ตอนที่ 268
บทที่ 268 ความผิดปกติของสวีฉางหลิน
October 22, 2026
นางถอนหายใจออกมาแล้วผลักประตูเข้าไปในลานบ้าน หลังจากเข้าไปแล้วนางก็ได้ลงกลอน ทันทีที่เดินไปถึงปากประตู นางก็ได้ยินเสียงอ่านหนังสือดังออกมาจากในห้อง
ยังคงเป็นเสียงอ่านดังเดิม ให้ความรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างแท้จริง
โจวกุ้ยหลานปลอบใจตนเอง แล้วอดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา
นางแต่งงานกับสวีฉางหลินแล้ว อีกอย่างสวีฉางหลินลีกับนางจะตายไป เหตุใดนางจึงมิเชื่อใจเขาเล่า เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็มิได้ไปสนใจเรื่องใดอีก แล้วเดินตรงเข้าไปในเรือน
ทันทีที่เข้าไปด้านใน โจวคายจือก็ได้ลากนางเข้าไปด้วยความตื่นตระหนก แล้วเดินไปด้านข้างอย่างรวดเร็วเอ่ยถามว่า “กุ้ยหลาน สตรีนางนั้น สตรีนางนั้นเป็นใครกัน?”
ใคร นางเองก็มิรู้......
แต่ว่า......
“ผู้คุ้มกันของบ้านเรา” โจวกุ้ยหลานกล่าวออกมาสองสามคำ
เมื่อโจวคายจือได้ยินว่าเป็นผู้คุ้มกันเรือนก็ขมวดคิ้วเข้าหากันกล่าวว่า “ผู้คุ้มกันนั้นมีแต่บ้านเรือนของผู้มั่งคั่งจึงจะต้องการ เรือนของเรามีอะไรให้คุ้มกันเล่า กุ้ยหลาน ข้ามองดูแม่นางผู้นั้นหน้าตาสะสวยยิ่ง หากน้องเขย......น้องเขยชอบนางขึ้นมาล่ะก็จะทำเยี่ยงไร?”
“ชอบหรือ? เช่นนั้นสตรีคนนั้นคงจะมีเสน่ห์ไม่น้อย” โจวกุ้ยหลานตอบ
โจวคายจือยังอยากจะกล่าวบางอย่างออกมาอีกเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นโจวกุ้ยหลานไม่พูดอะไร นางเองก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดเช่นกัน จึงจะเหมาะสม ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเอ่ยเตือนโจวกุ้ยหลานอีกประโยคว่า “เจ้าจงจับตาดูน้องเขยให้ดีเถิด เขาไม่เลวเลยทีเดียว หากถูกสตรีนางใดแย่งไปแล้วเจ้าจะไม่ร้องไห้ร้องห่มหรือ?”
“ข้าเข้าใจแล้ว” โจวกุ้ยหลานยิ้มรับแล้วสนทนาไปเรื่อยเปื่อยอีกสองสามประโยค ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในห้องที่พวกเขา เข้าไป พบว่าประตูปิดอยู่
นางกระสับกระส่ายใจทันที ยกมือขึ้นหวังจะเคาะประตู แต่ท้ายที่สุดแล้วก็วางมันลง
นางเดินออกมาที่ลานบ้านด้านนอกแล้วไปหาจับไส้เดือนออกมาตักน้ำล้างให้สะอาดสะอ้าน ก่อนจะใส่ลงไปในหม้อต้ม
นางทำการสับไส้เดือนแล้วผสมคลุกเคล้าไปกับหญ้าและข้าว คลุกเคล้าใส่ในกะละมังเพื่อเอาไปเลี้ยงเป็ด
หลังจากทำงานเหล่านี้เรียบร้อยแล้วนางก็กลับไปในห้องครัวเพื่อทำอาหาร
ระหว่างที่เดินผ่านประตูบานนั้น พบว่ามันยังคงปิดสนิทดังเดิม
นางจ้องไปตาเขม็ง แล้วกลับไปยังห้องครัวทำอาหารมาสองสามอย่าง นำมาวางไว้บนโต๊ะ ตะโกนเรียกหลิวเกามากินข้าวด้วยกัน จึงทำให้นางมีเหตุผลเดินตรงไปที่ประตู เคาะมันอยู่สองสามหน สวีฉางหลินเปิดประตูออกมา นางพบว่าเสื้อผ้าของเขาเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ไม่รู้เพราะเหตุใดโจวกุ้ยหลานจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวกับสวีฉางหลินว่า “ออกมากินข้าวกินปลาเถิด”
สวีฉางหลินตอบรับ เสี่ยวจิ่วที่อยู่ข้างกายก็เดินตามมาด้วยเช่นกัน
เมื่อพวกเขานั่งล้อมวงกินข้าวกัน หลิวเกามองไปทางเสี่ยวจิ่ว แล้วยกมือขึ้นคารวะ
“ท่านผู้นี้คือ?”
ตามปกติแล้วโจวกุ้ยหลานรู้ว่าสวีฉางหลินไม่ค่อยชอบพูด นางมักจะเอ่ยตอบคำถามด้วยตนเอง แต่ในวันนี้โจวกุ้ยหลานได้แต่ก้มหน้าก้มตากินอาหารของตนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
สวีฉางหลินรออยู่สักพักเมื่อเห็นว่าโจวกุ้ยหลานไม่ได้เอ่ยปากตอบ เขาจึงตอบเองว่า “ผู้คุ้มกันเรือน”
เสี่ยวจิ่วพยักหน้าให้แก่หลิวเกาเล็กน้อย เป็นความหมายว่านางทักทายเขา ก่อนจะยกชามและตะเกียบของตนขึ้นกินอาหาร
โจวคายจือเหลือบมองสวีฉางหลิน และเหลือบไปมองโจวกุ้ยหลาน ในใจรู้สึกประกังวลยิ่งนัก
ตามปกติและเวลากินอาหาร น้องสาวและน้องเขยมักจะคีบอาหารให้กันเป็นประจำ เหมือนเกรงว่ากลัวผู้อื่นจะไม่รู้ว่าทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน เหตุใดวันนี้จึงดูเงียบเหงานัก
เจ้าก้อนน้อยเห็นท่าทางของทั้งสองคน คิดว่าบิดาท่านแม่ตนทะเลาะกันจึงได้ดึงชายเสื้อของท่านแม่เบา ๆ
โจวกุ้ยหลานก้มหน้าลงเห็นแววตาอันเป็นกังวลของเจ้าก้อนน้อย จึงเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา คีบอาหารให้เขาเพื่อให้เขากินข้าวเองต่อ
จากนั้นก็คีบอาหารที่สวีฉางหลินชอบให้แก่เขา
สวีฉางหลินก้มหน้าก้มตากิน แต่ไม่ได้คีบอาหารกลับให้โจวกุ้ยหลานเหมือนเช่นทุกที
หัวใจของโจวกุ้ยหลานจมดิ่งลงอีกครั้ง
นางจึงทำได้เพียงก้มหน้ากินอาหารในชามของตนต่อ