ตอนที่ 2439
บทที่ 940.2 ใบท้อพบเจอดอกท้อ
October 21, 2026
นักพรตเนิ่นเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ขอแค่คุณชายของตนได้อ่านหนังสือก็จะต้องขมวดคิ้ว จริงจังก็จริงจังอยู่หรอก แต่จะอ่านเข้าหัวกี่มากน้อย หึหึ
พูดถึงแค่ตำรา ‘หลอมภูเขา’ เล่มที่อยู่ในมือ นักพรตเนิ่นอยากจะให้คุณชายเปิดอ่านดู ผลคือหลี่ไหวโบกมือส่ายหน้าโดยตรง บอกว่าจะให้ข้าอ่านตำราเล่มนี้ทำไม? อ่านเข้าใจหรือ? ต่อให้อ่านเนื้อหาเข้าใจ ด้วยคุณสมบัติของข้าจะสามารถฝึกตนได้หรือ? นักพรตเนิ่นเจ้าคิดอะไรอยู่ จงใจอยากเห็นเรื่องตลกของข้าหรือ?
แต่บอกตามตรง นักพรตเนิ่นรู้สึกว่าต่อให้ตัวเองได้ ‘หลอมภูเขา’ ครึ่งเล่มล่างมา สำหรับเรื่องของการเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ นักพรตเนิ่นก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย
หยวนโส่วผู้นั้นอาศัยสงครามใหญ่ครานั้นกลืนกินภูเขาของสองทวีปอย่างฝูเหยาและใบถงไปกี่มากน้อย? แล้วอย่างไร? ก็ยังเป็นขอบเขตบินทะยานอยู่เหมือนเดิมไม่ใช่หรือ
อีกอย่างในใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ ก่อนหน้านี้นักพรตเนิ่นใช้ฉายาว่าหลงซานกง ใช้สถานะของคนที่ชื่อว่าโอ่วหลูเดินทางท่องไปทั่วใต้หล้า ก็พอจะเดาเบาะแสออกได้แล้วว่า เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งซึ่งเคยถูกขนานนามว่าคุณสมบัติบดขยี้คนขอบเขตเดียวกันผู้นี้ เคยเจอกับความยากลำบากใหญ่หลวงบนอักษรคำว่า ‘ภูเขา’ มาก่อน มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าการเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่ครั้งหนึ่ง หรืออาจถึงสองขั้นล้วนไร้ผล เหวยเซ่อถึงได้หมดอาลัยตายอยากเช่นนี้
“เหล่าเนิ่น”
นักพรตเนิ่นถามอย่างกังขา “คุณชาย มีอะไรหรือ?”
หลี่ไหวกล่าว “ข้ามีความคิดที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอย่างหนึ่ง เจ้าลองฟังดูก็แล้วกัน หากพูดไม่ถูก แล้วเจ้ารู้สึกว่าไร้สาระก็อย่าหัวเราะ”
เวลานี้นักพรตเนิ่นก็เริ่มตีหน้าเคร่งกลั้นขำแล้ว “เชิญคุณชายพูดได้เลย”
หลี่ไหวเอ่ยเสียงเบาว่า “เหล่าเนิ่น ขอบเขตของเจ้าสูงขนาดนี้ หากบอกว่าอาศัยการขนย้ายภูเขา กินรากภูเขาแต่ละเส้น จากนั้นอาศัยวิชาอภินิหารในการย่อยพวกมัน แน่นอนว่าย่อมเพิ่มตบะได้ ค่อยๆ ขยับขอบเขตให้สูงทีละเล็กทีละน้อย แต่ข้ากลับรู้สึกว่า…ห่างจากการเป็นเทพเซียนบนภูเขาของพวกเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่างจากมหามรรคา…สำหรับในใจของผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคา