ตอนที่ 2067
บทที่ 845.3 หวนคืนสู่กำแพงเมืองปราณกระบี่
October 21, 2026
เผยเฉียนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าแค่เลือกเอาแต่พอสมควรก็พอแล้วนะ”
เฉาฉิงหล่างไม่ได้สนใจนาง เพียงไม่นานจากที่ใช้มือถือหนังสือก็เปลี่ยนเป็นหอบหนังสือไว้ในอ้อมอก ดูจากท่าทางแล้วคงจะเป็นประเภทที่ว่ายืมไปแล้วจะไม่คืนทำนองนั้น
เผยเฉียนจนใจกับเขา รู้สึกว่าหากยังเป็นตอนที่ตนยังเด็ก ป่านนี้คงยกเท้าถีบอีกฝ่ายไปแล้ว
อยู่ดีๆ เฉาฉิงหล่างก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามีสมุดอยู่เล่มหนึ่งที่เอาไว้บันทึกจำนวนครั้งที่อาจารย์เขกมะเหงกใช่หรือไม่?”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้ารู้ได้อย่างไร?!”
เรื่องนี้พี่หญิงหน่วนซู่และหมี่ลี่น้อยก็ยังไม่รู้เลยนะ
นางเก็บรักษาสมุดเล่มหนึ่งไว้เป็นความลับอย่างดีจริงๆ เก็บซ่อนไว้ลึกล้ำยิ่งกว่าสมุดบัญชีทุกเล่มเสียอีก ถูกนางแอบตั้งชื่อให้ว่า ‘รวมมะเหงก’ …
ทุกครั้งที่อาจารย์พ่อเขกมะเหงก ที่ไหนเวลาใด เหตุผลอย่างเป็นรูปธรรม ล้วนมีบันทึกไว้อย่างละเอียด
เฉาฉิงหล่างหันหน้ามาพูดด้วยสีหน้าตกใจ “มีจริงๆ หรือนี่? ไม่ได้การล่ะ ข้าต้องเอาไปฟ้องอาจารย์แล้ว”
แค่เดาไปส่งเดชจริงๆ
เผยเฉียนหัวเราะร่า สิบนิ้วสอดผสานกัน เจ้าหมอนี่คิดจะไปฟ้องใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เห็นแก่มิตรภาพของคนร่วมสำนักก็แล้วกัน
เฉาฉิงหล่างยิ้มกล่าว “ล้อเล่นหรอกน่า ใช่แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วทุกวันนี้อาจารย์เป็นกังวลอย่างมากว่าการท่องยุทธภพของเจ้าจะเหมือนเขามากเกินไป”
เผยเฉียนอึ้งตะลึง ขมวดคิ้วพูด “ข้าออกท่องยุทธภพเลียนแบบอาจารย์พ่อ แต่ไม่ว่าจะเลียนแบบอย่างไรก็ทำได้ไม่เหมือน อีกอย่าง หากมีวันใดที่เรียนรู้ได้เหมือนแล้วก็ยังเป็นเส้นทางที่ข้าเดินด้วยตัวเอง”
เงียบไปครู่หนึ่ง เผยเฉียนก็พูดคล้ายพึมพำว่า “อาจารย์พ่อไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้”
เฉาฉิงหล่างถาม “คำพูดพวกนี้เจ้าเอาไปพูดกับอาจารย์พ่อของเจ้าเองเถอะ”
เผยเฉียนนั่งอยู่บนธรณีประตู หันหลังให้กับตำรามากมายพวกนั้น เอ่ยอย่างอัดอั้นว่า “ข้าไม่กล้า”
