ตอนที่ 1920
บทที่ 803.3 พบเจอกับอาจารย์ผู้เฒ่า
October 21, 2026
ก่อนหน้านี้ติดตามผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่ที่มีอู๋ซวงเจี้ยงเป็นหนึ่งในนั้นขึ้นไปบนภูเขาทัวเยว่ที่เป็นภาพมายาแทบจะใกล้เคียงกับของจริง เมื่อเฉินผิงอันเดินเหยียบไปถึงบนยอดเขา ผลคือพอก้าวออกไปอีกก้าว เฉินผิงอันก็ค้นพบว่าตัวเองกลับมาที่ริมลำคลองดังเดิม
เฉินผิงอันเพียงแค่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนบางอย่างของแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายนั้น ถึงขั้นจำไม่ได้ เดาไม่ออกว่าระหว่างเท้าแรกกับเท้าหลังนี้ สรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเขาพูดอะไรไปบ้างกันแน่
เฉินผิงอันมักจะรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายแค่นั้น
รอกระทั่งเขากลับมาที่ริมลำคลองก็เห็นเพียงหลี่เซิ่งกับป๋ายเจ๋อ
อาจารย์ หย่าเซิ่ง ล้วนพากันหายตัวไปเหมือนพวกผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนอื่นๆ
นางเองก็หายตัวไปด้วย
เฉินผิงอันจึงได้แต่นั่งยองอยู่ริมน้ำ จับจ้องแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายนั้นต่อไป เลียนแบบหลี่ไหว ในเมื่อเป็นเรื่องที่คิดแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ต้องคิดมากแล้ว
เพียงแต่ตอนอยู่ที่เกาะนกแก้วแล้วได้รู้ว่าเจ้าเศรษฐีบ้านนอกอย่างหลิ่วชื่อเฉิงถึงกับจ่ายเงินฝนธัญพืชมากถึงหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญถึงจะซื้อกระเบื้องแก้วเขียวมรกตหนึ่งร้อยแผ่นมาจากฮว่อหลงเจินเหรินได้
คนที่ ‘ทำการค้าเก่งมาก’ ผู้นี้ อย่าว่าแต่ให้ไปเป็นนักบัญชีที่ภูเขาลั่วพั่วบ้านตนเลย ต่อให้เลียนแบบเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ที่เฝ้าประตูใหญ่ให้กับเทพเจ้าแห่งโชคลาภเหวยเหวินหลง เจ้าหลิ่วชื่อเฉิงก็ไม่มีคุณสมบัติแล้ว
ตอนอยู่ที่ร้านผ้าห่อบุญบนเกาะนกแก้วยังยืมเงินจากคนอื่น ผลคือรอกระทั่งได้พบเจอกับอวี้พ่านสุ่ยและหยวนโจ้วก็ต้องมาติดหนี้อีก
ดังนั้นเฉินผิงอันที่มองแม่น้ำแห่งกาลเวลาซึ่งลี้ลับมหัศจรรย์เส้นนั้นจึงไม่คิดอะไรมากอีกแล้วจริงๆ เพียงแค่คิดว่าตัวเองมองแม่น้ำเงินเทพเซียนสายหนึ่งเท่านั้น
อดไม่ไหวหันไปมองหลี่เซิ่งแวบหนึ่ง
หลี่เซิ่งยิ้มกล่าว “ให้จั่วโย่วดูแลถุงเงิน สู้ให้เจ้ามาเป็นคนดูแลไม่ได้จริงๆ”
เฉินผิงอันจึงรู้ว่าความคิดที่ตนมีต่อแม่น้ำแห่งกาลเวลาไม่มีหวังแล้วแน่นอน
จึงหันไปสอบถามความรู้เรื่องโพ่จื่อลิ่ง หลี่เซิ่งตอบกลับมาแค่ประโยคเดียวว่า รอให้ออกไปจากที่แห่งนี้เมื่อไหร่ ซีผิงจะอนุญาตให้เจ้าไปเปิดเอกสารลับของศาลบุ๋นได้
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะขอบคุณ
หลี่เซิ่งยิ้มกล่าว “ทางฝั่งของเรือราตรีมักจะมีแสงกระบี่เปล่งออกมาบ่อยๆ หวังว่าเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนรู้สึกว่ารอนานนัก เพราะอีกเดี๋ยวอาจยังต้องไปพบคนอีกคน เจ้าถึงจะกลับคืนไปยังเรือราตรีได้”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ ในใจเต็มไปด้วยข้อสงสัย
พบใครกัน?
