ตอนที่ 1406
บทที่ 1407 ยุทธปัจจัย, ข้าชอบเตรียมตัวล่วงหน้า
October 21, 2026
เสด็จอาเก้ากับเฟิ่งชิงเฉินสามารถเป็นพันธมิตรกันได้ แต่ตระกูลเฟิ่งหลีกับเสด็จอาเก้านั้นสามารถร่วมมือกันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถสร้างพันธมิตรระยะยาวได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถสร้างพันธมิตรที่มีผลประโยชน์เช่นตระกูลชุยและตระกูลหวังได้
คำว่าร่วมมือของเสด็จอาเก้านั้นเป็นเพียงแค่ลมปาก เขาเข้าใจดี ในตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เฟิ่งชิงเฉินยังไม่ได้กลายเป็นผู้นำตระกูลเฟิ่งหลี เพราะต่อให้นางเป็นผู้นำ ตระกูลเฟิ่งหลีก็ไม่มีทางร่วมมือกับเขา
ตระกูลเฟิ่งหลีไม่ภักดีต่อผู้ใด พวกเขาภักดีต่อตนเองเท่านั้น ภักดีต่อคนของตระกูลหลานที่นั่งอยู่บนตำแหน่งนั้น ปกป้องราชวงศ์หลาน ปกป้องประชาชนในใต้หล้า และปกป้องผลประโยชน์ของตระกูล
“ใครเป็นคนลอบสังหารจักรพรรดิ?” เฟิ่งชิงเฉินไม่อยากจะพูดเรื่องพวกนี้กับเสด็จอาเก้า ดังนั้นจึงเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อ แน่นอนว่าเสด็จอาเก้าเข้าใจ อุ้มเฟิ่งชิงเฉินขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ของตัวเอง จากนั้นก็โอบกอดเฟิ่งชิงเฉินไว้ในอ้อมแขน
“จื่อลั่ว” เรื่องนี้เสด็จอาเก้าไม่คิดที่จะปิดบังเฟิ่งชิงเฉิน
“เป็นฝีมือของเจ้า?” ด้วยสภาพของตงหลิงจื่อลั่วในตอนนี้ หากไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือเขา เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“อ่า” ในเมื่อตนเองทำความผิด เช่นนั้นก็ต้องชดใช้กับสิ่งที่ได้ทำลงไป
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” เฟิ่งชิงเฉินหดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเสด็จอาเก้า ใช้ศีรษะของนางเสียดสีไปกับร่างกายของเสด็จอาเก้าเหมือนกับแมวที่เกียจคร้าน ร่องรอยแห่งความขี้เกียจปรากฏออกมาทั่วร่างกายของนาง
เสด็จอาเก้าจูบศีรษะของเฟิ่งชิงเฉิน “ตีงูต้องตีให้ตาย ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกแว้งกัด ข้าไม่อาจปล่อยให้เขามีโอกาสได้พลิกตัวอีกต่อไป”
“เขาคือหลานชายของเจ้า” เฟิ่งชิงเฉินถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เสด็จอาเก้าลูบศีรษะของนางเบา ๆ “ข้าไม่ได้ต้องการเอาชีวิตเขา”
“ลอบปลงพระชนม์เป็นโทษร้ายแรง จักรพรรดิไม่มีทางปล่อยเขาไปเป็นแน่” สำหรับนางแล้ว ตงหลิงจื่อลั่วก็ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า ไม่ได้รัก ไม่ได้เคียดแค้น นางไม่มีทางขอร้องให้ไว้ชีวิตตงหลิงจื่อลั่ว เพียงแต่นางก็ไม่อยากให้เสด็จอาเก้าต้องสังหารหลานชายของตัวเองเพราะนาง
“ข้าได้จัดการทุกอย่างให้เขาแล้ว จริงอยู่ว่าอาจสืบสาวเรื่องราวมาถึงเขาได้ แต่มันก็ไม่มีหลักฐานอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์” เขาไม่ได้ใจดีถึงขนาดที่ใช้เวลาวางแผนเป็นเวลานาน แต่กลับมาตามเก็บกวาดให้เมื่อเรื่องราวจบลง
“ฮ่าฮ่า......ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นคนใจร้าย” ขอแค่ตงหลิงจื่อลั่วไม่ตายด้วยเนื้อมือของเสด็จอาเก้า เฟิ่งชิงเฉินก็สบายใจ “เจ้าวางแผนจัดการให้เขาอย่างไร?”