ยังมีระยะห่างอยู่อีกมาก ตำราโบราณในมือเจ้าเล่มนี้ไม่ได้ชื่อว่า ‘หลอมภูเขา’ หรอกหรือ หลังจากหลอมมันแล้วก็จะได้เห็นสถานที่ที่ไม่ขาดสายน้ำ ขาดก็แต่ภูเขาหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นบางครั้งเจ้าก็พ่นภูเขาออกมาสักสองสามลูกเถอะ…ก็เหมือนอย่างในตำราที่ข้าเพิ่งอ่านเมื่อครู่นี้ มีประโยคหนึ่งบอกว่า ‘ฝึกวิชาสามพันถึงขั้นสมบูรณ์ ก็เพื่อสร้างรากฐานแห่งมรรคกถา’ คำว่ารากฐานที่ว่านี้ก็คือพูดถึงบ้านเรือนที่มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราพักอาศัย ไม่ได้พูดถึงรากภูเขาตีนเขาสักหน่อย ข้ารู้สึกว่ามีเหตุผลมากเลย เดี๋ยวนะ ขอให้ข้าได้เปิดดูก่อน นี่ไง ยังมีประโยคนี้ คนที่เขียนตำราเล่มนี้ยังบอกไว้อีกประโยคว่า ‘ลงน้ำหลอมไฟ พักภูเขาหลอมหยก ไยต้องบอกท่านว่าเป็นถ้ำสวรรค์’ …ดูเหมือนว่ายังมีประโยคนี้ด้วย ‘อาศัยหินของภูเขาลูกอื่นมากลึงเป็นหยก หินภูเขาคือภูเขานอกกาย หยกนี้คือภูเขาในใจ’ ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวที่ว่าฟ้าดินคือบิดามารดาของหมื่นสรรพสิ่งที่ลัทธิเต๋ากล่าวถึง หรือคำว่านักเดินทางในฟ้าดินของนักประพันธ์ และยังมีคำว่า ‘ฟ้าและคนรวมเป็นหนึ่ง’ ที่สามลัทธิอย่างขงจื๊อพุทธเต๋าชอบพูดถึง ข้ารู้สึกว่าสืบสาวราวเรื่องกันแล้ว คืออะไรนั้นบอกได้ยาก แต่อย่างน้อยข้าก็มั่นใจในเรื่องหนึ่งว่ามันต้องไม่ใช่…เรื่องที่คล้ายคลึงกับการเล่นหมากล้อม ไม่จำเป็นต้องแบ่งแพ้ชนะ ไม่ใช่ว่าเจ้ามากข้าน้อย เรื่องของการฝึกตนไม่ใช่ความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามที่ว่าเจ้ามีข้าไม่มี เจ้าเพิ่มข้าจึงลด เมื่อเอามาใช้กับเจ้าเหล่าเนิ่น หากเอาแต่คอยค้นหาเทือกเขา ขุนเขาและเส้นชีพจรมังกรจากฟ้าดินอยู่ตลอด ต้องกินไปตลอดทาง เมื่อไหร่จะถึงจุดสิ้นสุด? คงไม่อาจกินห้าขุนเขาที่มีชื่อเสียงในใต้หล้าลงไปทั้งหมดหรอกกระมัง? ถ้าหาก ข้าพูดว่าถ้าหากนะ ถ้าหากตลอดทั้งฟ้าดินสามารถถูกมองเป็นผู้ฝึกตนใหญ่บางคนที่คล้ายคลึงกับองค์เทพที่ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็พระภิกษุสมณศักดิ์สูงเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม คิดดูแล้วเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับการเอาแต่ได้ไม่รู้จักเสียสละอย่างไม่มีวันหมดสิ้นของผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์ก็คงรู้สึกรำคาญเหมือนกันกระมัง ใช่เหตุผลข้อนี้หรือไม่? แต่ข้าเป็นคนนอกในเรื่องของการฝึกตน ก็แค่พูดเหลวไหลไปสองสามประโยคเท่านั้นเอง”
