ตอนที่ 1354
บทที่ 1354 เบาะแส, ตระกูลเซี่ยและองค์หญิงใหญ่
October 21, 2026
รูปลักษณ์ที่ดูตกใจของเฟิ่งชิงเฉินทำให้องค์หญิงอันผิงพึงพอใจเป็นอย่างมาก รอยยิ้มบนใบหน้าขององค์หญิงอันผิงชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
“เฟิ่งชิงเฉิน เจ้าคุกเข่าตอนนี้ยังทัน ข้าเป็นคนมีจิตใจเมตตา เห็นแก่หน้าของเสด็จอาเก้า บางทีข้าอาจจะให้เจ้ามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีกสักสองสามวัน” เมื่อนึกถึงตอนที่อยู่เป่ยหลิง ต้องการจะทำอะไรกับเฟิ่งชิงเฉิน นางก็สามารถทำได้ตามที่ใจนางต้องการ องค์หญิงอันผิงอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก และตั้งหน้าตั้งตารอคอยช่วงเวลานั้น
ชีวิตนี้ นางประสบปัญหามากมายด้วยเนื้อมือของเฟิ่งชิงเฉิน
หลังจากตกใจในช่วงแรก เฟิ่งชิงเฉินก็นิ่งสงบลง มองเห็นรอยยิ้มอันภาคภูมิใจขององค์หญิงอันผิง เฟิ่งชิงเฉินริมฝีปากของเฟิ่งชิงเฉินก็ยกขึ้น “องค์หญิง ต่อให้ข้าต้องเดินทางไปยังเป่ยหลิงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดให้ท่าน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะต้องอยู่ในเป่ยหลิงตลอดไป”
ดูเหมือนว่านางจะมีวาสนากับเป่ยหลิงเป็นอย่างมาก ตอนแรกเสด็จอาเก้าคิดที่จะเดินทางไปยังเป่ยหลิงในนามของการแต่งงานอย่างเปิดเผยขององค์หญิงอันผิง แต่เวลานี้ดูเหมือนว่าปลายทางเดียวกัน จะสามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้น นางกลายเป็นหนึ่งในสินสอดติดตัว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเดินทางไปยังเป่ยหลิง
เพียงแต่นางรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมากที่ถูกผู้อื่นเห็นว่าตนเองเป็นเพียงแค่สิ่งของ ความรู้สึกนี้มันช่างเป็นความรู้สึกที่แย่มากจริง ๆ
“เฟิ่งชิงเฉิน เจ้าคิดว่าเป่ยหลิงนั้นเหมือนกับตงหลิงอย่างนั้นหรือ? ไม่มีเสด็จอาเก้าคอยปกป้อง ในเป่ยหลิง เจ้าจะไปทำอะไรได้ คิดจะหนีออกมาจากเป่ยหลิง? เจ้าฝันไปเถอะ หากข้ายังอยู่ในเป่ยหลิง เจ้าเองก็ต้องอยู่ในเป่ยหลิงเช่นกัน และหากข้ากลับมายังตงหลิง เจ้าก็ทำได้เพียงอยู่ที่เป่ยหลิงต่อไป” องค์หญิงอันผิงนึกถึงภาพอันงดงาม นางก็ไม่สามารถปกปิดรอยยิ้มของนางเอาไว้ได้เลย “เฟิ่งชิงเฉิน เจ้าว่า เมื่อถึงเป่ยหลิง ไม่มีเสด็จอาเก้าคอยปกป้องเจ้า เจ้าจะยังโอหังได้อยู่อย่างนั้นหรือ?”
องค์หญิงหมิงเว่ยแสดงรอยยิ้มจาง ๆ ในเวลาที่เหมาะสม “ชิงเฉิน การที่ได้ออกเรือนไปพร้อมกับองค์หญิงถือเป็นโชคในชีวิต อันผิงเลือกเจ้า ถือว่าเป็นพรในชีวิตของเจ้า เจ้าจะต้องรู้จักรักษาน้ำใจไว้”
นางไม่ได้เกลียดชังเฟิ่งชิงเฉิน แต่นางอิจฉาเฟิ่งชิงเฉิน และตำหนิเฟิ่งชิงเฉินในใจ
หากไม่ใช่เพราะเฟิ่งชิงเฉิน นางก็สามารถแต่งงานกับเสด็จอาเก้าได้ นางคงไม่ทำให้ตัวเองต้องน่ารังเกียจถึงเพียงนี้ ไม่จำเป็นต้องสังหารอาจารย์ แต่......
