ตอนที่ 2435
บทที่ 939.1 ข้าคือเจ้าแห่งวิถีบูรพา (แปด)
October 21, 2026
อาจารย์ผู้เฒ่ายืนอยู่หน้าประตู ประสานมือคารวะ “ผู้เยาว์หลูเซิงคารวะเจ้าลัทธิลู่”
ทั้งสองฝ่ายกลับมาพบเจอกันอีกครั้งหลังจากลากันไปนาน คนหนึ่งเรียกพี่ซีโจว อีกคนหนึ่งเรียกตัวเองว่าผู้เยาว์
เพราะบัณฑิตไม่ได้ใช้เสียงในใจพูดคุยกับนักพรต เป็นเหตุให้เด็กสาวได้ยินอย่างชัดเจน พริบตานั้นหัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน เจ้าลัทธิลู่?
เจ้าลัทธิ
นักพรตหนุ่มที่บอกว่าตัวเองมี ‘วิชาเซียนติดกาย’ ผู้นี้ หรือว่าแท้จริงแล้วก็คือคนในยุทธภพ? หาไม่แล้วพรรคบนภูเขา ใครจะกล้าเรียกตัวเองว่าเจ้าลัทธิ?
เพียงแต่ว่าหากเขาผู้ฝึกยุทธเต็มตัวคนหนึ่ง ยันต์ที่อยู่บนไหล่นางแผ่นนั้นก็หนักนับหมื่นชั่ง กดทับจนนางมิอาจกระดุกกระดิกได้ คงไม่ใช่ว่ามีฐานกำลังทรัพย์หนาลึก มือเติบใจป้ำ จ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อมาจากเซียนซือบนภูเขาหรอกกระมัง?
ลู่เฉินขยับเส้นสายตามองไปยังเด็กสาว พยักหน้าเอ่ยว่า “แม่นางมีสายตาที่ดี เดาไม่ผิดหรอก นอกจากจะเป็นวิชาเซียนปลายแถวสองสามบทแล้ว อันที่จริงเสี่ยวเต้า (คำเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวของนักพรตคล้ายคำว่าผินเต้า) ก็ยังเป็นผู้ฝึกยุทธที่ไม่เปิดเผยตัวตนคนหนึ่งด้วย คำกล่าวที่ว่า ‘ปรมาจารย์ใหญ่’ ก็คือคำที่สร้างขึ้นโดยวัดมาจากตัวเสี่ยวเต้าเลยทีเดียว”
บัณฑิตเฒ่าได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างรู้ทัน เจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิงท่านนี้เคยเขียนบท ‘ปรมาจารย์ใหญ่’ จริง เพียงแต่ว่าเวลาผันผ่าน สุดท้ายก็กลายมาเป็นคำเรียกขานอย่างให้ความเคารพต่อผู้ฝึกยุทธเต็มตัวไปแล้ว
บัณฑิตเฒ่าเดินเข้าไปในห้องครัว นั่งลงตรงข้ามกับลู่เฉิน บนโต๊ะมีตะเกียบและชามอีกชุดหนึ่งเพิ่มมาไว้นานแล้ว แม้แต่กาเหล้าก็ยังมีอยู่สองกา เห็นได้ชัดว่าเอาไว้รับรองคนรู้จักเก่าที่ได้มาพบเจอกันอีกครั้งในต่างบ้านต่างเมืองผู้นี้
ลู่เฉินถามอย่างใคร่รู้ “อดีตเจ้าสำนักเจียงตัดใจปล่อยให้เจ้าออกมาจากพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาได้อย่างไร?”