แรกเริ่มนักพรตเนิ่นยังมีสีหน้าผ่อนคลาย แต่พอได้ยินหลี่ไหวพูดคำว่า ‘มหามรรคา’ ออกมา จิตแห่งมรรคาก็พลันสั่นสะเทือน อยู่ดีๆ นักพรตเนิ่นก็กระปรี้กระเปร่าได้ทันใด ยืดเอวตรง นั่งสงบสำรวมตามจิตใต้สำนึก รอกระทั่งหลี่ไหวเอ่ยคำว่า ‘รากฐานแห่งมรรคกถา’ สีหน้าของนักพรตเนิ่นก็แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน พอเอ่ยคำว่า ‘พักภูเขาหลอมหยก’ นักพรตเนิ่นก็ดีใจจนหลงระเริง…หลงลืมทุกอย่างไป…
รอกระทั่งหลี่ไหวพูดจนปากคอแห้งผากแล้วจึงหยุดเสียงลง ก็ไม่สนว่าเหล่าเนิ่นฟังแล้วจะหัวเราะเยาะรู้สึกว่าน่าขันหรือไม่ ถึงอย่างไรหลี่ไหวก็ได้พูดจนตัวเองรู้สึกกระอักกระอ่วนเต็มที่ไปแล้ว
พูดจาสะเปะสะปะไม่มีลำดับ เหยียบเปลือกแตงโมลื่นไปถึงตรงไหนก็ตรงนั้น ไม่มีระเบียบขั้นตอน...
หากเฉินผิงอันอยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ
ผู้เฒ่าชุดเหลืองพลันคืนสติ ยื่นมือมาตบธรณีประตูที่อยู่ใต้ก้นเบาๆ พึมพำว่า “ข้าบรรลุมรรคาแล้ว ข้ามองเห็นมรรคาแล้ว”
หลี่ไหวก้มหน้าลงมองหน้าปกของตำราเล่มนั้น คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้แซ่หลวี่นามเหยียน
นักพรตเนิ่นสีหน้าสดใสแช่มชื่น ดวงตาทั้งคู่เหมือนมีประกายแสงพริบพราวกระเพื่อมไม่หยุด เงยหน้าถามว่า “คุณชาย ตำราเล่มนี้ใครเป็นคนเขียนหรือ?”
หลี่ไหวยิ้มกล่าว “หลวี่เหยียน ดูเหมือนจะเป็นนักพรตคนหนึ่ง”
นักพรตเนิ่นถามอย่างสงสัย “อักษรตัวไหน เหยียนที่แปลว่าภาษาหรือ? หรือว่าเหยียนที่แปลว่าหินผา?”
หลี่ไหวกล่าว “เหยียนที่มีอักษรซานอยู่ด้านล่างอักษรผิ่นอยู่ข้างบน”
นักพรตเนิ่นลุกขึ้นยืน สะบัดชายแขนเสื้อ หันหน้าเข้าหาหลี่ไหวและโต๊ะตัวนั้น ก้มคารวะสามกราบ กราบหลี่ไหว กราบตำรา กราบหลวี่เหยียน
เรือนหลังที่อยู่ใกล้กัน เฉินหลิงจวินนั่งยองอยู่บนขั้นบันได มองกวอจู๋จิ่วที่ฝึกท่าหมัดเดินนิ่งพลางส่งเสียงฮื่อฮ่าไปด้วย
ทางฝั่งของพรรคหวงเหลียงนี้ บนภูเขาไม่มีธรรมเนียมกินอาหารคืนข้ามปี เฉินหลิงจวินกับนักพรตเนิ่นช่วยกันออกความคิดว่าเป็นแขกควรตามใจเจ้าบ้าน จึงละเว้นเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะดูเรื่องมากเกินไป และมีแต่จะทำให้พรรคหวงเหลียงรู้สึกลำบากใจ
เฉินหลิงจวินถาม “กวอจู๋จิ่ว เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่นะ ทำไมต้องฝึกท่าเดินนิ่งวิชาหมัดอยู่ทุกวันด้วย?”
กวอจู๋จิ่วกระโดดขึ้นสูง หมุนตัวเหวี่ยงเท้า พอพลิ้วกายลงบนพื้นแล้วก็เอ่ยว่า “ความมานะชดเชยข้อบกพร่องได้”
เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน ข้าถามเจ้าเรื่องนี้หรือ?
