ตอนที่ 1903
บทที่ 797.2 ไม่ไพศาล
October 21, 2026
ผู้ฝึกลมปราณสามคนพลิ้วกายลงบนพื้น ผู้ฝึกตนเฒ่าคนหนึ่งในนั้นกำลังจะเปิดปากพูด
เพียงแต่ได้ยินเซียนกระบี่ชุดเขียวที่ลงมือเล่นงานคนบนเกาะยวนยางอย่างผยองโอหัง มองเมินพวกเขาสามคนไปอย่างสิ้นเชิงยิ้มเอ่ยกับเจี่ยงหลงเซียงว่า “เลิกโวยวายได้แล้ว มีหลายคนมองมายังที่แห่งนี้ ง่ายที่จะเดินตามหลังหลี่ชิงจู๋ เดินทางมาเยือนศาลบุ๋นรอบหนึ่ง แค่ต้องเร่งเดินทางก็ลำบากมากพอแล้ว ถึงท้ายที่สุดไม่อาจช่วงชิงความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขาอะไรมาได้ กลับกลายเป็นว่าได้ฉายาที่โด่งดังมาแทน เบื้องหน้ามีหลี่กระดอนน้ำ เบื้องหลังมีเจี่ยงเทพทวารบาล ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าเท้านี้ของข้า แรงไม่หนักไม่เบากำลังดี แต่กลับดันเตะให้ฟันหน้าเจ้าหลุดมาสองซี่ได้เลยหรือ?”
ในบรรดาคนทั้งสามมีคนขมวดคิ้ว “เซียนกระบี่ท่านนี้ หากมีบุญคุณความแค้นบนภูเขา จะผิดหรือถูก ดำหรือขาว อยู่ในสถานที่สำคัญอย่างศาลบุ๋นนี้ก็แค่พูดกันให้ชัดเจน อย่าบีบคั้นกดดันคนอื่นเช่นนี้ได้หรือไม่? เป็นเซียนกระบี่บนภูเขาคนหนึ่ง รังแกผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตกลางจะนับเป็นอะไรได้?”
แล้วก็มีผู้ฝึกยุทธเต็มตัวขอบเขตเดินทางไกลอีกคนหนึ่งที่พลิ้วกายลงพื้นเสียงดังตูม มายืนอยู่ระหว่างเซียนกระบี่ชุดเขียวกับเจี่ยงหลงเซียง
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ปรมาจารย์ถงจิ่งแห่งราชวงศ์เส้าหยวน?”
ขอบเขตเดินทางไกลขั้นสูงสุด
สำนักฉงหลินแห่งอุตรกุรุทวีป ราชวงศ์เส้าหยวนแห่งแผ่นดินกลาง สกุลหลิวแห่งธวัลทวีป
ตอนที่เฉินผิงอันอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนล้วนสนใจพวกเขาอย่างมาก สนใจว่าสกุลหลิวหาเงินอย่างไร มีศาสตร์การต่อเงินต่อทรัพย์สินอย่างไร ถึงได้สามารถยกจวนหยวนโหรวแห่งหนึ่งในภูเขาห้อยหัวให้กับกำแพงเมืองปราณกระบี่ได้โดยที่ไม่แม้แต่จะกะพริบตาสักครั้ง ส่วนอีกสองสถานที่กลับไม่ถือว่ามีความประทับใจที่ดีใดๆ แล้ว สำหรับเจี่ยงหลงเซียง อันที่จริงเฉินผิงอันรู้เรื่องของเขาไม่น้อย ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเขาเลยจริงๆ บางเรื่องก็มาจากการคุยเล่นกับหลินจวินปี้ บางเรื่องก็มาจากรายงานขุนเขาสายน้ำที่กระจัดกระจายไม่สะดุดตา หนึ่งในนั้นก็มีบอกว่าสหายรักในยุทธภพของเจี่ยงหลงเซียงคือถงจิ่ง
บุรุษที่มีนามว่าถงจิ่งยิ้มเอ่ย “ทำไม เซียนกระบี่เคยได้ยินชื่อของข้ามาก่อน ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะถามกระบี่หรือให้ข้าถามหมัดเล่า?”
