ตอนที่ 2381
บทที่ 925.5 ยืมพันภูเขาหมื่นสายน้ำจากท่านทั้งหลาย (ห้า)
October 21, 2026
เวลานี้เฉินผิงอันพกดาบคู่ไว้ตรงเอว ฝ่ามือดันด้ามดาบ กระบี่ยาวเย่โหยวลอยอยู่ข้างกาย ก้มหน้าลงมองบุคคลเก่าแก่ที่เรือนกายก็คือหอสยบปีศาจผู้นั้น
จำได้ว่าก่อนหน้านี้อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เคยอาศัยยันต์สามภูเขาเดินทางผ่านมหาบรรพตชิงซาน ดูเหมือนว่ารูปลักษณ์ของซานจวินผู้นั้นจะเหมือนกับคนตรงหน้านี้อยู่เจ็ดแปดส่วน
ซานจวินมหาบรรพตที่มีฉายาว่าปี้อู๋ มีดวงตาดำสองชั้นสาดประกายแปดสี สวมผ้าคลุม ชุดสีแดงก่ำ เท้าสวมรองเท้าสาน แผ่กลิ่นอายโบราณเก่าแก่
เพียงแต่ไม่รู้ว่าซานจวินปี้ถงผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องอะไรกับต้นอู๋ถงต้นนี้
ตามบันทึกในช่วงแรกเริ่มสุดของศาลบุ๋น มีการเปรียบเทียบที่ค่อนข้างเรียบง่าย ช่วงต้นของปฏิทินเหลืองเก่าแก่ทั้งหลายได้มีการแบ่งบุคคลบางส่วนที่อยู่ระหว่างฟ้าดินอย่างไว้หยาบๆ โดยแบ่งออกเป็นสองชนิดได้แก่ ‘เทพเจ้า’ และ ‘ตัวประหลาด’
เสี่ยวโม่บิดหมุนไม้เท้าเดินป่าสีเขียวในมือเบาๆ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สหายมีมรรคกถาสูงถึงเพียงนี้ ทำเอาข้าที่ได้เห็นต้องแหงนมองจนปวดคอเลยทีเดียว”
การเดินทางหาประสบการณ์ครั้งนี้ก็เป็นเพราะติดตามอยู่ข้างกายคุณชาย เสี่ยวโม่ถึงได้พูดง่ายเช่นนี้ หากเป็นเมื่อหมื่นปีก่อน ป่านนี้คงลองสืบเสาะให้รู้ดำรู้แดงกันไปแล้ว
ในยุคบรรพกาลฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ อาณาเขตกว้างไกลถึงเพียงใด ใต้หล้าห้าแห่งของทุกวันนี้รวมกันแล้ว อาณาเขตก็ยังอยู่ไกลเกินกว่าจะเทียบขนาดของในอดีตได้ติด จำนวนของเผ่ามนุษย์ ในช่วงแรกเริ่มไม่มีค่าพอให้พูดถึงด้วยซ้ำ คำว่าการสืบพันธ์แตกกิ่งก้านสาขาก็เป็นแค่การมีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ อย่างถูไถเท่านั้น รอกระทั่งเวทคาถาประหนึ่งสายฝนพร่างพรมลงมายังโลกมนุษย์ ผู้ฝึกตนประเภทต่างๆ ประหนึ่งหญ้าป่าที่ขยายแผ่ลามออกไป และในฐานะผู้นำของหมื่นสรรพสิ่งที่เกิดมาก็เหมาะแก่การฝึกตนที่สุด เผ่ามนุษย์ก็ราวกับเป็น ‘นักพรตแต่กำเนิด’ อย่างไรอย่างนั้น เป็นเหตุให้เผ่าพันธ์ทั้งหลายที่หากคิดอยากจะเป็นเซียนดิน อาศัยหอบินทะยานสองแห่ง หมายจะเป็นอมตะไม่เสื่อมสลาย ล้วนจำเป็นต้องหลอมร่างเป็นมนุษย์ให้ได้เสียก่อนถึงจะเดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนได้สูงและไกลยิ่งกว่าเดิม
