ตอนที่ 2134
บทที่ 865.3 ตัวต่อตัว
October 21, 2026
ในดวงจันทร์ดวงหนึ่ง
หนิงเหยา ฉีถิงจี้ ลู่จือ หาวซู่ อาศัยยันต์เปินเยว่ ผู้ฝึกกระบี่สี่คนจับมือกันบินทะยานมาถึงที่แห่งนี้ ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักยุคบรรพกาลที่มีแต่กลิ่นอายความตายเข้มข้น
ในอดีตดวงจันทร์สามดวงของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ดวงที่ถูกตั้งชื่อว่าอวี้โกว (ตะขอหยก) คือสถานที่ฝึกตนของเจ้าอารามดอกบัว ได้ถูกต่งซานเกิงกระชากดึงให้กระแทกใส่โลกมนุษย์ไปแล้ว
ส่วนสถานที่ฝึกตนของเซ่อเยว่มีชื่อว่าฉานกง (ดวงจันทร์)
ส่วนดวงจันทร์ดวงที่อยู่ตรงกลางนี้ มีชื่อว่าจินจิ้ง (กระจกทอง) หรือก็คือดวงจันทร์ดวงเดียวที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เฮ่าไฉ่’ (แสงจันทร์สุกสกาว)
หนิงเหยาเหลือบมองม่านฟ้า เอ่ยว่า “ข้ารับผิดชอบออกกระบี่เปิดทาง ขณะเดียวกันก็รับมือกับเรื่องไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น”
สิงกวานหาวซู่ใช้วิชาอภินิหารของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตมาทำการ ‘ปรับเปลี่ยน’ ดวงจันทร์ดวงนี้ชั่วคราว
ฉีถิงจี้และลู่จือรับผิดชอบปล่อยกระบี่ไปยังทิศทางเดียวกันในเวลาเดียวกัน เพื่อผลักดันให้ดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปตามวิถีโคจรที่หนิงเหยาบุกเบิกไว้ เคลื่อนย้ายดวงจันทร์ไปยังใต้หล้ามืดสลัว
ผู้ฝึกกระบี่สี่คนของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
ในมือหนิงเหยาถือกระบี่เซียนเทียนเจิน เหลือบตามองมุมหนึ่งของม่านฟ้า
จากนั้นนางก็ใช้หนึ่งกระบี่เปิดฟ้า
……
การพบเจอกันบนทางแคบที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ตกอยู่ในวงล้อมที่จู่ๆ ก็โผล่มาอย่างน่าประหลาดใจนั้น เฝิงเซวี่ยเทาแค่ลงมือก็เป็นวิธีการใหญ่ที่สามารถพลิกภูเขาคว่ำมหาสมุทร ในรัศมีพันลี้ ภูเขาแต่ละลูกถูกถอนขึ้นมาพร้อมกับราก แม่น้ำลำธารแต่ละสายต่างก็ถูกขว้างใส่ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศพวกนั้น
ขณะเดียวกันเฝิงเซวี่ยเทาก็หยิบยันต์สีทองสองแผ่นที่เก็บรักษาอย่างทะนุถนอมมานานหลายปีออกมา ยันต์ทั้งสองลอยอยู่ในชายแขนเสื้อ หมุนวนช้าๆ ใช้ยันต์นาฬิกาแดดมาระบุเวลา ใช้ยันต์เข็มทิศมาระบุตำแหน่งฟ้าดิน
ผู้ฝึกตนอิสระแห่งป่าเขาของใต้หล้า บนเส้นทางการฝึกตนของแต่ละคนล้วนกลัวผู้ฝึกกระบี่ รำคาญอาจารย์ค่ายกล จับคู่เข่นฆ่ากับผู้ฝึกกระบี่ไม่เคยได้เปรียบ และหากในกลุ่มของศัตรูมีอาจารย์ค่ายกลอยู่ด้วยก็เท่ากับตกอยู่ในวงล้อมแล้ว
เฝิงเซวี่ยเทาเคยเผชิญกับความยากลำบากด้วยน้ำมือของผู้ฝึกลมปราณสองประเภทนี้มาก่อน อีกทั้งจำนวนครั้งยังไม่น้อย
เฝิงเซวี่ยเทาไม่ได้หงุดหงิดใจเพราะสาเหตุนี้ ในฐานะผู้ฝึกตนอิสระ อันตรายแบบใดไม่เคยเจอมาก่อน สถานการณ์ที่ตายเก้ารอดหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าเคยเจอแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น
ในขณะที่หยั่งเชิงความจริงเท็จ เฝิงเซวี่ยเทาก็ได้ร่ายวิชาหลบหนีแห่งชะตาชีวิตวิชาหนึ่ง เรือนกายสลายหายไป ร่างหดเล็กกลายเป็นแสงทองเมล็ดงาเมล็ดหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีควันดำซัดตลบอบอวล ก่อนจะมีไอน้ำลอยล่องกับรุ้งขาวเส้นหนึ่งที่พุ่งไปกลางอากาศ หลบหนีห่างไปไกลในสี่ทิศทาง
ไม่มีผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจคนใดขัดขวางเฝิงเซวี่ยเทา แล้วก็มองเมินวิชาการโจมตีพวกนั้นไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้ฝึกตนที่มีรูปโฉมเป็นเด็กชายคลี่ยิ้มเย้ยหยัน “ตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง เชิญกระโดดโลดเต้นตามใจ”
ผู้ฝึกตนภาคแผนภูมิสวรรค์สิบคนของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ขัดขวางเส้นทางการกลับเหนือของเฝิงเซวี่ยเทา
คนเดียวที่มาช้าก็คือหลิวป๋ายผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบที่เพิ่งออกมาจากกลุ่มของเฝ่ยหราน