กวอจู๋จิ่วพลันเอ่ยว่า “คนที่ชื่อหวงชงผู้นั้นเป็นฮ่องเต้จริงๆ หรือ?”
หวงชงผู้นั้นคือฮ่องเต้คนแรกที่กวอจู๋จิ่วได้เห็นหลังจากมาเยือนใต้หล้าไพศาล
เฉินหลิงจวินลุกขึ้นยืน สองมือเท้าเอวฉับ เชิดหน้าพูด “เจ้าหมายถึงพี่น้องหวงชงของข้าน่ะหรือ เขาย่อมต้องเป็นฮ่องเต้ของหนึ่งแคว้นอยู่แล้ว ไม่มีมาดอะไรเลยใช่ไหม ก็แค่พฤติกรรมยามดื่มเหล้าแย่ไปสักหน่อย เรื่องอื่นๆ ที่เหลือก็หาข้อบกพร่องไม่เจอแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้ เฉินหลิงจวินก็เอ่ยอย่างน่าสงสารว่า “ข้าได้ป่าวประกาศออกไปแล้ว กวอจู๋จิ่ว วันหน้าหากอยู่กับนายท่าน เจ้าช่วยพูดจาดีๆ แทนข้าสักสองสามประโยคได้ไหมล่ะ”
กวอจู๋จิ่วอืมรับ “แน่นอนอยู่แล้ว”
กลับกลายเป็นว่าเฉินหลิงจวินต้องอึ้งงันเสียเอง “หา? เจ้ายินดีช่วยจริงๆ หรือ?”
กวอจู๋จิ่วถามอย่างสงสัย “ข้าเจออาจารย์พ่อก็มีคำพูดเป็นกระบุงใหญ่อยากจะพูด ก็แค่ช่วยพูดจาดีๆ แทนเจ้าไม่กี่คำ เหมือนใส่ตะแกรงใบเล็กลงไปในกระบุงใบใหญ่ มีอะไรให้ยินดีไม่ยินดีกัน”
เฉินหลิงจวินพยักหน้ารัวเร็วเหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก ในใจรู้สึกอุ่นซ่าน เกือบจะน้ำตาไหลออกมาเสียแล้ว
เว่ยซานจวินที่ไร้คุณธรรมในยุทธภพสิบคนก็สู้กวอจู๋จิ่วที่มีใจของจอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรมไม่ได้จริงๆ!
กวอจู๋จิ่วพลันหยุดท่าเดินนิ่ง “ไปหาหลี่ไหวนะ”
เฉินหลิงจวินลุกขึ้นยืน ถามอย่างง่ายๆ “ไปทำอะไร?”
แต่กวอจู๋จิ่วเป็นคนคิดเร็วทำเร็วมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดีดปลายเท้าหนึ่งทีก็กระโดดขึ้นไปบนหัวกำแพง เอ่ยว่า “ไปหาหลี่ไหว ให้เขาร่ายวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตน่ะสิ ศิษย์พี่หญิงใหญ่เคยบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มากเลยล่ะ ทดลองหลายครั้งก็ยังไม่พลาด!”
เฉินหลิงจวินรู้สึกหัวโตขึ้นมาทันใด รู้ว่ากวอจู๋จิ่วพูดเรื่องอะไรอยู่ นางพูดถึงเรื่องที่ทุกครั้งที่หลี่ไหววาดยันต์ผีลงบนพื้น เขียนชื่อว่าเฉินผิงอันลงไป ก็จะได้พบนายท่านบ้านตนทุกครั้ง เฉินหลิงจวินเงยหน้ามองเจ้าคนที่ไปยืนอยู่บนหัวกำแพงเรียบร้อยแล้ว เอ่ยว่า “หลี่ไหวพูดจาเหลวไหล เผยเฉียนก็ส่งต่อข่าวลืออย่างส่งเดช เจ้าก็เชื่อจริงๆ หรือ?”