หลูเซิงรินเหล้าให้ตัวเองหนึ่งชาม ยิ้มเอ่ยว่า “เคยมีข้อตกลงกับเจียงซ่างเจิน หลังจากที่ข้าสะสางความปรารถนาเดิมเรื่องหนึ่งสำเร็จแล้วก็ยังต้องกลับไปเป็นคนพายเรือต่ออีกครั้ง”
ในพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาแห่งนั้นใช้นามแฝงว่าหนีหยวนจาน ถ่อเรือประทังชีพ
ในประวัติศาสตร์ หาดหินหวงเฮ้อหนึ่งในสิบแปดทัศนียภาพของพื้นที่มงคลถ้ำเมฆา เคยมีเซียนกระบี่บรรพกาลไม่ทราบนามคนหนึ่งมาร่ำสุราอยู่ในศาลา
สุดท้ายขณะที่กำลังเมามายก็ส่งเสียงเรอดังลั่น เม็ดกระบี่เม็ดหนึ่งถูกพ่นออกจากปาก แสงกระบี่เหมือนสายรุ้งที่พุ่งไปฟันยุงเหนือแม่น้ำ
ตอนนั้นชุยตงซานกับคนพายเรือเฒ่าอยู่บนเรือลำเล็กข้ามแม่น้ำด้วยกัน บทสนทนาของทั้งสองฝ่ายเหมือนเป็นการเล่นทายปริศนาธรรมกันไม่หยุดหย่อน ล้วนเป็นการเปิดโปง ‘สถานะ’ ส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายทั้งสิ้น
คนหนึ่งคือ ‘วัวดำไปเยี่ยมเยือนตำหนักหยกเพียงลำพัง แต่กลับทิ้งกระเรียนเหลือง (หวงเฮ้อ) ให้เฝ้าโอสถทอง’ เนื้อหนังเคยเป็นคราบร่างนกกระเรียนเหลืองแห่งยุคบรรพกาลที่ ‘ในอดีตชื่อเสียงสูงเหนือดวงดาว’
ส่วนอีกคนหนึ่งคือมังกรเฒ่าแคว้นสู่โบราณที่ ‘ราชันแห่งดาวตักเหล้าเลิศรส โน้มน้าวให้เหล่ามังกรดื่มกันให้เต็มคราบ’ เจ้าของเนื้อหนังมังสาเคยเดินทางไกลท่องไปในทางช้างเผือก ถูกเซียนจวินแห่งดาวเป่ยโต้วโน้มน้าวให้ดื่มเหล้า
คนพายเรือเฒ่าที่ใช้นามแฝงว่าหนีหยวนจาน ปีนั้นหลังจากเมามายก็ได้สังหารปีศาจ ร่างจริงคือเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบที่แม้แต่เจียงซ่างเจินตอนที่เป็นขอบเขตหยกดิบก็ยังทำอะไรไม่ได้ กินปราณวิญญาณฟ้าดินเป็นอาหาร ไปมาไร้ร่องรอย ยากที่จะจับตัวได้ คนพายเรือเฒ่ากลับสามารถอาศัยเวทกระบี่ที่ลี้ลับและวิชาอภินิหารเฉพาะสยบกำราบปีศาจตนนั้นเอาไว้ได้ สุดท้ายใช้กระบี่สังหารมันทิ้ง เท่ากับช่วยกำจัดภัยร้ายให้กับสกุลเจียงแห่งถ้ำเมฆาไปได้
ลู่เฉินถาม “อาจารย์ซีโจวไม่เคยได้เจอกับแม่นางสุยที่เดินออกมาจากภาพวาดเลยหรือ? หากผินเต้าจำไม่ผิด ก่อนที่แม่นางสุยจะกลายเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของสำนักเจินจิ้งเคยไปฝึกตนอยู่ที่ภูเขาบรรพบุรุษของสำนักกุยหยกอยู่นานหลายปี นางกับอาจารย์ซีโจวห่างกันแค่ก้าวเดียว เหตุใดอาจารย์และศิษย์อย่างพวกเจ้าถึงไม่ยอมมาพบเจอกัน? หากว่าได้กลับมาสานต่อวาสนาเดิมอยู่ในใต้หล้าไพศาล กลับคืนมามีสถานะเป็นอาจารย์และศิษย์กันอีกครั้ง ก็จะไม่กลายเป็นเรื่องเล่าขานงดงามบนภูเขาหรอกหรือ?”
