่างก็ยื่นส่งกระดาษยันต์สีเขียวที่ยังถือไว้ไม่ทันร้อนของตัวเองออกไปให้เขาคนละแผ่นทันที อู๋ซวงเจี้ยงเก็บพู่กันไว้ในชายแขนเสื้อ แล้วกวักมืออีกครั้ง
ชุยตงซานจึงได้แต่มอบ ‘ก่อเกิดบุปผา’ ด้ามนั้นออกไปแต่โดยดี คิดไม่ถึงว่าอู๋ซวงเจี้ยงรับพู่กันไปแล้วจะเก็บยันต์เขียวสองแผ่นที่วางไว้บนโต๊ะไปไว้ในแขนเสื้อพร้อมกันด้วย ครั้นจึงกวักมือมาทางเฉินผิงอัน
เห็นได้ชัดว่ายันต์แผ่นที่ถูกเฉินผิงอันเก็บใส่ไว้ในกระเป๋าเพื่อความสบายใจแผ่นนั้นก็ต้องคืนให้อู๋ซวงเจี้ยงเช่นเดียวกัน
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างจนใจ “ผู้อาวุโส แบบนี้เกินไปหน่อยหรือไม่?”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว “ใครขอบเขตสูงคนนั้นพูดอะไรก็ต้องว่าตามนั้น ก่อนหน้านี้ใครเป็นคนพูดล่ะ?”
เจียงซ่างเจินตามองจมูก จมูกมองใจ
คนทั้งกลุ่มขโมยไก่ไม่สำเร็จแล้วยังต้องเสียข้าวเปลือกไปอีกหนึ่งกำมือ ยังเสียยันต์เขียวไปอีกหนึ่งแผ่น หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือเหมือนจะเป็นสองแผ่น
ชุยตงซานแข็งใจเอ่ยว่า “อาจารย์ ยันต์แผ่นนั้นท่านเก็บไว้เถอะ ข้ากับโจวอันดับหนึ่งยังมีอีกแผ่นหนึ่ง”
เจียงซ่างเจินตบหน้าผากตัวเอง ผลคือถูกชุยตงซานถองเข้าให้
อู๋ซวงเจี้ยงหัวเราะ โบกมือหยิบเอายันต์เขียวสองแผ่นออกมาอีกครั้ง ในมือถือพู่กัน ‘ก่อเกิดบุปผา’ รวบรวมสมาธิเล็กน้อย ครั้นจึงวาดยันต์สามภูเขาสองแผ่นเสร็จในรวดเดียว ยื่นส่งให้เจียงซ่างเจินและชุยตงซาน สุดท้ายยังคืนพู่กัน ‘ก่อเกิดบุปผา’ ด้ามนั้นให้เด็กหนุ่มชุดขาว เอ่ยว่า “ขออวยพรล่วงหน้าให้อาจารย์ชุยจรดพู่กันบุปผากำเนิด เขียนบทกวีอมตะออกมาได้หลายๆ บท”
ควรจะค้าขายกับคนอื่นอย่างไรคือเรื่องหนึ่ง อารมณ์ดีมอบของขวัญให้คนอื่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เฉินผิงอันทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง ได้เรียนรู้แล้ว ได้เรียนรู้แล้ว
ชุยตงซานและเจียงซ่างเจินต่างก็คีบยันต์ไว้คนละแผ่น เตรียมจะไปจากเรือราตรี อาศัยสิ่งนี้หวนกลับไปยังแผ่นดินของแจกันสมบัติทวีป
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน เดินมาหยุดอยู่ข้างกายพวกเขา มือหนึ่งกดศีรษะของชุยตงซาน จากนั้นก็พลันกอดเจียงซ่างเจิน ใช้หมัดทุบหลังเจียงซ่างเจินเบาๆ
กับชุยตงซาน กับเจียงซ่างเจิน เฉินผิงอันไม่มีอะไรให้ต้องพูดมาก
เจียงซ่างเจินมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างหาได้ยาก ลังเลอยู่เล็กน้อยค่อยกอดตอบเฉินผิงอัน
ชีวิตนี้ดูเหมือนจะยังไม่เคยกอดบุรุษมาก่อนเลยนะ
ต่อให้เป็นเจียงเหิงทายาทสายตรง ปีนั้นที่อยู่ในห่อผ้าอ้อมก็เหมือนจะยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ เขาที่เป็นบิดาไม่เคยกอดอีกฝ่ายเลยจริงๆ
เฉินผิงอันถอยหลังไปสองก้าว ยิ้มกล่าว “เดินทางปลอดภัยทั้งคู่”
เจียงซ่างเจินทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
เฉินผิงอันสงสัยเล็กน้อย
เจียงซ่างเจินจึงกดเสียงต่ำเอ่ยว่า “ได้ยินมาว่าที่นี่มีนครหลิงซีอยู่ สตรีที่เป็นเจ้านครของที่นั่น ข้าเลื่อมใสชื่นชมมานาน หากเป็นไปได้ล่ะก็ รบกวนเจ้าขุนเขาไปพูดคุยกับนางแทนข้าสักคำ พูดว่าอะไรก็ได้ เจ้าขุนเขาเป็นคนพูดจาถูกต้องเหมาะสมที่สุดแล้ว”
เฉินผิงอันได้ยินแล้วก็รู้สึกหัวโตขึ้นมาทันใด ถูกต้องเหมาะสมกับนายท่านใหญ่เจียงเจ้าน่ะสิ เขาจึงหันหน้าไปมองหนิงเหยาด้วยสีหน้าที่ดูลำบากใจเล็กน้อย
หนิงเหยาเอ่ย “ตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง เรื่องแบบนี้ก็ยังต้องใจฝ่อด้วยหรือ? บนเส้นทางยุทธภพซ่อนเงินสามร้อยตำลึง (มาจากประโยคที่แห่งนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง เปรียบเปรยถึงคนที่ร้อนตัว ยิ่งต้องการปกปิดกลับยิ่งเป็นการเปิดเผย) ไว้กี่ที่กันล่ะ?”