ทั้งหมดเป็นเพราะเฟิ่งชิงเฉิน ทำให้นางไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ อาจารย์ตายไปแล้ว นางไม่มีทางให้เดินกลับไป นางทำได้เพียงแค่อยู่ในตงหลิง แต่นางไม่อยากเห็นหน้าเฟิ่งชิงเฉิน ไม่อยากเห็นเฟิ่งชิงเฉินอยู่ร่วมกับเสด็จอาเก้า ดังนั้นนางจึงแนะนำองค์หญิงอันผิงและฮองเฮา ให้เฟิ่งชิงเฉินเป็นขุนนางหญิง ติดตามอันผิงออกเรือนไปยังเป่ยหลิง เช่นนั้น......
นางจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าของเฟิ่งชิงเฉินอีกต่อไป และเฟิ่งชิงเฉินก็ไม่มีทางได้อยู่กับเสด็จอาเก้าไปตลอดกาล
สิ่งที่องค์หญิงหมิงเว่ยพูดออกมานั้นไม่ได้เป็นคำพูดไร้สาระ เมื่อเฟิ่งชิงเฉินก้าวเท้าเข้าสู่จวนเฟิ่ง คำสั่งก็มาถึงจวนเฟิ่งในทันใด ฮองเฮาต้องการให้เฟิ่งชิงเฉินเป็นขุนนางขององค์หญิงอันผิง ไปเป็นเพื่อนข้างกายองค์หญิงอันผิงที่จะเดินทางไปแต่งงานกับเป่ยหลิง
คำสั่งถ่ายทอดออกมาอย่างรวดเร็ว มันเป็นสิ่งที่เฟิ่งชิงเฉินและเสด็จอาเก้าไม่อาจรับมือได้ทัน แม้คำสั่งจะไม่ได้รุนแรงและเด็ดขาดเหมือนกับพระราชโองการของจักรพรรดิที่หากใครขัดคำสั่งจะต้องถูกประหาร แต่มันก็เป็นอำนาจที่ไม่อาจท้าทายได้ อย่างน้อย ๆ เฟิ่งชิงเฉินก็ไม่อาจปฏิเสธหรือละเลยการปฏิบัติ
“คุณหนู คราวนี้ควรทำอย่างไรดี?” ทงจือและทงเหยาแทบจะร้องไห้ออกมา
ตระกูลเฟิ่งมีเฟิ่งชิงเฉินเพียงคนเดียว หากมีสมองก็คงไม่มีใครเลือกเฟิ่งชิงเฉินไปเป็นผู้รับใช้คนสนิท นี่มันไม่ต่างอะไรกับการตัดอนาคตของตระกูลเฟิ่ง
เนื่องจากรู้เรื่องเหล่านี้ตั้งแต่แรก ดังนั้นเฟิ่งชิงเฉินจึงไม่รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย จ้องมองคำสั่งด้วยใบหน้าอันนิ่งสงบ จากนั้นก็มอบรางวัลให้กับขันทีที่นำคำสั่งดังกล่าวมามอบให้กับนางอย่างงาม
ขันทีที่ส่งคำสั่งมีสีหน้างุนงง คิดว่าเฟิ่งชิงเฉินคงตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก หันหลังและวิ่งหนีไป เกรงว่าเมื่อเฟิ่งชิงเฉินได้สติกลับคืนมาแล้วจะทุบตีเขา
เฟิ่งชิงเฉินหันไปมองคนรับใช้ที่อยู่ในห้อง แต่ละคนต่างมีสีหน้าซีดขาวราวกับคนตาย นางจึงเอ่ยปากออกมาว่า “เอาล่ะ พวกเจ้าจะทำท่าทางโศกเศร้าเพื่ออะไร ก็แค่ไปเป่ยหลิงในฐานะสินสอดไม่ใช่หรือ มันไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่กลับมาเสียหน่อย”
เฟิ่งชิงเฉินมอบคำสั่งดังกล่าวให้กับชุนฮุ่ย “เอาไปที่แท่นบูชา”
“คุณหนู ผู้รับใช้ในฐานะสินสอดนั้นไม่อาจกลับมาได้” ชุนฮุ่ยคิดว่าเฟิ่งชิงเฉินไม่รู้ จึงอธิบายออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ ก่อนที่องค์หญิงอันผิงจะออกเดินทางยังมีเวลาอีกเดือนกว่า ช่วงเวลานี้อาจมีอะไรเกิดขึ้นอีกมากมาย” ดูเหมือนว่าองค์หญิงอันผิงจะระงับอารมณ์ของตนเองไม่ได้ หากองค์หญิงอันผิงสามารถระงับอารมณ์ของตนเองไว้ได้ รอให้ถึงเวลาก่อนออกเรือนสองสามวันค่อยประกาศคำสั่งนี้ออกมา เฟิ่งชิงเฉินก็จะไม่มีเวลาเตรียมตัว และเมื่อเดินไปทางไปถึงเป่ยหลิง นางก็จะถูกควบคุมโดยองค์หญิงอันผิง
แต่เวลานี้?
