ตอนที่ 2002
บทที่ 826.1 เจ้าสำนักไท่ซ่าง
October 21, 2026
เรือข้ามฟากเรือมังกรลำหนึ่งที่มีชื่อว่าฟานโม่ถอนตราผนึกออกที่ริมขอบอาณาเขตของภูเขาตะวันเที่ยงแล้วเคลื่อนตัวกลับทิศเหนือช้าๆ
ทางฝั่งของเรือข้ามฟากนี้ ทุกคนของภูเขาลั่วพั่วพากันพลิ้วกายลงมา
มีเพียงสุยโย่วเปียนที่ไม่ได้ขึ้นมาบนเรือ นางเลือกที่จะขี่กระบี่เดินทางไกลเพียงลำพัง
หงเซี่ยยืนอยู่กับเพ่ยเซียง คนหนึ่งคือเผ่าพันธุ์น้ำที่เดินลงน้ำกลายเป็นเจียวได้สำเร็จ คนหนึ่งคือเจ้าแห่งแคว้นหู ต่างก็มีชาติกำเนิดเป็นภูต และทุกวันนี้ต่างก็ฝึกตนอยู่ในพื้นที่มงคลรากบัว อีกทั้งทุกครั้งที่มีการประชุมบนยอดเขาจี้เซ่อก็มักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวก ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีชีวิตพึ่งพากันและกัน ต่อให้ไม่มีอะไรพูดคุยกัน แต่ก็มักจะมายืนอยู่ด้วยกันอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ ส่วนโอกาสการฝ่าทะลุขอบเขตของเพ่ยเซียงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าใครก็ล้วนเห็นอยู่ในสายตา แต่ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่เห็นเป็นสำคัญ ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่ตัวเพ่ยเซียงเองก็ยังไม่รู้สึกว่ามีค่าอะไรให้พูดถึง เพราะต่อให้พรุ่งนี้นางเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบ แต่แล้วจะอย่างไรเล่า?
จูเหลี่ยนเรือนกายงองุ้ม เอาสองมือไพล่หลัง กำลังพูดคุยยิ้มแย้มอยู่กับอาจารย์จ้งชิว
หมี่ลี่น้อยถือไม้เท้าเดินป่าอยู่ในมือ วิ่งวนอยู่รอบกายเผยเฉียนไม่หยุด พูดเจื้อยแจ้วบอกว่าตอนนั้นตนทะยานลมหยุดยืนอยู่กับศิษย์พี่เล็ก นางเหมือนกับหัวไชเท้าที่ถูกปักเสียบอยู่ในสวนไม่มีผิดเพี้ยน ยืนนิ่งไม่ขยับ มั่นคงอย่างมาก ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีความตื่นเต้นเล็กเท่าเม็ดฝนเลยแม้แต่น้อย
เฉินหลิงจวินเริ่มสำแดงวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตที่ลี้ลับมหัศจรรย์บางอย่างอีกครั้ง เรียกตัวเองเป็นพี่เป็นน้องกับผู้ฝึกกระบี่เฒ่าขอบเขตหยกดิบที่มีนามแฝงว่าอวี๋เต้าเสวียนผู้นั้น ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันถูกคออย่างยิ่ง
คนผู้หนึ่งบอกว่าตัวเองอยู่ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือและอุตรกุรุทวีป ได้รับความนิยมอย่างมาก แค่บอกชื่อของเขาไป ดื่มเหล้าก็ไม่ต้องจ่ายเงิน