แต่เสี่ยวโม่ที่มีชาติกำเนิดมาจากเผ่าปีศาจ สุดท้ายก็ยังเป็นหนึ่งใน ‘นักพรต’ จำนวนน้อยนิดที่สามารถยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดบนพื้นดินของโลกมนุษย์ได้
มันหัวเราะ หดย่อเรือนกายให้เล็กลงจนขนาดร่างเท่ากับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญทั้งสอง ดวงตาทั้งคู่ก็กลับคืนมาเป็นปกติ สวมชุดคลุมอาคมสีเขียวมรกต มีเพียงชายแขนเสื้อสองข้างที่ยาวมาก มันก้าวเดินออกมาหนึ่งก้าว ชายแขนเสื้อสองด้านก็ยาวลากระพื้น ตรงดิ่งไปยังริมชอบอาณาเขตที่ใบไม้สีทองหล่นร่วงลงแล้วก็ไม่ขยับเดินหน้าไปอีกแม้แต่ครึ่งก้าว ชายแขนเสื้อทั้งสองทิ้งตัวดิ่งเป็นเส้นตรง เอ่ยแนะนำตัวเองว่า “ฉายาชิงถง”
มันเห็นเพียงว่าผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานขั้นสูงสุดที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียวผู้นั้นหรี่ตาเอ่ย “เสี่ยวโม่ ฉายาสี่จู๋”
ชิงถงมองชุดคลุมอาคมสีแดงสดแวบหนึ่ง นอกจากกระบี่ยาวที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วยังมียันต์แผ่นนั้น เนื่องจากในฟ้าดินมายาแห่งสุดท้าย เฉินผิงอันหยุดอยู่นานที่สุด ยันต์จึงถูกผลาญไปสิบเอ็ดแผ่นแล้ว
ชิงถงเอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า “หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้เห็น ‘ยันต์ฉับพลัน’ ประเภทนี้”
เฉินผิงอันกล่าว “ยันต์ฉับพลัน? ชื่อดี”
ตามบันทึกใน ‘มหัศจรรย์ที่แท้จริงตำราสีชาด’ มีชื่อเรียกว่ายันต์ม้าขาวควบผ่านช่องแคบ อีกชื่อคือยันต์จันทรา
ยามที่ยันต์ทุกแผ่นเผาไหม้จนหมดสิ้นก็จะมีม้าขาวตัวหนึ่งกระโดดพุ่งผ่านไป
ชิงถงพยักหน้า “ยันต์นี้เป็นเจ้าลัทธิลู่ที่เป็นผู้คิดค้น มีต้นกำเนิดมาจากยันต์ใหญ่ ‘สะพานหมื่นปี’ ของมรรคาจารย์เต๋า ปีนั้นถูกเจ้าลัทธิลู่ตั้งชื่อให้ว่า ‘ยันต์ฉับพลัน’”
ปีนั้นลู่เฉินยังไม่ได้เดินทางไกลไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว ยิ่งยังไม่ได้เป็นเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิงอะไร เขาล่องเรือออกทะเลนานหลายปี เคยขึ้นฝั่งที่ใบถงทวีปเพื่อไปเยี่ยมชมหอสยบปีศาจโดยเฉพาะ เป็นการ ‘เที่ยวเล่นขุนเขาสายน้ำ’ ไม่ต่างจากเฉินผิงอัน ระหว่างที่เดินทาง ลู่เฉินอยู่ว่างไม่มีอะไรทำก็วาดยันต์ฉับพลันแผ่นนี้ขึ้นมา เพียงแต่ว่าวัสดุที่นำมาทำเป็นแผ่นยันต์หาได้ยากมาก ตอนนั้นลู่เฉินวักน้ำมาวาดยันต์ น้ำที่วักมาก็คือน้ำในแม่น้ำแห่งกาลเวลา ธรณีประตูของยันต์ฉับพลันนี้สูงแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้