เฉาฉิงหล่างหันหน้าเข้าหาชั้นหนังสือ หันหลังให้ทางหน้าประตู พูดพึมพำว่า “มีอะไรให้ไม่กล้ากัน หากเจ้าเอาแต่เงียบงันไปตลอด อาจารย์ก็จะต้องเป็นห่วงเจ้าไปตลอด มีเพียงเจ้าพูดออกมา อาจารย์ถึงจะวางใจได้อย่างแท้จริง เพราะจะรู้สึกว่าเจ้าเติบใหญ่จริงๆ แล้ว”
เผยเฉียนเงียบไปนาน
เฉาฉิงหล่างหาหนังสือและคอยหยิบเอามาอยู่เป็นระยะ เขาเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะพูดความในใจกับเจ้าก็แล้วกัน เผยเฉียนตอนที่เป็นเด็ก ข้าไม่มีทางให้อภัย บางทีภายหลังก็อาจจะไม่ให้อภัยด้วยเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เพื่อให้อาจารย์และศิษย์พี่เล็กสบายใจ ข้าจึงโกหก แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ในตอนนี้ ข้ากลับรู้สึกว่าดีมาก”
เผยเฉียนที่หันหลังให้เฉาฉิงหล่างพลันตาแดงก่ำ
เพราะอันที่จริงนางรู้ดีว่า ครั้งนั้นเฉาฉิงหล่างไม่ได้โกหก ที่เขาโกหกจริงๆ คือคำพูดครั้งนี้ในวันนี้ต่างหาก
เผยเฉียนนั่งอยู่บนธรณีประตู ก้มหัวค้อมเอว สองมือกอดเข่า
เฉาฉิงหล่างหันหน้ามาถาม “เผยเฉียน ได้หนังสือมาเยอะมากแล้ว เจ้าให้ข้ายืมวัตถุฟางชุ่นสักชิ้นสิ?”
เผยเฉียนพูดเสียงอู้อี้ “ไสหัวไป”
เฉาฉิงหล่างยิ้มกล่าว “คิดดอกเบี้ยก็ได้”
เผยเฉียนยังคงไม่มีการตอบโต้ เฉาฉิงหล่างจึงได้แต่ถอดใจไปเอง
ขยับไปใกล้หน้าประตูใหญ่ของเรือน เฉินผิงอันพลันหยุดเดิน หันไปมองทางฝั่งของหอเหรินอวิ๋นอี้อวิ๋น
ปีนั้นตนเดินกางร่มออกไปจากตรอกที่ฝนตกพร้อมกับเฉาฉิงหล่าง มีแม่นางน้อยถ่านดำคนหนึ่งยืนนิ่งอย่างเดียวดายอยู่หน้าประตูบ้านเนิ่นนาน
หลี่เซิ่งกับซิ่วไฉเฒ่าเดินไปข้างหน้าต่อ กระทั่งไปถึงหน้าประตูถึงได้หยุดเดิน
เฉินผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง หันหน้ากลับมา เดินเร็วๆ ไปทางหน้าประตู
ศาลบุ๋น หรือควรจะพูดว่าหลี่เซิ่งท่านนี้ มีหลายๆ ครั้งที่แท้จริงแล้วก็อยู่ในสภาวะจนตรอกเหมือนกับศิษย์พี่ชุยฉาน
ปีนั้นชุยฉานไปเยือนภูเขาลั่วพั่ว เคยพูดคุยเปิดใจกับเฉินผิงอันครั้งหนึ่ง
ข้าพูดไปแล้ว จะมีคนเชื่อหรือ? ต่อให้มีบางคนเชื่อ ก็จะต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแน่นอนหรือ?
หลังจากเฉินผิงอันฟังแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมเข้าใจในความจนใจของอีกฝ่าย
ไม่แน่ว่าหากรู้ความจริงแต่เนิ่นๆ กลับยิ่งจะมีคนมากกว่าเดิมที่เลือกจะเป็นฝ่ายเปิดประตูต้อนรับแขก การบุกรุดหน้าของใต้หล้าเปลี่ยวร้างกลับจะยิ่งราบรื่นมากขึ้น ทำลายฝูเหยาทวีปและใบถงทวีปให้แหลกเละอย่างสิ้นเชิง ใช้ความเร็วที่มากที่สุดยึดครองแจกันสมบัติทวีป จากนั้นก็เป็นเกราะทองทวีป หลิวเสียทวีป ธวัลทวีป กองกำลังไม่น้อยของสามทวีปไม่ทันได้สู้รบก็ต้องยกธงขาวยอมแพ้ สุดท้ายก็มีแค่อุตรกุรุทวีปกับทักษินาตยทวีปเท่านั้นที่จะดึงดันต่อต้านไปพร้อมกับทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ต่อมาก็ถูกข้าศึกยึดครองต่ออีกครั้ง…
ในสายตาของเฉินผิงอัน โลกมนุษย์หมื่นปีที่ผ่านมา คนสามคนที่ลำบากที่สุดก็คือหลี่เซิ่งที่ผสานมรรคากับกฎเกณฑ์ของใต้หล้าไพศาล เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่ผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่ ผู้เฒ่าที่พ่นควันโขมงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในเรือนหลังของร้านขายยา
คนทั้งสามเหมือนวาดอาณาเขตเป็นกรงขังของตัวเอง อีกทั้งยังยาวนานถึงหนึ่งหมื่นปีเต็มด้วย
ในสายตาของเฉินผิงอัน ไม่ว่าท่านปู่หยางจะมีแผนการยาวไกลต่อตนหรือไม่ ต่อให้ภายหลังจะรู้ตัวตนของผู้เฒ่า แต่ในสายตาของเขา ท่านปู่หยางกลับเป็นมนุษย์มาโดยตลอด ไม่ใช่ชิงถงเทียนจวินที่ดูแลหอบินทะยานแห่งหนึ่งอะไร
หลี่เซิ่งกล่าว “บอกหนิงเหยาด้วยว่านางยังต้องไปที่ศาลบุ๋นรอบหนึ่ง”
เฉินผิงอันตอบตกลง
ไม่ใช่ว่าหลี่เซิ่งและศาลบุ๋นวางมาด แต่นี่เป็นการยอมรับที่ศาลบุ๋นมีต่อสถานะของหนิงเหยา
เฉินผิงอันประสานมือก้มตัวคารวะ เนิ่นนานก็ยังไม่ยืดตัวขึ้นมา
ซิ่วไฉเฒ่าตบไหล่ของลูกศิษย์คนสุดท้ายเบาๆ เฉินผิงอันถึงได้ยืดตัวขึ้น
มองดวงตาที่ใสกระจ่างคู่นั้นของคนหนุ่ม หลี่เซิ่งก็ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร”
เหตุใดหลักการเหตุผลดีๆ มากมายถึงกลายเป็นความว่างเปล่า เพราะว่าคนที่พูดเหตุผล อันที่จริงกลับไม่เคยมีความรู้สึกร่วมด้วย ไม่มีความสุขความทุกข์ร่วมกับคนที่ฟังเหตุผล ไม่อาจเห็นอกเห็นใจได้อย่างแท้จริง
ก็เหมือนในเมืองแยนจือแคว้นไฉ่อีในอดีต ตอนที่เด็กหญิงจ้าวหลวนเจอกับหายนะได้เกิดความใกล้ชิดสนิทใจอย่างเป็นธรรมชาติกับคนแปลกหน้าอย่างเฉินผิงอันแค่คนเดียวเท่านั้น
เพราะเคยลำบากมาเหมือนกัน
ความงดงามและเฉลียวฉลาดของคนล้วนอยู่ที่ดวงตาทั้งคู่ บางชั่วขณะความเงียบงันกลับกลายเป็นว่าเหนือคำพูดนับร้อยนับพันเสียอีก
เฉินผิงอันแค่ผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่กี่ปีเท่านั้น เขาก็เกือบจะเป็นบ้าไปแล้ว ดังนั้นถึงได้ยิ่งเข้าใจถึงความทุ่มเทของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสและหลี่เซิ่งดียิ่งกว่าใคร หลักการเหตุผลเดียวกัน ดังนั้นหลี่เซิ่งถึงได้ตอบว่าไม่เป็นไร
ก่อนหลี่เซิ่งจะจากไปได้ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พูดถึงแค่เรื่องของการถ่ายทอดความรู้ไขข้อข้องใจ เหมือนกับอาจารย์ของเจ้า ไม่เลวเลย”
ซิ่วไฉเฒ่ากระทืบเท้า พูดบ่นว่า “หลี่เซิ่ง ถ้อยคำที่มาจากความจริงใจเช่นนี้ เอาไว้พูดตอนที่มีการประชุมศาลบุ๋นจะไม่ดีกว่านี้หรอกหรือ?!”
หลี่เซิ่งเหลือบมองซิ่วไฉเฒ่าแวบหนึ่ง