“อย่างไรเสียเขาก็เป็นหลานชายของข้า สุดท้ายข้าก็ต้องปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป ราชาเจียงหนานอยู่ในเจียงหนาน พวกเขาสองพี่น้องไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่อาจส่งเขาไปยังเจียงหนานได้ ส่วนที่อื่นข้าก็ไม่สบายใจ หากต้องเชื่อใจคนอย่างเขา ข้าเลือกที่จะทำให้เขาไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีกต่อไปจะดีกว่า”
“เจ้าคิดจะส่งเขาไปที่ไหน?” นางรู้มาโดยตลอดว่าเสด็จอาเก้านั้นเป็นคนเหี้ยมโหด ต่อให้เป็นพี่น้องของตนเองก็สามารถลงมือสังหารได้ การที่ไว้ชีวิตตงหลิงจื่อลั่ว นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว
“หุบเขาซวนยีแล้วกัน หากเขาเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นแล้ว เขาคงไม่ได้ออกมาง่าย ๆ สิบปีผ่านไป ไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด แต่เรื่องราวทั้งหมดก็น่าจะคลี่คลายลงแล้ว” เสด็จอาเก้าถอนหายใจอย่างไร้เสียง ดวงตาสีเข้มของเขาจับจ้องไปด้านบน ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เฟิ่งชิงเฉินรู้ว่าเสด็จอาเก้าอารมณ์ไม่ดี นางจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรมาก นั่งอยู่ในอ้อมแขนของเสด็จอาเก้าอย่างเชื่อฟัง คิด......
ในวันข้างหน้า นางเองก็ต้องเผชิญหน้ากับการฆ่าฟันระหว่างพี่น้อง เมื่อถึงเวลานั้นนางจะสามารถทำมันได้หรือไม่?
นางจะต้องทำมันได้เป็นแน่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับคนในตระกูล ไม่ได้มีความรู้สึกใด ๆ เมื่อคิดเช่นนี้เฟิ่งชิงเฉินถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดคนของตระกูลเฟิ่งหลีถึงได้ปฏิเสธนาง
การแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างเหมาะสม บางครั้งก็สามารถทำให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาได้ เสด็จอาเก้าแสดงด้านที่อ่อนแอของตนเองออกมา บอบบางและโดดเดี่ยว เมื่อเฟิ่งชิงเฉินเห็นเช่นนั้น แต่นอนว่าไม่เพียงแค่ได้รับการถ่ายทอดอารมณ์โดยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังได้รับความเห็นอกเห็นใจด้วย จากนั้น......
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องก็เต็มไปด้วยความราบรื่น
ตั้งแต่กลับมาจากเจียงหนาน ทั้งสองคนก็ทะเลาะกันมาโดยตลอด บางครั้งก็เล่นสงครามเย็น หลังจากผ่านค่ำคืนนี้ไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็กลับมาอบอุ่นอีกครั้ง
รักหรือชอบสิ่งใด แน่นอนว่าต้องทำสิ่งนั้น
“ชิงเฉิน......” เมื่อความรักกลับมาแข็งแกร่ง เสด็จอาเก้าก็อดไม่ได้ที่จะเรียกชื่อของเฟิ่งชิงเฉิน
“อ่า พอได้แล้ว ข้าเหนื่อยมากแล้ว” เฟิ่งชิงเฉินตอบรับ จากนั้นก็ผลักร่างของอีกฝ่ายออกไป “เจ้าหนักจะตาย”
“ฟ้ายังไม่สว่างเลย” เสียงของเสด็จอาเก้าเต็มไปด้วยราคะ ฟังดูแหบและลุ่มลึกเป็นพิเศษ เมื่อเฟิ่งชิงเฉินได้ยินน้ำเสียงดังกล่าว ร่างกายของนางก็สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้