นางอาศัยชุดคลุมอาคม ‘ถ้ำสวรรค์หางปลา’ ที่โจวมี่ผู้เป็นอาจารย์มอบให้เดินไปบนทางลัดขึ้นฟ้าเส้นหนึ่ง ได้สยบจิตมารที่จำแลงมาจากคอขวดขอบเขตก่อกำเนิด เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนได้สำเร็จ
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของนางไม่เคยเปิดเผย ในอดีตถึงขั้นที่ว่าขนาดในกระโจมเจี่ยเซินก็ยังไม่มีบันทึกเอาไว้ คาดว่านี่คงเป็นการปฏิบัติพิเศษที่มีเพียงลูกศิษย์ผู้สืบทอดของโจเท่านั้นจึงจะได้รับ
พอหลิวป๋ายมาถึง ค่ายกลใหญ่ก็ถูกเสริมจนสมบูรณ์ จึงเริ่มรวบแหที่จับปลาใหญ่ขอบเขตบินทะยานตัวนั้นมา
การลงมือสี่ครั้งก่อนหน้า สองคนคือคนของใต้หล้าเปลี่ยวร้างกันเอง แต่เพราะว่าอีกฝ่ายไม่ยอมคล้อยตาม เรื่องที่เฝ่ยหรานได้เป็นผู้ครองใต้หล้าและยามที่มีคำสั่งโยกย้ายกองกำลังจากภูเขาทัวเยว่ แม้ภายนอกจะปฏิบัติตาม แต่ลับหลังกลับต่อต้าน
และยังมีผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบอีกคนหนึ่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ซ่อนตัวอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างมานานนับพันปี ส่วนการลงมือครั้งสุดท้ายก็คือล้อมฆ่าผู้ฝึกตนอิสระขอบเขตเซียนเหรินที่ชอบเก็บตกของดีของไพศาลคนนั้น จากนั้นก็เล่นตุกติกบางอย่างบนร่างของคนผู้นั้น ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายก็คงไม่ใช่แค่ขอบเขตถดถอยกลายเป็นก่อกำเนิดอย่างเรียบง่ายเท่านั้น
แม้จะบอกว่าการกระทำนี้เป็นการลงมืออย่างลับๆ แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าจะต้องสำเร็จเสมอไป เพราะถึงอย่างไรที่ฉิงจีก็มีเจ้านครจักรพรรดิขาว ผู้ที่ครองยศพญามารอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าเฝ้าพิทักษ์อยู่ หากอยู่ที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ เพราะแม้แต่เย่พู่จากราชวงศ์อวิ๋นเหวิน คนผู้หนึ่งที่เพิ่งเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานได้แค่ไม่กี่วันก็กล้าตั้งฉายาให้ตัวเองว่า ‘ตู๋ปู้’ (ก้าวเดินบนเส้นทางเพียงลำพัง) แล้ว ทว่าเจิ้งจวีจงที่เป็นผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรมคนหนึ่ง กลับสามารถหยัดยืนอยู่ในใต้หล้าไพศาลได้อย่างมั่นคง ย่อมต้องมีน้ำหนักอย่างมาก นอกจากนี้ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนภูเขาทัวเยว่ ทุกคนก็ยังจดจำได้จนวันนี้ เป็นเหตุให้หลังจากการประชุมที่สองใต้หล้าเจรจากันไม่สำเร็จครั้งนั้นผ่านไป ใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็เริ่มมีคำกล่าวหนึ่งแพร่ออกไป
ยินดีเอาปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานสามคนไปแลกกับเจิ้งจวีจงคนเดียว
นอกจากเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวแล้ว ยังมีฮว่อหลงเจินเหรินที่เคยลงมือในพื้นที่ใจกลางของใต้หล้าเปลี่ยวร้างครั้งหนึ่ง หลิ่วชีที่พอหวนกลับบ้านเกิดอย่างไพศาลก็รุดมาขัดขวางหย่างจื่อไว้ทันใด รวมไปถึงเฉินผิงอันอิ่นกวานผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ และผู้ฝึกยุทธเฉาสือเป็นหนึ่งในนั้น คนทั้งสิ้นสิบคนต่างก็ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างคาดหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนข้างมากที่สุด
เด็กหนุ่มชุดขาวยิ้มหน้าทะเล้น “โอ้ วันนี้พี่หญิงหลิวป๋ายว่างขนาดนี้เชียวหรือ ถึงกับมีเวลามาที่นี่ได้? หากมาช้ากว่านี้อีกสักนิด ไม่แน่ว่าพวกเราสี่คนคงจับปลาใหญ่ขอบเขตบินทะยานอย่างชิงมี่ตัวนี้ไว้ไม่ได้แล้วนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นยังถือว่าดี อย่างมากก็แค่ถูกเฝ่ยหรานทวงหนี้ แต่หากนิสัยดุร้ายของชิงมี่กำเริบ ฆ่าคนส่งเดชขึ้นมา พวกเราที่แขนขาเล็กขอบเขตไม่สูง จะไม่ตายแหงแก๋หรอกหรือ หากเป็นเช่นนี้จริง พี่หญิงหลิวป๋ายก็น่าจะถือว่าเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเราเก้าคนได้แล้วสินะ?”