ยันต์ที่หยุดลอยอยู่ข้างกายเฉินผิงอันแผ่นนี้ เห็นได้ชัดว่าถูกยอดฝีมือดัดแปลงให้ง่ายลง การที่ชิงถงมั่นใจว่าไม่ใช่ฝีมือของลู่เฉินก็เพราะชิงถงมองเห็นปณิธานของมรรคกถาอีกอย่างหนึ่งบนยันต์
ในยุคบรรพกาล นกชิงเหนี่ยวโผผิน มีคำเรียกขานที่ไพเราะว่า ‘หลังแบกฟ้าคราม’ ไปมาอยู่ระหว่างฟ้าและดิน คอยส่งหนังสือคำสั่งจากสรวงสวรรค์ ทว่าม้าขาวควบผ่านช่องแคบกลับเพียงแค่ท่องอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาเท่านั้น
ชิงถงยิ้มถาม “เจ้าเจอหาตัวข้าเจอได้อย่างไร?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่เฉินผิงอันกับเสี่ยวโม่เพิ่งจะเข้ามาในหอสยบปีศาจ เสี่ยวโม่เงยหน้ามองฟ้า ทว่าเซียนกระบี่ชุดเขียวที่เดินอยู่ด้านหลังเสี่ยวโม่กลับก้มหน้ามองพื้น ถึงขั้นที่ว่ายังเหยียบพื้นด้วย
อันที่จริงสายตาของคนทั้งสองต่างก็ไม่ได้ผิด
คนหนึ่งเงยหน้ามองที่ตั้งร่างจริงของต้นอู๋ถง อีกคนหนึ่งกลับก้มหน้าลงมองไป ราวกับว่าใช้การ ‘สบตา’ พูดคุยกับนักพรตที่มีอายุขัยยาวนานตรงหน้าผู้นี้
น้ำเสียงของเฉินผิงอันแหบพร่า แฝงไว้ด้วยแววเยาะหยันอยู่หลายส่วน “ในเมื่อเจ้าเดาตัวตนของข้าได้ ยังจะกล้าลืมตาหลุบมองลงต่ำอีกหรือ?”
ชิงถงเริ่มขยับเท้า แต่กลับเบี่ยงตัวเดินอยู่บนเส้นอาณาเขตที่เชื่อมต่อระหว่างใบไม้ร่วงสีทองกับดินแดนไท่ซวีอยู่ตลอด ถามอย่างใคร่รู้ว่า “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
เฉินผิงอันหัวเราะหยัน “นี่ไม่ใช่คำถามที่ข้าควรถามเจ้าหรอกหรือ?”
ผู้ฝึกตนที่ ‘มั่นใจในเรื่องนี้’ นอกจากบรรพจารย์สามลัทธิที่จับมือกันไปเยือนเมืองเล็กบ้านเกิดแล้ว เกรงว่าคงมีแค่ลู่เฉินและโจวจื่อเท่านั้น
โจวจื่อต้องไม่อยากให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน ส่วนลู่เฉินหลังจากที่ออกมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ไม่เคยมาเยือนใบถงทวีป มีแต่จะไปที่แจกันสมบัติทวีปและอุตรกุรุทวีป
เสี่ยวโม่ฟังด้วยความมึนงงสงสัย ตัวตน? คุณชายยังมีตัวตนอะไรอีกที่ทำให้ชิงถงหวาดเกรงถึงเพียงนี้? ก่อนหน้านั้นฟังจากน้ำเสียงของเจ้าชิงถงผู้นี้ เขาพูดจาวางโตยิ่งกว่าแผ่นฟ้าเสียอีก เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นตัวตนอิ่นกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่อยู่ในสายตา หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับท่านผู้นั้น? แต่ก็ไม่ถูกสิ หากเกี่ยวข้องกับท่านผู้นั้นจริงๆ ชิงถงยังจะกล้าขัดขวางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสร้งทำเป็นลึกลับซับซ้อนเช่นนี้หรือ? ป่านนี้ก็ไม่ควรจะคุกเข่าโขกหัวให้จบเรื่องกันไปแล้วหรือไร?