คนหนึ่งบอกว่าตัวเองอยู่ในหลิวเสียทวีปและธวัลทวีปก็ถือว่าพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับน้องจิ่งชิงแล้วยังเป็นรองอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้
ส่วนฮูหยินเจ้าขุนเขาที่นายท่านของตนยังไม่ได้สู่ขอมาอยู่ที่บ้านคนนั้น ตอนที่หนิงเหยาขึ้นเรือมา เฉินหลิงจวินก็ขยับออกห่างไปเล็กน้อย ไถลฝีเท้าดุจเมฆคล้อยน้ำไหลไปสองสามก้าว ดุจดั่งปลาที่แหวกว่ายผ่านฝูงชน แล้วเอาสองมือกุมหมัดอย่างนอบน้อม ค้อมกายลงต่ำสุดจนก้นกระดกขึ้นสูง กำลังจะเปิดปากพูด ผลกลับถูกเท้าหนึ่งของชุยตงซานถีบมาจึงหน้าคะมำลงไปนอนคว่ำอยู่กับพื้น เฉินหลิงจวินจึงไม่ลุกขึ้นเสียเลย เพียงร้องตะโกนเสียงดังว่า “จิ่งชิงคารวะฮูหยินเจ้าขุนเขา”
หนิงเหยาเอ่ยอย่างจนใจ “ลุกขึ้นมาพูดกันเถอะ”
เฉินหลิงจวินหลุดปากพูดไปว่า “เรียนฮูหยินเจ้าขุนเขา บนพื้นนี่ก็เย็นดี”
ใต้หัวเข่าของบุรุษมีทองคำ ยิ่งคุกเข่าก็ยิ่งมีเยอะ
ในอดีตตอนที่เผยเฉียนอยู่ต่อหน้าจูอวี้ที่หน้าประตูจวนหนิงของกำแพงเมืองปราณกระบี่ หนิงเหยายังพอจะฝืนปรับตัวเข้ากับขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วได้บ้าง
อันที่จริงนางเองก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายชุดเขียวจากเฉินผิงอันมาไม่น้อย
ทุกครั้งที่พูดถึงเฉินหลิงจวิน หนิงเหยาถึงขั้นสามารถมองเห็นยุทธภพที่ไม่ขาดแคลนสุราดีจากในสีหน้าและแววตาของเฉินผิงอัน
บางทีเฉินหลิงจวินเองอาจไม่รู้ว่า ยุทธภพที่เขาท่องผ่านมาได้ชดเชยความรู้สึกขาดแคลนในใจของเจ้าขุนเขาหนุ่มไปไม่น้อย ราวกับว่าในยุทธภพแห่งอื่นที่เฉินผิงอันทำได้เพียงเดินสวนไหล่ผ่านไป ไม่อาจไปเยือนได้ แต่อย่างน้อยก็เคยเห็นมาก่อน ที่นั่นมีสหายนั่งกันอยู่เต็มห้องโถง เสียงชนจอกดังไม่ขาดสาย ดื่มเหล้าชามใหญ่ กินเนื้อชิ้นโต บุญคุณความแค้นล้วนสาแก่ใจ
เด็กชายชุดเขียวกำลังจะลุกขึ้น ห่านขาวใหญ่ตัวนั้นก็ทำท่าจะยกเท้าถีบเขาอีกครั้ง
เฉินหลิงจวินจึงตั้งท่าหมัดยกสองมือขึ้นป้องกัน ชุยตงซานวางเท้าแล้วหมุนตัวกลับ แต่แล้วจู่ๆ ก็หันขวับกลับมาออกหมัด เฉินหลิงจวินกระโดดผลุงหลบไปด้านข้าง สองมือวาดท่าหมัดอย่างคล่องแคล่ว สุดท้ายสองคนสบตากัน ต่างคนต่างพยักหน้า ยืนนิ่งพร้อมกัน ยกชายแขนเสื้อขึ้นทำท่ากดลมปราณสู่จุดตันเถียน ยอดฝีมือประมือกัน ประลองบุ๋นอันตรายกว่าประลองบู๊มากนัก ฆ่าคนไร้รูปลักษณ์ ความรู้ใหญ่ยิ่งกว่าแผ่นฟ้า
เจียงซ่างเจินยืนพิงราวรั้วอยู่ด้านข้างเพียงลำพัง ชุยตงซานเดินมาอยู่ข้างกายเขา เขย่งปลายเท้าฟุบตัวบนราวรั้ว “เตรียมจะกลับแล้วหรือ?”