ถึงอย่างไรอยู่ที่นี่ก็ไม่มีทางมีคนตายได้
ออกหมัดไม่กี่ที โดนกระบี่แทงไม่กี่ที ช่วยเหลือผู้นำในวงการการประพันธ์อย่างเจี่ยงหลงเซียงเอาไว้ได้ การค้าครั้งนี้ไม่ขาดทุนเลยจริงๆ
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เจ้าถามหมัดก็แล้วกัน กลัวก็แต่ว่าเจ้าจะถามแล้วไม่ได้คำตอบ”
ปณิธานหมัดที่ท่วมท้นทั่วร่างของถงจิ่งพลันเอ่อล้นออกมา พลังอำนาจไต่ทะยานขึ้นสูง แยกขายกมือตั้งท่าหมัด ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย หรือว่าจะต้องรอให้เซียนกระบี่ชุดเขียวถามกระบี่ก่อนเล่า? อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ตอนที่ชมเรื่องสนุกอยู่บนภูเขาอ๋าวโถว เซียนกระบี่ชุดเขียวผู้นี้ก็ดูคล้ายว่าจะมีเส้นทางการฝึกตนที่ซับซ้อนยิ่ง เชี่ยวชาญวิชาหมัดอยู่เหมือนกัน?
ผลคือถงจิ่งปล่อยหมัดหนึ่งออกไป เขาขยับประชิดตัวได้แล้วจริงๆ แต่จากนั้นร่างก็หยุดนิ่ง ให้ตายอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยหมัดที่สองออกไปได้
ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันในระยะประชิด คนชุดเขียวเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มร่ายืนอยู่ที่เดิม ถงจิ่งเองก็ค้างอยู่ในท่าตั้งหมัด หมัดห่างจากอีกฝ่าย อย่างน้อยที่สุดก็อีกตั้งหนึ่งฉื่อเชียวนะ
ถงจิ่งไม่ขยับเหมือนขุนเขา สีหน้าไม่สะทกสะท้าน เพียงแต่ว่าแขนขาดไปแล้ว
ช่างเป็นพายุหมัดที่เผด็จการยิ่งนัก ราวกับมีเทพปกป้องอย่างไรอย่างนั้น
เป็นขอบเขตยอดเขาคนหนึ่งจริงๆ ด้วยหรือนี่?!
ผายลมน่ะสิ ต้องไม่ใช่แค่ขอบเขตยอดเขาแน่นอน กลับไปถึงภูเขาอ๋าวโถวจะต้องถกกับสหายดีๆ สักรอบแล้ว ผู้อาวุโสเบื้องหน้าท่านนี้ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางแน่ๆ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยเตือน “ถามหมัดสิ้นสุด กุมหมัดคารวะกลับคืน”
ถงจิ่งรู้สึกว่าผู้อาวุโสท่านนี้ช่างเข้าอกเข้าใจคนอื่นดีจริงๆ การกระทำแบบนี้ใช้ได้เลย
เพียงแค่ว่าผู้อาวุโสไม่ได้รวมเสียงให้กลายเป็นเส้น จึงเหมือนเป็นความบกพร่องท่ามกลางความสมบูรณ์แบบอยู่บ้าง
เก็บหมัดของยอดเขาสูงสุดจากการเรียนวรยุทธมาทั้งชีวิตที่ออกแรงเต็มกำลังนั้นมา แขนทั้งแขนอ่อนเหลว เพียงแต่ว่าสามารถใช้มืออีกข้างกุมไว้แน่นได้พอดี ถงจิ่งกุมสองมือเป็นหมัด เอ่ยเสียงทุ้มหนัก “ออมมือให้แล้ว ฝีมือสู้คนอื่นไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นผู้เยาว์ก็ไม่พูดมากเกินความจำเป็นแล้ว!”