ในเมื่อนางคือทายาทของเฟิ่งหลีอ๋อง นางจำเป็นต้องแบกรับความผิดชอบของตระกูลเอาไว้ นางจำเป็นต้องควบคุมอำนาจของตัวเอง ลูกหลานของเฟิ่งหลีนั้นอยู่ในเป่ยหลิง เมื่อเดินทางไปถึงเป่ยหลิงแล้ว ใครจะเป็นผู้ควบคุมใคร เรื่องนี้ก็ยังไม่แน่
ความสงบของเฟิ่งชิงเฉินขจัดความกังวลของทุกคนในจวนออกไป เฟิ่งชิงเฉินคือกระดูกสันหลังของจวนเฟิ่ง ในเมื่อนางบอกว่าไม่ต้องกังวล เช่นนั้นคนรับใช้ในจวนก็ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป
ทงจือและทงเหยายิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “เป็นพวกข้าเองที่ระงับอารมณ์และความรู้สึกไว้ไม่ได้ คุณหนูได้โปรดให้อภัย”
“ไม่จำเป็นต้องลงโทษอะไร แต่เรื่องที่ข้าให้พวกเจ้าไปตรวจสอบ เวลานี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?” เฟิ่งชิงเฉินจ้องมองทั้งสองด้วยแววตาอันดุร้าย ช่วงนี้ทงจือและทงเหยามีเรื่องหลายเรื่องให้ต้องทำ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีความคืบหน้ามากมายอะไร
รอยยิ้มบนใบหน้าของทงจือและทงเหยาแข็งทื่อในทันใด ตอบกลับมาด้วยความเคารพ “คุณหนู คนที่เผยแพร่ข่าวลือพวกนั้นก็คือคุณชายจั่วและคุณชายโอวหยาง”
“จั่วอั้นกับโต้วโต้ว? พวกเจ้าได้ถามเหตุผลของพวกเขาหรือไม่?” จั่วอั้นรนหาที่ตายจริง ๆ ไม่ว่าทำเรื่องอะไรก็มักจะนำความเดือดร้อนมาให้นาง สมควรได้รับการลงโทษ
“ข้ายังไม่ได้ถามเรื่องนี้กับคุณชายทั้งสอง” ทงจือและทงเหยาแทบจะร้องไห้ สองคนนั้นไม่ใช่คนที่พวกนางสามารถตามหาได้ กว่าพวกนี้จะสืบหาข่าวสารพวกนี้มาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เฟิ่งชิงเฉินเองก็ไม่ได้ทรมานพวกนาง บอกให้พวกนางเลิกยุ่งกับเรื่องนี้ นางจะเป็นคนไปถามด้วยตัวเอง
“ให้พวกเจ้าจับตาดูจวนเซี่ยเอาไว้ นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว? มีความคืบหน้าอะไรหรือไม่?” เฟิ่งชิงเฉินถามคำถามนี้ออกมาทุกครั้ง แต่ทงจือและทงเหยาก็ได้แต่ส่ายหน้า แต่วันนี้ทงจือไม่ส่ายหน้าอีกต่อไป แต่ตอบคำถามของนางออกมาอย่างกระตือรือร้น “คุณหนู มีข่าวมาจากสายลับที่ฝังตัวอยู่ในจวนเซี่ย นางบังเอิญได้ยินหัวหน้าตระกูลเซี่ยกล่าวถึงพวกขององค์หญิงใหญ่ ข้าสงสัยว่าตระกูลเซี่ยกับซีหลิงอาจจะมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างลับ ๆ”
“องค์หญิงใหญ่แห่งซีหลิง?” นิ้วของเฟิ่งชิงเฉินโค้งงอเล็กน้อย เคาะโต๊ะเบา ๆ ไม่ได้รับคำสั่งจาก ทงจือและทงเหยาก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา จนกระทั่งเฟิ่งชิงเฉินได้สติถึงสั่งให้ทั้งสองคนออกไป
ทงจือและทงเหยาลูบต้นคอที่รู้สึกปวด มองหน้ากันและยิ้มอย่างขมขื่น “ช่วงนี้คุณหนูดูคาดเดายากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องบางเรื่องไม่รู้จริง ๆ ว่านางคิดจะทำอะไร”