เฉินผิงอันถอนสายตากลับมา ยิ้มบางๆ ให้กับเจียงซ่างเจินแสดงให้เห็นว่ารู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายจากใจจริง
เจียงซ่างเจินถามหยั่งเชิง “ถ้าอย่างนั้นก็…ไม่ต้องคุยแทนแล้ว?”
อู๋ซวงเจี้ยงนั่งดื่มชาชมเรื่องสนุกอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงนั้น รู้สึกว่าเจ้าสำนักเจียงผู้นี้เป็นคนมหัศจรรย์เสียจริง ถูกชะตาด้วยยิ่งนัก
ชุยตงซานรีบช่วยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันใด “อาจารย์ หากท่านว่างก็ไปที่นครเซิงเซ่อสักรอบ หากได้เจออาจารย์ผู้เฒ่าที่ถือโคมเดินขึ้นบันไดเขียนอักษรบนหน้าประตู (ป่างซู คือคำเรียกตัวอักษรโบราณ ใช้เรียกตัวอักษรที่ประดิษฐ์อยู่หน้าประตูพระราชวัง ภายหลังหมายถึงตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เห็นได้เด่นชัด) ด้วยขาสองข้างที่สั่นระริก สุดท้ายตกใจกลัวจนผมขาวภายในชั่วค่ำคืน ท่านจะต้องช่วยศิษย์บอกกับเขาสักคำว่า ตัวอักษรของเขาเขียนได้ไม่เลวเลยจริงๆ ไม่ควรถูกลูกหลานรุ่นหลังสั่งห้ามไม่ให้เขียนอักษรบนหน้าประตูอีก”
เฉินผิงอันรู้ว่าชุยตงซานหมายถึงใครจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล
เจียงซ่างเจินคีบยันต์ขึ้นมา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “รบกวนเจ้าขุนเขาให้นำความไปบอกต่อแล้ว ไปล่ะๆ”
ชุยตงซานหยิบเอาไม้เท้าเดินป่าสีเขียว ‘สิงชี่หมิง’ ชิ้นนั้นออกมา ค้ำไว้บนพื้นเบาๆ หัวเราะเสียงดังเอ่ยว่า “อาจารย์รักษาตัวด้วย ศิษย์ก็ต้องไปแล้วเช่นกัน”
เด็กหนุ่มชุดขาว บัณฑิตชุดเขียว เรือนกายของคนทั้งสองเปล่งวูบแล้วหายไป
อู๋ซวงเจี้ยงหันไปมองนอกหน้าต่าง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว”
อู๋ซวงเจี้ยงหันหน้ากลับมา ลุกขึ้นยืน “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ถ่วงเวลาการพูดคุยของพวกเจ้าสองคนแล้ว? ข้ายังต้องไปเฝ้าโต๊ะคิดเงิน”
เฉินผิงอันถาม “ผู้อาวุโสจะออกจากเรือราตรีกลับคืนไปยังตำหนักสุ้ยฉูตอนไหน?”
อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มกล่าว “ดูอารมณ์แล้วกัน ต่อให้ออกไปจากเรือราตรีก็อาจจะไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างก่อนรอบหนึ่ง”
หลังจากอู๋ซวงเจี้ยงจากไป เฉินผิงอันกับหนิงเหยาก็ไปที่ห้องของเผยเฉียน หมี่ลี่น้อยยังนอนหลับฝันหวาน หลังจากที่อาจารย์พ่อและอาจารย์แม่นั่งลงแล้ว เผยเฉียนก็จับศีรษะของหมี่ลี่น้อยโยกเบาๆ ปลุกนางไม่ตื่นจึงยื่นมือไปปิดจมูกและปากของแม่นางน้อย หมี่ลี่น้อยขมวดคิ้วมุ่นเบาๆ ผลักมือของเผยเฉียนออกอย่างสะลึมสะลือ ดูท่าน่าจะยังหลับต่อไปได้อีกพักหนึ่ง เผยเฉียนจึงได้แต่เอ่ยว่า “หมี่ลี่น้อย ได้เวลาลาดตระเวนภูเขาแล้ว!”
หมี่ลี่น้อยกระโดดผลุงขึ้นทันที ขยี้ตาอย่างแรง โหวกเหวกเสียงดังว่า “ได้เลย ได้เลย!”
จากนั้นก็มองเห็นเจ้าขุนเขาคนดี ฮูหยินเจ้าขุนเขา และยังมีเผยเฉียนที่ยิ้มชั่วร้าย แม่นางน้อยยกสองมือป้องข้างปาก หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง เผยเฉียนไม่ได้หลอกกันจริงด้วย พอตื่นขึ้นมาก็จะได้เห็นทุกคนแล้ว
หนิงเหยาเอ่ยกับเฉินผิงอันที่มีสีหน้าเหนื่อยล้า “เจ้าหลับสักพักก่อน ข้าจะคุยเล่นกับเผยเฉียนและหมี่ลี่น้อย”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับแล้วฟุบตัวนอนคว่ำกับโต๊ะหลับสนิทไปทันใด