ตอนที่ 1135
ตอนที่ 1135 ละคร
October 22, 2026
ตอนที่ 1135 ละคร
ในราตรีนี้ ชั้นสองของอาคารที่อยู่ด้านหลังหอเฟิงเยวี่ยครึกครื้นเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่า ความครึกครื้นเช่นนี้มิมีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
เหยียนฉงเหวินเดินลงมาจากชั้นสองของอาคาร จากนั้นก็เดินออกไปจากหอเฟิงเยวี่ย ขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังตรอกจิ้งอันทันที
ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด สายลับจากหอเทียนจีเฝ้ามองรถม้าคันนี้อย่างใกล้ชิด ทว่ารถม้าคันนั้นกลับมิได้ไปยังตรอกจิ้งอัน มันหยุดลงกลางทางอย่างกะทันหัน เวลาผ่านไปราวครึ่งถ้วยชา รถม้าจึงเลี้ยวไปอีกตรอกหนึ่ง…ถนนเสี่ยวเป่ย !
บนถนนเส้นนี้มีจวนที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากตั้งอยู่หนึ่งหลัง มันมีนามว่าจวนเป่ยโฮ่ว เจ้าของจวนคือเสนาบดีกรมกลาโหมแห่งแคว้นโหลวหลาน…อันจ้ง
เหยียนฉงเหวินมิได้กลับจวนไปดูห้องลับของเขา ทว่าเขากลับไปเยี่ยมเยียนอันจ้งแทน !
ถึงแม้จะเป็นเสนาบดีเหมือนกัน ทว่าเป่ยโฮ่วอันจ้งแห่งแคว้นโหลวหลานกลับตำแหน่งสูงกว่าเขาที่เป็นเสนาบดีกรมโยธาธิการอยู่มากโข
น้องชายคนที่สองของกษัตริย์แคว้นโหลวหลานองค์ปัจจุบัน อันจ้งมีกองทัพทหารม้านับแสนนาย เขามีตำแหน่งสำคัญในแคว้นโหลวหลาน และเขายังเป็นคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งที่สุดในมือขององค์ชายรองอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ชั้นสองบนอาคารด้านหลังหอเฟิงเยวี่ยก็ได้มีคุณชายท่าทางสะโอดสะองท่านหนึ่งเดินขึ้นมาอีกครา ครานี้เชี่ยวเอ๋อร์มิเพียงแต่ลุกขึ้นยืนเท่านั้น นางยังเดินเข้าไปทำความเคารพอีกด้วย “ถวายพระพรองค์ชายใหญ่ เหตุใดพระองค์ถึงเดินทางมาที่นี่ล่ะเพคะ ? ”
องค์ชายใหญ่อันเยวี่ยมองไปรอบ ๆ ห้อง จากนั้นก็นั่งลงที่เก้าอี้ที่เหยียนฉงเหวินเพิ่งนั่งลงไปเมื่อครู่
“เจ้าเหยียนฉงเหวินนั่นเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก เขาจะยอมโดนหลอกง่ายดายเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ! ”
เชี่ยวเอ๋อร์ชะงักงัน “เขามิกลัวว่าชือเยว่หมิงจะใช้กำลังจริง ๆ เยี่ยงนั้นหรือเพคะ ? ”
“ตาเฒ่านั่น แท้จริงแล้วคำเอ่ยที่เจ้าเอ่ยมาเมื่อครู่ได้กระตุ้นความสงสัยของเขาขึ้นมา เพราะตาเฒ่านั่นย่อมมิบอกสถานที่สำคัญเยี่ยงนี้ให้แก่อนุภรรยาของมันเป็นแน่”
“เช่นนั้นบัดนี้ควรทำเยี่ยงไรดีเพคะ ? ”
“มิต้องรีบร้อนไปหรอก ข้าคาดว่ามันคงจะไปหาอารองของข้า ข้าคิดว่ามันคงจะไปไหว้วานขอให้เงามืดของท่านอารองจับกุมสายลับของหอเทียนจีเอาไว้ ฮึ ๆ ข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเงามืดเหล่านั้นจะยินยอมหรือไม่”
“มา ๆ ๆ รินสุรา”
เชี่ยวเอ๋อร์นั่งลงและรินสุราให้กับองค์ชายใหญ่หนึ่งจอก ทันใดนั้นก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “หม่อมฉันขอบังอาจทูลถามองค์ชาย ประเทศต้าเซี่ย…ไร้พ่ายจริง ๆ เยี่ยงนั้นหรือเพคะ ? ”
อันเยวี่ยยกจอกสุราขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย “หลายวันมานี้เสด็จพ่อได้รวบรวมรายงานเกี่ยวกับประเทศต้าเซี่ยมาเป็นจำนวนมาก ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก็แล้วกัน บัดนี้ที่เชิงเขาติ้งฟาง มีกองทัพต้าเซี่ยอยู่ 20,000 นาย”
อันเยวี่ยยกนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว “ทหาร 20,000 นาย มิมีอันใดน่าเอ่ยถึงใช่หรือไม่ ? ”
“แต่เสด็จพ่อกลับมิกล้าลงมือสังหารขุนนางของต้าเซี่ยโดยแท้จริง เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? ก็เพราะเสด็จพ่อหวาดกลัวเยี่ยงไรเล่า ! ”
เชี่ยวเอ๋อร์ตื่นตกใจขึ้นมาทันใด “พวกเรามีกองทัพจำนวน 300,000 นาย อีกทั้งยังมีทหารองครักษ์อีก 100,000 นาย ! ”