หนึ่งในห้าเทพสูงสุดอย่างผู้ครองกระบี่
ต้นอู๋ถงต้นหนึ่งจะนับเป็นอะไรได้?
เอามาผ่าทำเป็นฟืนไว้ใช้ทำกับข้าวหรือ?
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูว่าจะคู่ควรหรือไม่
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ชิงถงเดาว่าข้าคือผู้ครองสรวงสวรรค์บรรพกาล หรือก็คือ ‘หนึ่ง’ นั้นที่ขนาดบรรพจารย์สามลัทธิก็ยังกริ่งเกรงอย่างมาก เป็นเหตุให้มรรคาจารย์เต๋ายังตั้งใจไปเยือนเมืองเล็กเพื่อพูดคุยกับข้าโดยเฉพาะ”
เรื่องนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาบอกกับเสี่ยวโม่
เสี่ยวโม่ได้ยินแล้วก็เงียบไปพักหนึ่ง “นั่นก็ปกติ ไม่ถูกสิ ต้องบอกว่าเป็นแบบนี้ถึงจะถูก”
เฉินผิงอันเองก็คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวโม่จะตอบกลับมาเช่นนี้
เสี่ยวโม่อยู่ในภูเขาลั่วพั่วได้อย่างเจริญรุ่งเรือง ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
เพียงแค่ประโยคนี้ก็สามารถติดสามอันดับแรกได้อย่างมั่นคงแล้ว มากพอจะขึ้นเวทีประลองกับประโยค ‘ขอบเขตของอาจารย์พ่อไม่ใช่ว่าต้องคิดคำนวณโดยเพิ่มไปอีกเท่าตัวหรอกหรือ’ ของเผยเฉียนผู้เป็นลูกศิษย์ใหญ่ได้เลยทีเดียว
เจ้าขุนเขาหนุ่มท่านนี้ใส่ร้ายผู้ถวายงานเสี่ยวโม่เสียแล้ว
หลังจากที่เสี่ยวโม่ ‘ปิดผนึก’ ความทรงจำและความรู้สึกส่วนหนึ่งของตัวเองเอาไว้ ตลอดทางที่ติดตามเฉินผิงอันมา ยกตัวอย่างเช่นตอนอยู่ในเมืองหลวงต้าหลี เสี่ยวโม่ก็มีความรู้สึกทำนองนี้นานแล้ว
ตอนนั้นก็รู้สึกแล้วว่าคุณชายที่อยู่ข้างกายเหมือนกับ ‘คน’ ผู้นั้นที่เขาเคยเห็นกับตามาก่อนอย่างมาก
แล้วก็เพราะว่าเหมือนมาก ก่อนหน้านี้เสี่ยวโม่ถึงได้รู้สึกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เหมือนจะใช่แต่ไม่ใช่ คน เรื่องราวและวัตถุทั้งหลายที่มีความคล้ายคลึงกัน แน่นอนว่าล้วนไม่ใช่ของจริงทั้งหมด
แต่หากคุณชายที่อยู่ข้างกายคือ ‘คนผู้นั้น’ จริงๆ เสี่ยวโม่ก็ไม่คิดอะไรมาก ถึงขั้นที่ว่ายังคาดหวังรอคอยอย่างยิ่งด้วย
เมื่อหมื่นปีก่อน ศึกเดินขึ้นสวรรค์ครั้งนั้น เนื่องจากความสัมพันธ์ในเรื่องระบบการสืบทอดสายเวทกระบี่ของเสี่ยวโม่ บวกกับผู้มีพระคุณบางคน ทำให้เขาไม่ได้ส่งกระบี่ออกไป สุดท้ายจึงเลือกติดตามเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว
สหายผู้นั้นก็พอๆ กับเสี่ยวโม่ที่นิ่งดูดายอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ หากจะบอกว่าหมื่นปีให้หลังเป็นการเดินขึ้นสวรรค์อีกครั้ง เสี่ยวโม่ก็ยินดีติดตามคนข้างกายเดินขึ้นสู่ที่สูงไปด้วยกัน