ตอนที่ 2073
บทที่ 847.2 สองคนเคียงข้าง
October 21, 2026
เฝ่ยหรานถอนหายใจ
หลี่เซิ่งที่ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด อาจารย์ป๋ายเจ๋อที่หวนคืนกลับมายังใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เต๋าเหล่าเอ้อแห่งใต้หล้ามืดสลัว เฒ่าตาบอดในภูเขาใหญ่แสนลี้
แน่นอนว่าไม่ได้พูดว่าพวกเขามีพลังพิฆาตอย่างไร้ที่สิ้นสุด แต่กลับเป็นผู้ไร้เทียมทานที่สามารถรักษาตัวรอดได้ จึงเหมือนอยู่ในสถานะของผู้มิพ่าย
เฝ่ยหรานทรุดตัวลงนั่งยอง ยื่นมือมานวดคลึงข้างแก้ม “ดูเหมือนว่าหลังจากที่บรรพบุรุษใหญ่สละมรรคาแล้ว ก็ยากที่พวกเราจะมีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนใหม่ปรากฏขึ้นมาอีก”
ผู้เฒ่าถอนหายใจยาวเหยียด “เพราะพวกเรามีป๋ายเจ๋อมาตั้งนานแล้ว เจ้าตงไห่จมูกโคหน้าเหม็นของอารามกวานเต๋า ต่อให้ไม่ได้ปรากฏตัวที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็ยังสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อพวกเราอยู่ดี”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าก็เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น เอ่ยย่างมีโทสะว่า “ยึดห้องส้วมไว้แต่ไม่ยอมถ่าย!”
ผู้เฒ่าใช้เสียงในใจพูด “รวมกับเจ้าโจวมี่ที่ดีแต่กินไม่รู้จักคายออกมาอีกคน ราชาบนบัลลังก์เก่าอย่างพวกลู่ฝ่าเหยียน เหย้าเจี่ย หวงหลวน อันที่จริงต่างก็เท่ากับว่ายังอยู่ แล้วยังมีเซียวสวิ้น หลิวสือลิ่วแห่งสายเหวินเซิ่ง มังกรที่แท้จริงของแจกันสมบัติทวีป แล้วศาลบุ๋นยังแต่งตั้งหญิงอ้วนแห่งหลุมน้ำลู่คนนั้นให้รับหน้าที่เป็นเจ้าแห่งโชคชะตาน้ำบนบก บวกกับขอบเขตบินทะยานอย่างเจ้าและโซ่วเฉิน และยังมีโจวชิงเกาที่เดินขึ้นฟ้าในก้าวเดียว เฝ่ยหราน เจ้าลองคำนวณดูเองเถิด จะมีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่อีกคนสองคนเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร”
เฝ่ยหรานกล่าว “แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เทียบกับการประมาณการณ์ที่คิดไว้ล่วงหน้า บรรยากาศของเปลี่ยวร้างก็ยังด้อยกว่าหลายขุมอยู่ดี”
ผู้เฒ่าหัวเราะหยัน “สาเหตุเกินครึ่งคงเป็นเพราะเจ้านครจักรพรรดิขาวผู้นั้น”
เพียงแค่กล่าวถึงเล็กน้อยเฝ่ยหรานก็เข้าใจได้ทันที เขากล่าวอย่างตกตะลึงว่า “หรือว่าเขาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างแล้ว?”
ชูเซิงพยักหน้า “น่าจะไม่ผิดไปจากนี้แล้ว คนประเภทนี้รับมือได้ยากที่สุด เพียงแต่ไม่รู้ว่าจุดสำคัญในการผสานมรรคาของคนผู้นี้อยู่ที่ไหน”
เฝ่ยหรานยิ้มกล่าว “ก็จริงนะ จะยอมให้แค่หลิวชาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่อยู่ในใต้หล้าไพศาล แต่ไม่ยอมให้คนอื่นทำเช่นนี้อยู่ในใต้หล้าของพวกเราบ้างหรือไร”
ผู้เฒ่ารู้สึกเสียดายยิ่งนัก “น่าเสียดายที่ผีขอบเขตบินทะยานตนนั้นถูกหนิงเหยาหาร่องรอยเจอล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นถ้าขาดเส้นทางเชื่อมโยงกุยซวีเส้นนั้นไป ก็คงสามารถทำให้การบุกรุดหน้าของใต้หล้าไพศาลไม่ถึงขั้นบ้าระห่ำกันขนาดนี้”
เฝ่ยหรานหันหน้ามาเอ่ยอย่างตกตะลึง “จั่วโย่วลงใต้มาเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
ชูเซิงกล่าว “อยู่ในการคาดการณ์ เว้นจากว่า…”
ผู้เฒ่าไม่ได้เอ่ยต่อ แต่เฝ่ยหรานก็รู้ชัดเจนดีอยู่ในใจว่าเขาจะพูดว่า เว้นเสียจากว่าจั่วโย่วฝ่าทะลุขอบเขตกะทันหัน ใช้สถานะของผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์เต็มตัวอย่างสมชื่อมาเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่!
หลิวป๋ายถาม “กระบี่บินเล่มนั้นของอาเหลียงมีวิชาอภินิหารเป็นอะไรกันแน่?”