“เจ้าเคยเห็นการต้อนแกะหรือไม่ ? ข้าเคยเห็นสุนัขเลี้ยงแกะตัวหนึ่งสามารถเฝ้าแกะนับร้อยตัวได้ ! เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เพราะแกะก็คือแกะ ขอเพียงแค่สุนัขเลี้ยงแกะออกมาแยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามสักคำสองคำ แกะทั้งหมดก็จะเชื่อฟังแต่โดยดี”
“เฮ้อ…กองทัพของประเทศต้าเซี่ยเปรียบเสมือนกับสุนัขเลี้ยงแกะ ทว่ากองทัพที่มองไปแล้วมีจำนวนมากมายของแคว้นโหลวหลานมิได้ต่างกันใดกับแกะเหล่านั้นเลยสักนิด”
“คาดว่าเจ้าคงยากที่จะจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของกองทัพแห่งประเทศต้าเซี่ยได้ เมื่อปีนั้นที่ต้าเซี่ยปะทะกับราชวงศ์เหลียว พวกเขามีทหารเพียงแค่ 20,000 นาย เพียงแค่ 20,000 นายก็สามารถยึดครองเมืองต้าติ้งที่เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหลียวได้อย่างง่ายดายแล้ว ทั้งยังจับจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหลียวเป็นเชลยศึกอีกด้วย”
“หากมิใช่เพราะในมือของเสด็จพ่อมีเชลยอยู่ 20 คน กองทหาร 20,000 นายที่อยู่ด้านนอกนั้น คาดว่าคงจะทะลวงเข้ามาในเมืองโหลวหลานเนิ่นนานแล้ว ! ”
เชี่ยวเอ๋อร์จ้องมององค์ชายใหญ่ด้วยสายตาตกตะลึง ผ่านไปชั่วครู่ถึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “เช่นนั้น…พวกเราจะถูกล้างบางหรือไม่เพคะ ? ”
“น้องรองของข้าคิดว่าตนเองนั้นฉลาดหลักแหลม คิดว่าจะอาศัยเชลยเหล่านั้นทำให้ประเทศต้าเซี่ยยอมก้มหัวให้พวกเราระหว่างการเจรจาได้ ทว่าเยี่ยงไรเสียพวกเขาก็มิมีทางก้มหัวให้พวกเราหรอก”
“หากพวกเขามิสามารถช่วยเหลือเชลยออกไปได้ จะยังเจรจากันได้อีกหรือ ? ”
“เชื่อข้าเถิด ความสามารถของหอเทียนจีนั้นแม้แต่เงามืดก็มิอาจเทียบเคียงได้ เกรงว่าในยามนี้ชือเยว่หมิงจะไปอยู่ที่จวนของเหยียนฉงเหวินแล้ว”
“แต่เขามิทราบสถานที่ตั้งของห้องลับ”
“เรื่องนี้มิได้ยากเย็นสำหรับเขาเลย”
“หากต้าเซี่ยต้องการเข้าช่วยเหลือเชลย พวกเขาต้องบุกเข้าเมืองโหลวหลานจากใต้ดิน หากพวกเราส่งคนไปเฝ้าทางเข้าเอาไว้ พวกเขาก็จะมิมีโอกาสแล้วมิใช่หรือเพคะ”
ครานี้องค์ชายใหญ่อันเยวี่ยนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ “พวกเราต่างก็คิดว่าพวกเขาจะเข้ามาทางใต้ดิน ทว่าข้ากลับมิเชื่อว่าพวกเขาจะมีเพียงแผนการเดียว”
“โจมตีเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“บางทีอาจจะจู่โจมอย่างกะทันหันก็เป็นได้”
เชี่ยวเอ๋อร์หันไปมองท้องนภาสีดำด้านนอกหน้าต่างอีกครา มิเข้าใจว่ากองทัพของประเทศต้าเซี่ยจะบุกเข้ามาด้วยวิธีการใด
แน่นอนว่าการโจมตีนั้นเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุด ทว่าหากกษัตริย์แห่งแคว้นโหลวหลานทรงตัดสินพระทัยจะทุบหม้อข้าวจมเรือ ต่อให้แคว้นโหลวหลานล่มสลาย ขุนนางทั้งยี่สิบคนจากประเทศต้าเซี่ยก็มิมีทางรอดชีวิตออกไปได้
แผนการของประเทศต้าเซี่ยบัดนี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก พวกเขาต้องการช่วยขุนนาง 20 ชีวิตนั่น เยี่ยงนั้นก็มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น มาเจรจาตามที่แคว้นโหลวหลานตั้งใจเอาไว้ หรือไม่…ก็ต้องจู่โจม !
ขุนนาง 20 คนของประเทศต้าเซี่ยถูกขังอยู่ที่คุกของกรมกลาโหม โดยมีทหารคนสนิทของเสนาบดีกรมกลาโหมเป็นผู้คุมด้วยตนเอง
แล้วพวกเขาจะทำเยี่ยงไรได้อีกกัน ?
“มิว่าเยี่ยงไรพวกเขาก็มิสามารถช่วยเชลยออกมาได้ ทว่าต่อจากนี้เกรงว่าไฟโทสะของประเทศต้าเซี่ยจะลุกลามมายังแคว้นโหลวหลาน… องค์ชายเพคะ เหมือนว่าโชคชะตาครานี้จะถูกกำหนดไว้แล้วใช่หรือไม่เพคะ ? ”
“รินสุรา”
“เพคะ ! ”
“ข้าจะออกไปนอกเมือง”
“ไปที่ใดกันเพคะ ? ”
“เขาติ้งฟาง ! ”
เชี่ยวเอ๋อร์เบิกตาโพลงทันพลัน “มิได้เพคะ ! ”