เจียงซ่างเจินพยักหน้า “เหวยอิ๋งเป็นเจ้าสำนักได้ไม่มีปัญหา แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะเข้าใจเรื่องการหาเงิน อีกอย่างเขาเองก็ไม่สะดวกจะเจ้ากี้เจ้าการกับพื้นที่มงคลถ้ำเมฆา จำเป็นต้องให้ข้าออกหน้ากดหัวคนมากมายด้วยตัวเอง สอนมือต่อมือให้พวกเขารู้ว่าควรจะค้อมเอวเก็บเงินอย่างไร หลังจากนั้นรอให้การเลือกที่ตั้งสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่วเสร็จสิ้น ข้าก็คิดว่าจะไปเยือนซากปรักกำแพงเมืองปราณกระบี่สักหน่อย บัญชีเก่าบางอย่าง ถึงเวลาต้องชำระกันได้แล้ว”
เรือมังกรในเวลานี้ขาดเพียงเจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วเท่านั้น
เจียงซ่างเจินหันหน้าไปมองเค้าโครงของภูเขาตะวันเที่ยงแวบหนึ่ง “เจ้าขุนเขายังเกรงใจอยู่มาก หากเป็นข้าจะเอาบัญชีเล่มนั้นมากางต่อหน้าทุกคน แล้วให้จู๋หวงพูดจาให้ชัดเจน อธิบายเหตุผลไปตามความจริงว่าเหตุใดต้องตัดชื่อของผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาออก”
ชุยตงซานหัวเราะหึหึ “ถือเป็นจุดจบที่บรรพจารย์ย้ายขุนเขาของพวกเราอาศัยความสามารถช่วงชิงมา เมื่อเทียบกับเซียนกระบี่ผู้เฒ่าที่ชอบทำตัวเป็นเต่าหดหัวอย่างพวกเซี่ยหย่วนชุ่ยแล้วยังมีมาดองอาจมากกว่า แพ้ก็แพ้ ตายก็ตาย เปิดเผยตรงไปตรงมา”
เจียงซ่างเจินกระตุกมุมปาก “เดินกร่างอยู่ในภูเขาสายน้ำของทวีปหนึ่งอย่างไรยำเกรง ก่อกรรมทำเข็ญมาเป็นพันปี ทั้งทางแจ้งทางลับ บนภูเขาล่างภูเขา คนที่ตายด้วยน้ำมือของมันอย่างน้อยก็ต้องมีหลายพันคน แต่ดันทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน แค่เห็นว่าวันนี้ตายอย่างกล้าหาญ กลับกลายเป็นว่าต้องยกนิ้วโป้งให้ มองมันเป็นวีรบุรุษแล้ว? หากข้าจำไม่ผิด ในบรรดาตระกูลเซียนที่มาร่วมงาน ในอดีตคนที่เคยเสียเปรียบและเจอกับความทุกข์ยากใหญ่หลวงด้วยน้ำมือของหยวนเจินเย่ไม่ได้มีแค่สำนักสองสำนักหรอกนะ”
ชุยตงซานยังคงทำหน้าทะเล้น “โจวอันดับหนึ่ง เจ้าพูดคุยเช่นนี้น่าเบื่อแล้วนะ อะไรที่เรียกว่าความครึกครื้น ก็คือพวกผู้ฝึกตนหญิงของยอดเขาฉงจือที่จำต้องลดสถานะอันสูงศักดิ์ของตนลงมา ทนไม่ไหวก็ได้แต่รอความตาย ทนจนผ่านมาได้ก็ต้องรอคอยมองเรื่องสนุกของคนอื่นตาปริบๆ อย่างไรล่ะ”
เจียงซ่างเจินเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ช่วยคนถือโคมยามค่ำคืน ช่วยกางร่มให้คนอื่นยามฝนตก ถึงเวลาก็มีแต่จะถูกรังเกียจว่าไฟในโคมไม่สว่างพอ ถูกคนบ่นว่าน้ำฝนทำให้รองเท้าเปียก”
ชุยตงซานสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ “เจ้าต้องคิดเช่นนี้ หากไม่มีใจคนที่เป็นแบบนี้ แล้วผู้แข็งแกร่งจะลุกผงาดขึ้นมาได้อย่างไร?”