ตอนที่ 243
บทที่ 243 ทายาทขององค์รัชทายาท
October 28, 2026
กู้ชิวเหลิ่งเดิมทีมิรู้ตัว แต่เมื่อกู้เจินกล่าวมาดังนี้นางจึงได้สังเกตเห็นแขนเสื้อของตน มันเลอะคราบเลือดจริงตามนั้น หากออกไปเช่นนี้หากมีใครเห็นเข้าคงจะถูกเอ่ยถาม
กู้ชิวเหลิ่งกล่าวว่า “ขอบใจเจ้ามาก ข้ารู้แล้ว”
เมื่อกล่าวจบ กู้ชิวเหลิ่งก็ฉีกแขนเสื้อออกทุกอย่างเฉยเมย มองไปดูมิโดดเด่นเท่าเมื่อสักครู่ อาจกล่าวได้ว่า ต้นไม้ระมัดระวังจึงทำให้ แขนเสื้อไปเกี่ยวกับเนื้อผ้าขาด
กู้ชิวเหลิ่งหันหลังเดินจากไป กู้เจินเม้มริมฝีปาก จากนั้นจึงสั่งให้ผู้ที่รู้การรักษาเข้ามาทำบาดแผลให้แก่มู่หรงอี๋ที่ขา
ระหว่างทางนั้น กู้ชิวเหลิ่งได้แต่ครุ่นคิด มิรู้ว่ามู่หรงอี๋จะนำหลักฐานนั้นไปซุกซ่อนที่ใดกันแน่
จากความคิดและแผนการของมู่หรงอี๋ในก่อนหน้า ก็อาจเป็นไปได้ที่จวินฉีเซิ่งจะหามิพบ ในตอนแรกที่จริงนางก็คิดว่าหลักฐานนั้นจะอยู่ที่ตัวของหลิ่วอี๋เหนียง แต่เมื่อครุ่นคิดดูอีกที ทุกอย่างจะง่ายดายเช่นนั้นอย่างไรกันเล่า เพราะเหตุใดจวินฉีเซิ่งตามหามาหลายปีแต่ก็มิพบ อีกอย่างบัดนี้หลิ่วอี๋เหนียงก็ตายไปแล้ว ที่จริงจวินฉีเซิ่งควรจะหาหลักฐานนั้นกลับคืนมาเจอสักที ทว่าท่าทางของมู่หรงอี๋เมื่อสักครู่ เห็นได้ชัดว่าจวินฉีเซิ่งยังหาหลักฐานมิพบ
แล้วนี่......เพราะอะไรกัน?
กู้ชิวเหลิ่งเดินตรงไปถึงที่พักของจวินหวาเทียนโดยมิรู้ตัว เมื่อเข้าไปด้านในก็พบกับกลิ่นยาคละคลุ้ง คาดว่าเขาคงจะเพิ่งกินยาเข้าไปมินาน
กู้ชิวเหลิ่งกล่าวว่า “ข้ามามิถูกจังหวะเอาเสียเลย เจ้าเพิ่งจะกินยาควรพักผ่อน”
จวินหวาเทียนกล่าวอย่างมิได้ใส่ใจนักว่า “เข้ามานั่งเถิด”
กู้ชิวเหลิ่งก็มิได้เกรงใจ นางเข้าไปนั่งอยู่ตรงข้ามกับจวินหวาเทียน
ขณะนั้นจวินหวาเทียนกำลังนอนเอนกายพักผ่อนอยู่บนเตียงแสนนุ่มของเขา มีผ้าห่มซึ่งทอสานค่อนข้างหนาแน่นห่มร่างกายเอาไว้ สีหน้าดูซีดเผือด ไร้เส้นเลือดฝาด
กู้ชิวเหลิ่งอดมิได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน กล่าวว่า “นับตั้งแต่เจ้าเดินทางเข้ามาในพระราชวัง เหตุใดสีหน้าจึงดูย่ำแย่ลงทุกครา?”
ร่างกายของข้านั้นข้ารู้ตัวเองดี เจ้าอย่าได้กังวลใจไป”
จวินหวาเทียนไอออกมาอยู่พักใหญ่ กู้ชิวเหลิ่งกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าไปที่ตำหนักเย็นมา และเอ่ยถามเรื่องราวได้เล็กน้อย”
“ดูจากนิสัยของเจ้า สิ่งที่ถามคงจะเกี่ยวข้องกันกับตระกูลมู่หรง เรื่องเหล่านั้นข้ารู้”
การที่จวินหวาเทียนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทำให้กู้ชิวเหลิ่งประหลาดใจมิน้อย “เจ้ารู้แล้วหรือ เจ้ารู้ทุกเรื่องงั้นหรือ?”
“อาชิว สิ่งที่เจ้าคิดได้ ใช่ว่าข้าคิดมิได้ มู่หรงอี๋อยู่ในวังหลังมาหลายปี ดำรงตำแหน่งเป็นกุ้ยเฟยและได้รับความเมตตามาตลอด เจ้าคิดว่าเป็นเพราะจวินฉีเซิ่งเห็นแก่ความงามของนางหรือ คาดว่ามู่หรงอี๋คงจะเก็บความลับที่เป็นหลักฐานระหว่างความร่วมมือของเขากับหนานชางโหวเอาไว้นะสิ”
การที่จวินหวาเทียนรู้เรื่องราวได้อย่างกระจ่างแจ้งเช่นนี้ ทำให้กู้ชิวเหลิ่งรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถยิ่งนัก “ข้าเองก็สงสัยมาโดยตลอด แต่มิเคยคิดว่าจะเป็นจริงดังนั้น จากที่เจ้ามองดู เจ้าพอรู้หรือไม่ว่านางซ่อนหลักฐานนั้นไว้ที่ใด”
จวินหวาเทียนพยักหน้ากล่าวว่า “ข้ารู้”
“เจ้ารู้งั้นหรือ?”
กู้ชิวเหลิ่งหันไปมองทางจวินหวาเทียนด้วยความสงสัย เขาวางถ้วยน้ำชาในมือลงกล่าวว่า “ข้ารู้ และเรื่องนี้มิจำเป็นต้องไปกังวล”
ผ่านไปเนิ่นนานทีเดียว จวินหวาเทียนจึงได้กล่าวขึ้นว่า “รอแค่เพียงสายลมพัดโชย”
กู้ชิวเหลิ่งคิดว่าสายลมที่จวินหวาเทียนกล่าวมาเมื่อครู่ ก็คือหนอนพิษกู่ของเหมียวเจียง
มันเป็นหนอนกู่ที่สามารถทำให้จวินฉีเซิ่งยอมกล่าวความจริงออกมาทุกประการ
กู้ชิวเหลิ่งเอ่ยถามว่าจวินหวาเทียน “เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ว่าเจ้าสิ่งนั้นซ่อนอยู่ที่ใดกันแน่”
“อยู่ในสุสานฮ่องเต้”
สุสานฮ่องเต้มีไว้สำหรับจัดฝังฮ่องเต้และเหล่าสนมทั้งหลาย
กู้ชิวเหลิ่งขมวดคิ้วเข้าหากัน กล่าวว่า “เหตุใดจึงไปอยู่ในสุสานฮ่องเต้ได้ สิ่งใดทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น?”
จวินหวาเทียนส่ายหน้าตอบว่า “เรื่องนี้เจ้ามิจำเป็นต้องเอ่ย มีใครคนหนึ่งบอกข้า”