ตอนที่ 247
บทที่247 จวินฉีเซิ่งคลุ้มคลั่ง
October 28, 2026
จวินหวาเทียนกางพระราชโองการในมือของตนออกเพื่อเผยให้เห็นถึงเนื้อความในการสืบทอดบัลลังก์ให้แก่อ๋องหวาอย่างชัดเจน
เหล่าขุนนางทั้งหลายมิรู้ว่าจะเอ่ยอย่างไรดี ในตอนนั้นที่จวินฉีเซิ่งขึ้นครองบัลลังก์ ปรากฏหนานชางโหวซึ่งเดิมทีควรจะถูกตระกูลมู่หรงจัดการเสียเนิ่นนาน แต่ในตอนนั้นอำนาจอยู่ในมือของจวินฉีเซิ่ง พวกเขาจึงจำเป็นต้องไปตามน้ำแล้วหลับตาข้างหนึ่ง
บัดนี้หนานชางโหวก็สิ้นใจลงแล้ว ส่วนจวินฉีเซิ่งก็เกิดอาการบ้าคลั่ง ในเมื่อจวินหวาเทียนซึ่งถูกเนรเทศไปเมื่อครั้งกระนู้นเดินทางกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพระราชโองการของฮ่องเต้พระองค์ก่อนในการให้เขาสืบทอดบัลลังก์ จะมีเรื่องใดน่าตื่นตระหนกกว่านี้อีกหรือ
กู้ชิวเหลิ่งรู้ดีว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกขี้ขลาด จึงได้สั่งให้จวินหวาเทียนปรากฏกายขึ้นในบัดนี้ ประการแรก เพื่อทำให้คนอื่นๆ มิทันได้ระวังตัว ประการที่สอง ต้องการจะรู้ว่าในราชสำนักนี้มีคนของจวินฉีเซิ่งอยู่อีกเท่าไหร่
สถานการณ์บัดนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว ในตอนนั้นทุกคนที่ใส่ร้ายทำลายตระกูลมู่หรงจะมิรอดอย่างแน่นอน
“หมอหลวงมาแล้ว”
ที่ด้านนอกห้องโถง หมอหลวงวัยชราคนหนึ่งเดินตัวสั่นเงินงกเข้ามา ยังมิทันจะได้คุกเข่าคารวะ ก็ได้ยินกู้ชิวเหลิ่งเอ่ยขึ้นว่า “มิจำเป็นมากพิธีความ ดูเหมือนร่างกายของฮ่องเต้ฉีจะผิดปกติไป จงรีบมาดูเร็วเข้าว่าเขาเป็นโรคใด หรือถูกวางยาพิษอะไร”
กู้ชิวเหลิ่งกัดฟันกล่าวออกมาว่าถูกพิษอะไร บรรดาขุนนางทั้งหลายที่อยู่ในที่แห่งนี้คงจะเกิดความสงสัยขึ้นบ้าง การที่จวินฉีเซิ่งกล่าววาจาบ้าคลั่ง จากนั้นจวินหวาเทียนก็เดินทางมาถึง มิว่าใครก็ตามคงจะสงสัยว่าเป็นแผนซึ่งวาดไว้โดยจวินหวาเทียนอย่างแน่แท้
บัดนี้หมอหลวงเหงื่อเย็นท่วมตัว นี่มันงานอะไรกัน? หากเขากล่าวผิดเพียงประโยคเดียวก็อาจส่งผลถึงแก่ชีวิตได้
กู้ชิวเหลิ่งเห็นว่าหมอหลวงทำท่าทางดูงกเงิ่นๆ จึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ยังมิรีบมาให้การรักษาฮ่องเต้ฉีอีก”
หมอหลวงจึงวิ่งเข้าไปด้วยตัวสั่นสะท้านว่า “......พ่ะย่ะค่ะ”
เขาได้แต่ก้มหน้าก้มตาลงมิกล้าเงยหน้าขึ้นมามองใคร เมื่อเขาเข้าไปใกล้จวินฉีเซิ่ง จู่ๆ จวินฉีเซิ่งก็เบิกตากว้าง เขาเข้าไปคว้าคอเสื้อของหมอหลวงเอาไว้อย่างดุเดือด ตะโกนว่า “ข้าเป็นบุตรหลานของมังกรอย่างแท้จริง ข้าเป็นบุตรหลานของมังกร ไอ้หน้าไหนก็ตามมิอาจแย่งตำแหน่งฮ่องเต้ไปจากข้าได้ มิได้ทั้งสิ้น!”
อวี้ฉือจ้านยืนอยู่ด้านข้าง และทำจัดการกับจวินฉีเซิ่งให้หมดสติอีกครั้ง
หมอหลวงตกอกตกใจเสียจนเหงื่อไหลย้อย จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมิได้สติกลับคืนมา
กู้ชิวเหลิ่งเลิกคิ้วขึ้น กล่าวว่า “หมอหลวงยังมัวชักช้าอยู่ไย มิอยากจะเก็บศีรษะไว้งั้นหรือ?”
หมอหลวงรีบหมอบลงไปบนพื้นกล่าวว่า “กระหม่อมมิกล้า กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้ฉือจ้านเตะหมอหลวงเข้าไปทีหนึ่ง กล่าวด้วยความเย็นชาว่า “หากยังเอ่ยมากความระวังข้าจะตัดศีรษะเจ้าทิ้งเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะวินิจฉัยบัดเดี๋ยวนี้......”
ผู้คนที่อยู่รอบข้างมองดูท่าทางของอวี้ฉือจ้านดังนั้น ล้วนพากันนิ่งเงียบมิกล้าส่งเสียง ต้องรู้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาก็คืออวี้ฉือจ้าน เป็นเทพแห่งสงครามของต้าเยียน พวกเขามิกล้าที่จะทำให้เขาโกรธ ดังนั้นจึงทำได้เพียงมองดูจวินฉีเซิ่ง กระทำการอย่างโอ้อวด
หมอหลวงเอื้อมมือมาจับไปที่ชีพจรของจวินฉีเซิ่ง หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก็ได้กล่าวว่า “พระวรกายของฝ่าบาทมิได้มีสิ่งใดผิดปกติไป อาจเป็นเพราะจิตใจค่อนข้างร้อนรุ่ม คาดว่าคงจะเกิดจากอาการอดนอนในหลายวันมานี้ ทำให้......”
อวี้ฉือจ้านถามอย่างเย็นชาว่า “ทำให้อะไร ทำให้กล่าววาจาไร้สาระหรือ?”
จวินหวาเทียนยืนอยู่ด้านข้าง เขามิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่น้อย กู้ชิวเหลิ่งเหลือบมองไปยังจวินฉีเซิ่งที่อยู่บนพื้น จวินฉีเซิ่งกระอักฟองสีขาวออกจากปาก หมอหลวงตั้งใจจะเข้าไปสัมผัสร่างกายของจวินฉีเซิ่ง แต่วินาทีที่นิ้วมือสัมผัสไปยังบริเวณจมูกของจวินฉีเซิ่ง ก็ต้องชะงักลงทันใด “ฝ่าบาทสวรรคตแล้ว!”
เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา ขุนนางน้อยใหญ่ ณ ที่นั่นต่างพากันกระซิบกระซาบ ฮ่องเต้สวรรคตทันทีหลังจากการสถาปนาฮองเฮา นี่มันเรื่องอะไรกัน?