เซียนกระบี่ท่านนั้นยิ้มตาหยี เบี่ยงศีรษะเล็กน้อย บอกเป็นนัยแก่ผู้ฝึกยุทธคนนี้ว่าสามารถจากไปได้แล้ว
ถงจิ่งก้าวยาวๆ จากไป
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองผู้ฝึกลมปราณสามคน “ถงจิ่งใช้เหตุผลจบแล้ว พวกเจ้าจะว่าอย่างไร? ถึงอย่างไรหลักการเหตุผลของวันนี้ก็อยู่ที่หมัดอยู่ที่กระบี่ อยู่ที่เวทคาถา อยู่ที่ยันต์ อยู่ที่วิชาอภินิหาร อยู่ที่ที่พึ่ง อยู่ที่สำนัก อยู่ที่บรรพจารย์ ล้วนตามแต่ใจพวกเจ้า ปากอธิบายเหตุผลยกให้เจี่ยงหลงเซียง ถามหมัดแสดงเหตุผลยกให้ถงจิ่ง ส่วนข้ออื่นๆ ที่เหลือก็เชิญพวกเจ้าเลือกได้ตามสบาย”
ผู้ฝึกลมปราณสามคนรู้สึกขำปนฉุน ทว่ากลับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ สุดท้ายก็ยังเป็นเซียนกระบี่ชุดเขียวที่ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผล”
คนทั้งสามมาที่นี่ในครั้งนี้ก็แค่มาปกป้องเจี่ยงหลงเซียง เพื่อรับรองว่าเขาจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต จากนั้นก็พยายามให้เขาเจ็บเนื้อเจ็บตัวน้อยที่สุด
หากให้ต่อสู้ก็ย่อมสู้ไม่ไหวแน่นอน เพราะอีกฝ่ายสามารถผลัดกันรุกผลัดกันรับกับเซียนเหรินอวิ๋นเหมี่ยวได้
และยังมีขอบเขตบินทะยานที่เรียกตัวเองว่านักพรตเนิ่นนั่นอีก เล่นงานเสียจนหนันกวงจ้าวกลายเป็นตัวตลก แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นสหายรักบนภูเขาของเซียนกระบี่ชุดเขียว ไม่แน่ว่าอาจเป็นผู้อาวุโสในสำนักของคนผู้นี้ด้วย
ผู้ฝึกตนเฒ่าคนหนึ่งในนั้นพลันใช้สองมือคีบแสงสีทองเส้นหนึ่งที่พุ่งมาจากภูเขาอ๋าวโถว จดหมายลับฉบับนี้มาจากบรรพจารย์บ้านเขาเอง
สีหน้าของผู้ฝึกตนเฒ่าซีดขาวเล็กน้อย ก้มหัวกุมหมัดเอ่ยกับคนชุดเขียว “ล่วงเกินแล้ว พวกเราจะจากไปเดี๋ยวนี้!”
อีกสองคนที่เหลือยังมึนงงไม่เข้าใจ แต่กลับถูกผู้ฝึกตนเฒ่ายื่นมือออกมาคว้าพวกเขาคนละข้าง แรงที่จับนั้นเยอะมาก แล้วยังใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “เชื่อข้า รีบออกไปจากที่นี่!”
อันที่จริงในจดหมายลับ บรรพจารย์เอ่ยแค่สองประโยคเท่านั้น
เจิ้งจวีจงออกจากบ้านมาพบคนผู้นี้ ทั้งสองฝ่ายไปเยือนท่าเรือเวิ่นจินด้วยกัน
อยากรนหาที่ตายก็เรื่องของเจ้า แต่อย่าลากเอาสำนักไปเกี่ยวข้องด้วย
เฉินผิงอันไม่ได้ห้ามคนทั้งสามที่ทะยานลมจากไป มาอย่างรีบร้อน จากไปรีบร้อนยิ่งกว่า
เจี่ยงหลงเซียงอึ้งตะลึง สีหน้าทึ่มทื่อ ทิ้งตัวพิงกำแพง
เฉินผิงอันทรุดตัวลงนั่งยอง ยกชายแขนเสื้อขึ้น ในมือมีก้อนหินที่เก็บมาจากข้างทางเพิ่มมาหนึ่งกำมือ ครั้นจึงเอาหินขว้างใส่บัณฑิตเบาๆ ทีละก้อน
……
ด้านในศาลบุ๋นมีการประชุม ด้านนอกประตูใหญ่ก็ดื่มเหล้า ไม่เสียเวลาทั้งสองทาง
ลู่จือเอ่ย “หากคราวหน้ามีการประชุมแบบนี้อย่าได้ลากข้ามาด้วย”
ต่อให้อยู่ต่อหน้าจิงเซิงซีผิง ลู่จือก็ยังคงพูดจาอย่างตรงไปตรงมา
อาเหลียงกล่าว “ไม่เหมือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ ใจคนไม่รวมเป็นหนึ่ง ปิดประตูประชุมกันครั้งหนึ่ง มองดูเหมือนยิ่งพูดยิ่งยิบย่อย แต่อันที่จริงกลับยิ่งมีประโยชน์ เพราะรอกระทั่งประตูเปิดออกในท้ายที่สุด ทุกคนพากันจากไป ใต้ฝ่าเท้าของพวกเราก็มีทางแยกน้อยลงแล้ว”