คงไม่ใช่ว่าไปพบปรมาจารย์มหาปราชญ์หรอกกระมัง?
เฉินผิงอันเองก็ไม่กล้าถามให้มากความ
ป๋ายเจ๋อสลัดหลี่เซิ่งทิ้งเอาไว้ เดินมาหยุดอยู่ข้างกายเฉินผิงอันเพียงลำพัง คนสองคนที่อายุต่างกันมาก หนึ่งนั่งหนึ่งนั่งยองอยู่ริมลำน้ำ พูดคุยกันถึงเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างของแจกันสมบัติทวีป ปีนั้นป๋ายเจ๋อออกจากบ้าน พาภูตจิ้งจอกที่เป็นสตรีแต่งกายสวมชุดชาววังคนหนึ่งติดตามมาอยู่ข้างกาย ออกท่องไปทั่วใต้หล้าไพศาลด้วยกัน การที่ได้ไปพบเจอกับเฉินผิงอันบนทางสะพานไม้เลียบริมหน้าผาในคืนหิมะตกริมชายแขนของต้าหลี แน่นอนว่าเป็นการกระทำโดยตั้งใจของป๋ายเจ๋อ
เกี่ยวกับสภาพการณ์ที่เฉินผิงอันต้องแบกรับชื่อจริงของเผ่าปีศาจเอาไว้ อาจารย์ป๋ายเจ๋อยิ้มเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า รอกระทั่งใต้เท้าอิ่นกวานเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน สภาพการณ์จะดีกว่าเดิมมาก
ได้ยินอาจารย์ป๋ายเจ๋อเรียกตัวเองว่าอิ่นกวาน เฉินผิงอันก็อดอึดอัดขัดเขินขึ้นมาไม่ได้
หากในอนาคตวันใดได้หวนคืนกลับไปยังกำแพงเมืองปราณกระบี่ แล้วได้ลงใต้ไปเที่ยวใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เฉินผิงอันเจอกับใครล้วนไม่สนใจ หวังเพียงว่าตนอย่าได้เจอกับคนที่อยู่ข้างกายนี่อีกเลย
แต่ขอแค่ต้องไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างที่เหลือพระจันทร์เพียงสองดวง ดูเหมือนว่ายากมากที่จะไม่ได้เจออาจารย์ป๋ายเจ๋ออีก
“เฉินผิงอัน เจ้าไม่ต้องคิดมาก ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว”
ป๋ายเจ๋อยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ไม่ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร ในฐานะบัณฑิต มั่นใจหลักการเหตุผลข้อหนึ่งที่อยู่ในใจ ทำเรื่องที่มีคุณธรรมจริยธรรม ถ้าอย่างนั้นบนเส้นทางการฝึกตนก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสามารถอาศัยสิ่งนี้มาช่วงชิงผลประโยชน์ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เจ้าเดินไปทีละก้าวอย่างสบายใจ”
สตรีร่างสูงใหญ่สวมชุดขาวคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเฉินผิงอันก่อนใคร นางนั่งขัดสมาธิ วางกระบี่พาดไว้บนหัวเข่า
แล้วจึงตามมาด้วยซิ่วไฉเฒ่า หย่าเซิ่ง ตามมาด้วยอวี๋โต้ว ลู่เฉิน ภิกษุเสินชิง นักพรตหญิง คนพิฆาตมังกร เจ้าอารามผู้เฒ่า อู๋ซวงเจี้ยง รวมไปถึงคนอีกสองสามคนที่เฉินผิงอันไม่รู้จักซึ่งต่างก็หวนคืนกลับมาที่ริมลำคลองอีกครั้ง
ราวกับว่าทุกคนต่างพากันเดินทางไกลมารอบหนึ่ง กลับมาอย่างปลอดภัยไร้ความเสียหาย ราวกับว่าผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่ทุกคนต่างก็หลับฝันไปตื่นใหญ่ เพิ่งจะตื่นขึ้นมาก็ลองย้อนนึกถึงความฝันนั้น ทว่ามันกลับพร่าเลือน