หลิวป๋ายเอ่ยด้วยสีหน้าเฉยเมย “จะสอนเจ้าอีกสักเรื่องก็แล้วกัน เวลาที่พูดจาเหน็บแนมคนอื่น สีหน้าควรจะจริงจังกว่านี้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะดูเป็นพวกปากไร้หูรูด”
เด็กหนุ่มที่สวมชุดคลุมยาวสีขาวโพลนสวมหน้ากากสีขาวหิมะไว้บนใบหน้า ชายแขนเสื้อใหญ่สองข้างห้อยตกลงเป็นเส้นตรง นามแฝงคือชิวอวิ๋น คือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวขอบเขตยอดเขาคนหนึ่ง ตรงเอวพกดาบแคบไว้เล่มหนึ่ง
ดาบแคบมีชื่อว่า ‘ตี้จี’ (สนมของจักรพรรดิหรือบุตรสาวของชนชั้นสูง) เป็นสมบัติหนักยุคบรรพกาลที่มีฐานะพอๆ กับดาบแคบ ‘พิฆาต’ ที่เฉินผิงอันได้มาจากในคุกของกำแพงเมืองปราณกระบี่
สรวงสวรรค์ยุคบรรพกาล ใต้อาณัติของผู้ลงทัณฑ์หนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูงก็มีสี่ขุนนางด้านการลงทัณฑ์ เซี่ยกวนจิ้นอวิ๋นที่เป็นหนึ่งในนั้นรับหน้าที่ดูแลแท่นสังหารมังกรที่เอามาใช้จัดการกับพวกเผ่าพันธ์เจียวหลงโดยเฉพาะ ชิวกวนป๋ายอวิ๋น รับหน้าที่ลงทัณฑ์ในบ่อสายฟ้า
ชิวอวิ๋นถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง “เฮ้อ ยังคงเป็นพี่หญิงหลิวป๋ายที่มีความรู้ ไม่เสียแรงที่เป็นคนรักซึ่งไม่ได้รับการบันทึกชื่อของใต้เท้าอิ่นกวานพวกเรา”
แต่แล้วจู่ๆ เด็กหนุ่มชุดขาวก็ตบบ้องหูตัวเอง “ดูปากข้านี่สิ พูดเรื่องไหนไม่พูด ดันพูดเรื่องจี้ใจดำคนอื่นเสียได้”
หลิวป๋ายเงียบไม่ต่อคำ
เด็กหนุ่มจึงไม่พูดจาท้าทายหลิวป๋ายอีก สายตาของเขาฉายประกายระยิบระยับ พึมพำกับตัวเองว่า “ไม่รู้ว่าเฉาสือผู้นั้นจะใช่พวกคนที่มีแต่ชื่อเสียงจอมปลอมหรือไม่”
จู๋เชี่ยยังคงแต่งกายดังเดิม สะพายชั้นวางกระบี่ไว้ด้านหลัง กระบี่ยาวเสียบรวมกันไว้หนาแน่น มองดูแล้วประหนึ่งนกยูงรำแพนหาง
เขาเริ่มคิดถึงวันเวลาตอนที่อยู่กระโจมเจี่ยเซินขึ้นมาบ้างแล้ว จะดีจะชั่วก็ยังมีมู่จีหรือก็คือโจวชิงเกาในทุกวันนี้ที่สามารถสยบใจคนได้
ผู้ฝึกตนแผนภูมิฟ้ากลุ่มนี้ สมองของแต่ละคนผิดปกติไม่แพ้กัน หลายปีมานี้ถูกจับเอามารวมกัน ก็มีเพียงตอนอยู่กับเฝ่ยหรานเท่านั้นที่ถึงจะว่าง่ายหน่อย