ตอนที่ 1059
บทที่ 1059 ดอกกุหลาบ,ข้าจะไปถวายเครื่องหอมเป็นเพื่อนเจ้า
October 21, 2026
เช้าวันต่อมา จักรพรรดิส่งคนมาประกาศกฤษฎีกา สั่งให้เฟิ่งชิงเฉินเข้าไปในพระราชวังทันที แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เนื่องจากเสด็จอาเก้าและเสด็จอาเก้าออกไปถวายเครื่องหอมและอธิษฐานขอพรก่อนรุ่งอรุณ
“ถวายเครื่องหอม?” จักรพรรดิมือสั่น หมึกหกบนกระดาษขาว ทำให้บทความที่กำลังเขียนอยู่เสียหาย
“กราบทูลฝ่าบาท ใช่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้ประกาศกฤษฎีกาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของเขา คุกเข่าลงทันที ขาทั้งสองข้างอดที่จะสั่นเทาไม่ได้
นานแล้วที่ไม่เห็นเสด็จอาเก้าเสด็จเข้าวัด ถวายเครื่องหอม เหตุใดถึงต้องพาเฟิ่งชิงเฉินเข้าไปในวัดตั้งแต่เช้าตรู่
“ได้บอกหรือไม่ว่าจะกล้ามาเมื่อใด?” จักรพรรดิวางปากกา ขันทีรีบก้าวออกมาด้านหน้าเพื่อยื่นผ้าขนหนูสีขาวให้แก่จักรพรรดิสำหรับการเช็ดมือ
“ถามแล้วพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินว่าเดินทางไปยังวิหารชมเดือนที่อยู่นอกเมือง เกรงว่าน่าจะกลับมาค่ำ ๆ”
“วิหารชมเดือน? ที่นั่นมันที่ไหน?” ความสงสัยปรากฏออกมาบนใบหน้าของจักรพรรดิ ตอนแรกคิดว่าเฟิ่งชิงเฉินอาจจะเกรงกลัวจึงใช้โอกาสนี้ในการหลบหนี คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปถวายเครื่องหอมจริง
“เกรงว่าจะเป็นเพียงวัดเล็ก ๆ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นนั้น แต่จากที่ข้าไปหาข้อมูลมา วิหารชมเดือนคือวิหารภิกษุณีแห่งหนึ่ง อาหารมังสวิรัติของที่นั่นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก สวนด้านหลังเป็นทุ่งดอกกุหลาบอันงดงาม ฮูหยินจำนวนมากชอบเดินทางไปที่นั่นเพื่อชื่นชมดอกไม้” จากคำพูดของขันทีน้อยนั้นหมายความว่าเสด็จอาเก้าพาสาวงามออกไปเพลิดเพลินกับสวนดอกไม้และทานอาหารมังสวิรัติ ส่วนเรื่องถวายเครื่องหอม......
หากต้องการถวายเครื่องหอม เหตุใดจะต้องไปถึงวิหารภิกษุณีที่ไร้ชื่อเสียงซึ่งอยู่นอกเมือง
“เจ้าเก้าช่างว่างเสียเหลือเกิน” จักรพรรดิกล่าวออกมาด้วยความเย้ยหยัน เดินกลับไปหน้าโต๊ะของตนเอง เมื่อเห็นคำไว้อาลัยที่เขาเขียนขึ้นมาอย่างไม่ชัดเจน จักรพรรดิก็โบกมืออย่างกระวนกระวายและบอกให้ขันทีถอยออกไป
ขันทีคนสนิทผู้รู้ใจจักรพรรดิ เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิไม่มีความสุข เขากล่าวปลอบโยนออกมาเบา ๆ ว่า “ฝ่าบาท พระสนมซูเหนียงเหนียงรักและเคารพฝ่าบาทมาก หากพระสนมซูเหนียงเหนียงรู้ว่าฝ่าบาทต้องเจ็บปวดเพราะนางถึงเพียงนี้ นางจะจากไปอย่างสบายใจได้อย่างไร”
“พระสนมซู หากนางไม่ต้องการไปจากข้า เช่นนั้นการที่นางไม่จากไปก็คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”
คนตายไปแล้ว ก่อนหน้านี้คนผู้นั้นทำทุกอย่างได้ดีจนน่าตกใจ จักรพรรดินึกถึงรอยยิ้มของพระสนมซู เขาก็ยิ่งรู้สึกเกลียดเฟิ่งชิงเฉินที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด ทำร้ายพระสนมซูอันเป็นที่รักของเขาจนถึงแก่ความตาย และยังมีเวลาว่างไปชื่นชมดอกไม้ ช่างไม่เห็นจักรพรรดิอย่างเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย......