หลูเซิงส่ายหน้า “เรื่องของเมื่อชาติก่อนและวาสนาของเมื่อชาติก่อน หากหยุดในชาตินี้ได้ก็ควรหยุด ไม่อย่างนั้นชาติหน้าจะต้องเจอกับบัญชีเลอะเลือนอีกบัญชีหนึ่ง แล้วเมื่อไหร่จะถึงจุดสิ้นสุดเสียที”
ลู่เฉินทอดถอนใจ ตบโต๊ะร้องดัง “ฟังคำบรรยายของท่านหนึ่งครั้งเหมือนได้กรอกเทสติปัญญา ปลุกให้คนบนภูเขาที่อยู่ในความฝันไม่รู้กี่มากน้อยสะดุ้งตื่นขึ้นมา”
หลูเซิงส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ไยเจ้าลัทธิลู่ต้องจงใจพูดเยินยอด้วยเล่า”
โจวจื่อพูดถึงฟ้า ลู่เฉินพูดถึงฝัน ล้วนมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว
ลู่เฉินยกชามเหล้าขึ้นแกว่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม สายตาฉายแววไม่พอใจ “ในเรื่องของการรับลูกศิษย์ ผินเต้าละอายใจที่สู้ไม่ได้ พวกลูกศิษย์ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายพวกนั้น จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครที่ได้ครอบครองคำเรียกขานว่า ‘บุคคลอันดับหนึ่งในใต้หล้า’ เลย ทำเอาคนที่เป็นอาจารย์อย่างข้า เดินไปที่ไหนก็ล้วนไม่เป็นที่นิยม ดูอย่างซิ่วไฉเฒ่าสิ ต่อให้ไปถึงใต้หล้ามืดสลัว อยู่ในอารามเสวียนตูแห่งนั้นก็ยังทำเหมือนอยู่ในบ้านของตัวเองได้”
หลูเซิงไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี บุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าของพื้นที่มงคลดอกบัวจะเอามาทัดเทียมกับใต้หล้าไพศาลได้อย่างไร หมวกสูงใบนี้ของเจ้าลัทธิลู่ หลูเซิงไม่กล้าเอามาสวมลงบนศีรษะของตัวเองจริงๆ
พวกลูกศิษย์ผู้สืบทอดของลู่เฉิน มีใครบ้างที่ไม่มีมรรคกถามีความสำเร็จยิ่งใหญ่ พูดถึงแค่เฉาหรง เฮ้อเสี่ยวเหลียงที่อยู่ต่อในใต้หล้าไพศาลก็เป็นขอบเขตเซียนเหรินที่มีหวังจะเป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว
พื้นที่มงคลดอกบัว ในอารามกวานเต๋า นอกจากเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่เป็นเจ้าบ้านแล้ว บางครั้งก็จะมีแขกผู้สูงศักดิ์อย่างเช่นพวกนักพรตฉุนหยาง และยังมีพวก ‘เจ๋อเซียน’ แห่งใบถงทวีปที่ไปฝึกประสบการณ์ในโลกโลกีย์ขัดเกลาจิตแห่งมรรคาในพื้นที่มงคล นอกจากนี้เดิมทีพื้นที่มงคลเองก็ไม่เคยขาดบุคคลผู้มีคุณสมบัติโดดเด่น หากไม่เป็นเพราะเจ้าอารามผู้เฒ่าจงใจเก็บรวบรวมปราณวิญญาณฟ้าดินมาไว้ ไม่อนุญาตให้คนธรรมดาฝึกตน คาดว่าคงจะต้องเป็นเหมือนพื้นที่มงคลหลิงส่วงแห่งฝูเหยาทวีปหรือไม่ก็พื้นที่มงคลถ้ำเมฆาของเจียงซ่างเจินที่ต้องมีเซียนดินกลุ่มใหญ่ปรากฎตัวนานแล้ว และในประวัติศาสตร์ของพื้นที่มงคลดอกบัว ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่ผู้คนให้การยอมรับว่าขยับเข้าใกล้ ‘วิถีฟ้า’ มากที่สุด แท้จริงแล้วก็คือสตรีคนหนึ่ง
สุยโย่วเปียน
นางคือ ‘ผู้อาวุโส’ แห่งยุทธภพคนหนึ่งที่สามารถทำให้อวี๋เจินอี้แห่งพรรคหูซานเลื่อมใสบูชาอย่างยิ่ง
วนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ ถูกเรียกขานเป็นผู้กล้าในยุทธภพ ได้ครองตำแหน่งบุคคลอันดับหนึ่ง วกวนไปมา ตามความเห็นของอวี๋เจินอี้ที่จิตใจทะเยอทะยานเห่อเหิมแล้วก็เป็นแค่ผีบังตาเท่านั้น สุดท้ายก็ยากจะหนีพ้นกฎตายตัวของ ‘โลกีย์’ ไปได้
แต่สุยโย่วเปียนกลับไม่เหมือนกัน ปีนั้นสตรีผู้นี้พกกระบี่บินทะยาน ปล่อยกระบี่สู่ม่านฟ้าสามครั้ง