ผู้เฒ่าส่ายหน้า “ไม่รู้”
เฝ่ยหรานยิ้มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่เทียมฟ้าจริงๆ แล้ว โชคดีที่ยังอยู่ในการคาดการณ์”
ผู้เฒ่าเหลือบมองหลิวป๋าย “แม่นางน้อย เรื่องที่เจ้าสมควรถามจริงๆ คือชื่อแห่งชะตาชีวิตของอาเหลียงคืออะไรกันแน่มากกว่า”
หลิวป๋ายอึ้งตะลึง
ผู้เฒ่าเอ่ย “แม่นางน้อย เจ้าสามารถไปรวมตัวอยู่กับคนของแผนภูมิฟ้าเก้าคนได้แล้ว ขาดเจ้าไป ต่อให้รั้งขอบเขตบินทะยานผู้นั้นเอาไว้ได้ ก็สังหารไม่ได้อยู่ดี”
หลิวป๋ายหันไปมองเฝ่ยหราน ฝ่ายหลังพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม
แต่เฝ่ยหรานยังเอ่ยเตือนเพิ่มมาอีกหนึ่งประโยค “จำไว้ว่าให้ระวังเส้นทางกลับเหนือให้ดี อย่าให้กลายเป็นว่าไม่ทันระวังถูกจั่วโย่วสังหารเข้าล่ะ”
หลิวป๋ายพยักหน้า ทะยานลมออกจากสนามรบของยอดเขาที่ตัวนางไม่อาจยื่นมือเข้าแทรกแห่งนี้ไปเพียงลำพัง
เฝ่ยหรานเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ความเร็วในการลงใต้ของจั่วโย่วเพิ่มขึ้นอีกแล้ว หากเปลี่ยนมาเป็นข้า เมื่อเดินทางมาถึงที่นี่ก็มีแต่จะ…สูญเสียพลังการต่อสู้ไปแล้ว”
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็หลบประกายเฉียบคมของเขาก่อนเถอะ มอบสนามรบให้กับเฉินโซ่วกับซินจวงไปก่อน”
เซียวสวิ้นพลันหันขวับไปมองทางทิศเหนือ ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย เรือนกายก็เปล่งวูบหายไป
ริมขอบสนามรบทางทิศเหนือ บรรพบุรุษย้ายภูเขาผู้นั้นหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว
แสงกระบี่เส้นหนึ่งทะลุหัวไหล่ของร่างจริงจูเยี่ยนไปจนเกิดเป็นรูโหว่
คงเป็นเพราะคร้านจะพัวพันอยู่กับจูเยี่ยน แสงกระบี่เส้นนั้นถึงไม่ได้หยุดชะงัก แต่ตรงไปหาอาเหลียงทันที
บุรุษสวมชุดลัทธิขงจื๊อคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างกายอาเหลียงในชั่วพริบตา
ทั้งสองยืนเคียงข้างกัน คนหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ คนหนึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้
ไม่เหลือศัตรูคนใดอีก
จั่วโย่วเอ่ยอย่างเฉยเมย “เป็นอย่างไร?”
สองมือของอาเหลียงถือกระบี่ บิดหมุนข้อมือวาดลวดลายกระบี่ พยักหน้าเอ่ย “สะใจดี”
จั่วโย่วเหลือบตามองภาพค่ายกลปลาหยินหยางที่อยู่ห่างไปไกล ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อาเหลียงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เป็นอย่างไร ช่วยให้เสียเรื่องแล้วล่ะสิ ค่ายกลใหญ่แห่งนี้ของภูเขาทัวเยว่ เห็นได้ชัดว่ามีไว้เพื่อรอให้เจ้าและข้าจับมือกันมาเยือน หนึ่งกินปณิธานกระบี่ หนึ่งกินปราณกระบี่ จากนั้นทั้งสองต่างก็ลดทอนกันและกันจนสลายหายไปในค่ายกล ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยป้อนให้ใต้หล้าเปลี่ยวร้างมีผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่เพิ่มมาอีกคนหนึ่งก็เป็นได้”
ซินจวงพลันคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ยอบกายคารวะจั่วโย่ว
ค่ายกลใหญ่ใต้ฝ่าเท้าที่นางและโซ่วเฉินร่วมกันควบคุมได้ทำการโคจรอย่างแท้จริงแล้ว ปราณกระบี่ตลอดทางที่จั่วโย่วลงใต้มานี้ กับปณิธานกระบี่ในภูเขาสายน้ำหมื่นลี้ของอาเหลียงต่างก็ถูกหอบม้วนมาอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งปลาวาฬสูบกลืนน้ำ
จั่วโย่วพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “จัดการได้ง่าย”
ร่างของซินจวงพลันแข็งเกร็งขึ้นมาทันที
อาเหลียงหัวเราะอย่างฉุนๆ “มารดามันเถอะ รำคาญนิสัยข้อนี้ของเจ้าที่สุดแล้ว ข้าผู้อาวุโสพูดจริงจัง ไม่ว่าใครก็คิดว่าข้าโม้ แต่เจ้ากลับดีนัก พูดอะไรคนอื่นก็เชื่อไปหมด”
ยกตัวอย่างเช่นในอดีตยังเคยถูกเจ้าเด็กขาเปื้อนโคลนถามด้วยสายตาที่จริงใจอย่างถึงที่สุดว่า ตนสามารถเอาชนะจูเหอได้หรือไม่
จะให้ข้าตอบอย่างไรล่ะ? บอกว่าเอาชนะได้ ข้าผู้อาวุโสจะมีเกียรตินักหรือ?