เมื่อคืนเฟิ่งชิงเฉินถูกเสด็จอาเก้าทรมานมามากพอแล้ว เนื่องจากคำนึงถึงอาการบาดเจ็บของเสด็จอาเก้า นางจึงยอมถูกเสด็จอาเก้าครอบงำ ร่วมมือกับเสด็จอาเก้าในท่วงท่าต่าง ๆ จนกระทั่งถึงใกล้รุ่งสางนางถึงได้นอน แต่สุดท้าย......
ยังนอนได้ไม่ถึงชั่วโมง นางก็ถูกเสด็จอาเก้าขุดขึ้นมาจากเตียง เสด็จอาเก้าสวมเสื้อผ้าให้กับนางขณะที่นางยังงุนงง หลังจากนางได้สติเล็กน้อย เขาก็อุ้มนางขึ้นไปบนรถม้าเพื่อนอนหลับต่อไป และระหว่างที่นางกำลังหลับ รถม้าก็เดินทางออกมานอกเมืองแล้ว
ถนนนอนเมืองเป็นหลุมเป็นบ่อ แม้เฟิ่งชิงเฉินจะนอนหนุนอยู่บนตักของเสด็จอาเก้า แต่นางก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่การหลับที่สบาย ห้าวออกมา ขยี้ตาอย่างนุ่มนวล เฟิ่งชิงเฉินถามออกมาอย่างคลุมเครือว่า “เช้าขนาดนี้ เจ้าจะไปที่ไหน?”
“ออกจากเมือง ข้าจะพาเจ้าไปถวายเครื่องหอม” เสด็จอาเก้าเคาะรถม้าเบา ๆ ความเร็วของรถม้าค่อย ๆ ลดลง หลังจากนั้นไม่นานคนรับใช้ก็นำน้ำและกระจกมามอบให้
“ตื่นแล้วก็ล้างหน้าก่อน” ใบหน้าของเฟิ่งชิงเฉินยังมีรอยแห่งการหลับนอนหลงเหลืออยู่ มองดูแล้วเหมือนแมวน้อย น่ารักเป็นที่สุด
“อือ อือ” เฟิ่งชิงเฉินพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้วก็รู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก และสมองของนางก็กลับมาทำงานตามปกติ
“ไปถวายเครื่องหอมเป็นเพื่อนข้า? ข้าบอกเจ้าเมื่อไหร่ว่าข้าจะไปถวายเครื่องหอม?”
“เจ้ายังไม่ได้ทานอาหารเจ้า ทานอะไรเข้าไปเสียหน่อย” เสด็จอาเก้าหยิบจานขนมอบและกาน้ำออกมาจากตู้ในรถม้า คนที่คุ้นเคยกับเฟิ่งชิงเฉินต่างรู้ดี เฟิ่งชิงเฉินชอบดื่มน้ำเปล่าไม่ใช่น้ำชา
“อือ” เฟิ่งชิงเฉินหยิบขนมขึ้นมาทานหนึ่งชิ้น ขนมพุทราแดงเป็นสิ่งที่ช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี
“เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่า พวกเรามาถวายเครื่องหอมได้อย่างไร?” กินก็ส่วนกิน เฟิ่งชิงเฉินยังไม่ลืมถึงเรื่องสำคัญของนาง
คิดว่านางเป็นคนโง่หรืออย่างไร ต่อให้ไปถวายเครื่องหอมก็ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนวานนางรู้สึกเหนื่อยล้าคนแทบหมดลมหายใจ