ทุกคนล้วนเหมือนมองจันทร์ริมน้ำอยู่บนฝั่ง ไม่ว่าความคิดใดก็ล้วนเป็นก้อนหินก้อนหนึ่ง ขยับความคิดก็คือการโยนก้อนหินลงน้ำ ริ้วน้ำกระเพื่อมขึ้นมา มีแต่จะทำให้ดวงจันทร์ในน้ำยิ่งพร่าเลือนมองเห็นไม่ชัด
ดังนั้นผู้ฝึกตนใหญ่ที่ยืนอยู่บนยอดเขาอย่างแท้จริงกลุ่มนี้ต่างก็จมเข้าสู่ภวังค์ความคิด ไม่มีใครเปิดปากพูดอะไร
บางทีอาจมีแค่เจ้าลัทธิสามของป๋ายอวี้จิงที่ทำตัวเอ้อระเหยลอยชายซึ่งเป็นข้อยกเว้น เพราะดูเหมือนลู่เฉินจะกำลังลังเลว่าควรจะรำลึกความหลังกับเฉินผิงอันดีหรือไม่ สอบถามเขาสักประโยคว่า ทุกวันนี้เขียนตัวอักษรเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
สตรีชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างกายเฉินผิงอันพลันเปิดปากขึ้นมาก่อนด้วยการยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เมื่อหลายปีก่อนอยู่ที่นอกฟ้า เพราะอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ ข้าจึงบุกเบิกซากปรักสนามรบโบราณแห่งหนึ่งให้เป็นสถานที่ฝึกกระบี่ วันหน้านายท่านสามารถบินทะยานไปฝึกตนอยู่ที่นั่นได้ อยากไปก็ไป อยากกลับก็กลับ ทางฝั่งศาลบุ๋นไม่มีทางขัดขวาง ใช่หรือไม่ หลี่เซิ่ง?”
หลี่เซิ่งพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสว่าอย่างไรก็อย่างนั้น”
เฉินผิงอันฟังด้วยความอกสั่นขวัญผวา
หลี่เซิ่งขยับเส้นสายตามามองคนหนุ่มสะพายกระบี่แล้วเอ่ยเสริมมาอีกประโยคจริงดังคาด “ใช่ไหม เฉินผิงอัน?”
เฉินผิงอันจึงได้แต่แข็งใจตอบไปว่า “อาจารย์หลี่เซิ่งว่าอย่างไรก็อย่างนั้น”
ลู่เฉินยกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นจับประคองงอบดอกบัวบนศีรษะที่เอียงเอน จากนั้นปรบมือยิ้มเอ่ยชื่นชม “บ้านเกิดของข้านี้ คือดินแดนแห่งมารยาทจริงๆ”
ตงไห่เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ปี ฝีมือพัฒนาขึ้นแล้วนะ”
ภิกษุเฒ่ายกสองมือพนม เอ่ยคำว่าอามิตตาพุทธก่อน แล้วจึงพยักหน้า “ความฉลาด เป็นผลมาจากความฉลาด”
เฉินผิงอันรู้สึกจนใจอย่างมาก พวกเจ้าต่างก็เป็นขอบเขตสิบสี่ พวกเจ้าว่าอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ
บรรยากาศริมลำคลองผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน
หลี่เซิ่งพลันประสานมือคารวะทุกคน จากนั้นลุกขึ้นยืน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “การประชุมสิ้นสุดลงแล้ว แยกย้ายกันกลับบ้านเถิด”
ไม่มีใครเปิดปากถามอะไร แต่ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นคล้ายจะเดาเรื่องหนึ่งได้ การประชุมครั้งนี้ แม้ว่าบรรพจารย์ของทั้งสามลัทธิต่างก็ไม่ได้เผยโฉม แต่จะต้องคอยมองทุกคนอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน
หลังจาก ‘แยกย้ายกันกลับบ้าน’ แล้ว เกินครึ่งคงจะมีผลลัพธ์ที่เป็นดั่งน้ำลดหินผุดรอคอยทุกคนอยู่