ตอนที่ 218
ตอนที่ 218 ความขัดแย้งแห่งจิตวิญญาณ
October 22, 2026
ฟู่เสี่ยวกวนกลับมายังจวนฟู่ เขามิได้รีบลงมือเขียนหนังสือกั๋วฟู่ลุ่นในทันที เนื่องจากเย่อู๋เซิงผู้รับผิดชอบเดือนสิบสองของหอชิงเฟิงซี่หยู่ได้เข้ามารอเขาก่อนหน้านี้แล้ว
“เรียนคุณชายขอรับ นี่คือรายงานของอารามซุ่ยเยว่”
ปู้เนี่ยนชือไท่แห่งอารามซุ่ยเยว่มิได้ออกมาจากจวนฮุ่ยชินอ๋องอีกเลย ฟู่เสี่ยวกวนอยากรู้ยิ่งนักว่านางกำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่
เมื่อเขารับกระดาษนั้นแล้วจึงเปิดออกดู ฟู่เสี่ยวกวนถึงกับขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“ปู้เนี่ยนชือไท่ปลิดชีพตนเองลงในเวลาเที่ยงของวันนี้ ! ”
ตายแล้วงั้นรึ ?
เหตุใดนางจึงตัดสินใจปลิดชีพตนเอง ?
เพียงเพราะความลับของอารามซุ่ยเยว่ถูกเปิดเผยงั้นรึ ?
หรืออาจเป็นเพราะคนของหยี่ฮวาถายถูกจับตัวไปกว่าสิบคน ?
ฟู่เสี่ยวกวนครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นจึงเอ่ยว่า “จงส่งคนไปจับตาดูที่อารามซุ่ยเยว่ไว้ให้ดี โดยเฉพาะหนังสือเข้าออกทุกฉบับ”
“ข้าน้อยรับทราบขอรับ ! ”
เย่อู๋เซิงเดินทางออกจากจวนฟู่ไป ฟู่เสี่ยวกวนนั่งคิดต่อไปว่า จากคำกล่าวของจีหลินชุน ปู้เนี่ยนซือไท่มีตำแหน่งสูงเสียทีเดียวสำหรับหยี่ฮวาถาย ส่วนอารามซุ่ยเยว่นั้นมีไว้สำหรับร่างจดหมายหรือรายงานต่าง ๆ เช่นเรื่องราวที่ฟู่เสี่ยวกวนถูกลอบฆ่านั้นก็ได้ผ่านอารามซุ่ยเยว่ก่อนไปถึงหอเยียนจือ จากนั้นจึงนำส่งไปยังหลินหงเพื่อส่งต่อไปให้หยางชีกับจ้าวซื่อ
ตามแผนการเดิมนั้น เมื่อทั้งสองลักพาตัวฟู่เสี่ยวกวนได้แล้ว จะส่งเขาขึ้นไปยังเรือที่จอดเทียบท่าเหนือภูเขาลั่งซาน แต่เนื่องจากแผนการล้มเหลว จึงได้เผาทำลายเรือนั้นทิ้งเสีย ส่วนเรื่องจะนำตัวฟู่เสี่ยวกวนส่งไปที่ใด ? อีกทั้งผู้ใดเป็นคนสั่งจับตัวฟู่เสี่ยวกวนนั้นก็ไม่มีใครรู้ เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ ถูกทำลายเสียจนหมดสิ้น จีหลินชุนรู้เพียงเท่านี้ นางและหลินหงมิรู้ว่าผู้ใดที่อยู่บนเรือลำนั้น
สรุปได้ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหยี่ฮวาถายอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงได้ให้ซูเจวี๋ยคอยจับตามองดูหยี่ฮวาถายเอาไว้
แต่ในวันนี้เขาได้ทูลถามพระสนมซั่งเมื่อตอนอยู่ในวังเตี๋ยอี๋ และตัดสินใจว่าจะมิเข้าไปข้องเกี่ยวเรื่องหยี่ฮวาถายอีก เนื่องจากเขามิอาจทนต่อผลที่ตามมาได้ แต่หยูเวิ่นเต้าสามารถทำได้
หอชิงเฟิงซี่หยู่กับหยี่ฮวาถาย นี่คือการต่อสู้ระหว่างสององค์กรมืดขนาดใหญ่ในเมืองหลวง แน่นอนว่าองค์ชายห้าหยูเวิ่นเต้าและองค์ชายสี่หยูเวิ่นชูจะมิออกมาเผชิญหน้ากันด้วยตนเอง
ฟู่เสี่ยวกวนโยนกระดาษนั้นเข้าไปในเตาผิง จากนั้นสั่งให้ชุนซิ่วเตรียมหมึก และเริ่มลงมือเขียนหนังสือกั๋วฟู่ลุ่น
“ธรรมชาติของมนุษย์ นับแต่เกิดจนดับสูญ มักมีความเห็นแก่ตนเป็นสันดาน ! ”
เขาเขียนประโยคนี้ลงในหนังสือเป็นประโยคแรก เมื่อพิจารณาอยู่สักพัก เขาก็โยนกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไปในเตาผิง
แนวคิดนี้แหลมคมเกินไป เกรงว่าเยี่ยนเป่ยซีและฝ่าบาทจะมิอาจยอมรับได้
“สิ่งใดคือกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ดี ? นั่นหมายความว่าจะต้องส่งเสริมให้ปวงชนในใต้หล้าสร้างความมั่งคั่ง อีกทั้งต้องออกกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินของปวงชนทุกคน ! ”
“เมื่อปวงชนมีแรงจูงใจในการแสวงหาความมั่งคั่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศชาติ ความมั่งคั่งของพวกเขาก็จะเติบโตขึ้นและจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศคึกคักมากยิ่งขึ้น ทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้น และนี่คือผลที่จะได้รับ ! ”
“บทที่ 1 เกี่ยวกับปัจจัยที่เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน”
“ข้อที่ 1 การแบ่งงานทางสังคม”
“ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เพียงแต่มีการแบ่งงานที่แตกต่างกันออกไปในสังคม ชาวนาเพาะปลูกในไร่นาเพื่อผลิตอาหาร คนงานสร้างอุปกรณ์เพื่อเพิ่มผลผลิต พ่อค้าขายสินค้าเพื่อให้สินค้าหมุนเวียน เจ้าหน้าที่บริหารประเทศเพื่อให้สังคมมีเสถียรภาพและสามารถพัฒนาได้อย่างมีระเบียบ ทุกคนต่างทำในสิ่งที่ควรทำในหน้าที่ของตน นี่คือสภาพปัจจุบันของสังคม แต่ยังมิเพียงพอเนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบัน จำกัดความคิดของผู้คนในการแสวงหาความมั่งคั่ง ควรจะต้องมีการปฏิรูปเพื่อกระตุ้นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้คนมีความกล้าที่จะแสวงหาความมั่งคั่งโดยมิต้องกังวล”
“……”
“ข้อดีของการปรับปรุงการแบ่งงานทางสังคม คือการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานจำนวนมาก การใช้ความสามารถของแรงงานให้ถูกต้องกับงาน ทักษะของแรงงาน และการใช้วิจารณญาณในการเพิ่มผลผลิตสินค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเพิ่มมูลค่าทั้งสิ้น”
“……”
ฟู่เสี่ยวกวนมองไปยังตัวอักษรที่เขาเขียนลงไปอย่างตั้งใจ เขามิทันได้รู้ตัวว่าต่งชูหลานได้เดินเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ เขา
ต่งชูหลานเอียงคอมอง นางยิ่งคิดยิ่งเป็นกังวล คิ้วงามคู่นั้นขมวดเสียจนแทบเข้ามาชิดกัน แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ตัวอย่างเช่น ในการผลิตเสื้อผ้าหากมีการแบ่งหน้าที่ ดังเช่น การออกแบบ การเลือกวัสดุ การเตรียมวัสดุ การตัดเย็บและการจัดห่อแนวการปฏิบัติในปัจจุบันมิได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ดังนั้นเสื้อผ้าที่ขายในท้องตลาดจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน กระบวนการทั้งหมดทำเสร็จสิ้นโดยคน ๆ เดียว ซึ่งหมายความว่าไม่มีการแบ่งงานกันทำ หากแบ่งหน้าที่กันมีคนเลือกวัสดุ มีคนเตรียมวัสดุ มีคนตัด มีคนเย็บและมีคนจัดห่อ พวกเขาทำเฉพาะหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น แน่นอนว่าจะมีความเชี่ยวชาญเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเดิมทีอาจตัดเย็บเสื้อผ้าได้ 10 ตัว ก็จะสามารถเพิ่มผลการผลิตเสื้อผ้าได้ 50 ตัวหรือหลายร้อยตัวในทุก ๆ วัน นี่คือการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสินค้า และเป็นการสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น”
ต่งชูหลานจึงได้เข้าใจ ร้านเสื้อผ้าของนางนั้น หากบรรดาแรงงานแบ่งหน้าที่กัน ก็อาจจะผลิตเสื้อผ้าได้มากกว่าเดิมหลายเท่างั้นรึ ?
นางตัดสินใจจะลองนำไปปฏิบัติตาม แต่นางมิได้จากไปในทันที เนื่องจากนางต้องการดูต่อไปว่าฟู่เสี่ยวกวนจะเขียนสิ่งใดต่อ
“…เรื่องของการเกษตรมีลักษณะเฉพาะ มิอาจแบ่งหน้าที่ย่อยได้เหมือนอุตสาหกรรมอื่น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพด้านการผลิตของการเกษตร มีความเกี่ยวข้องกับเครื่องมือในปัจจุบัน ผลผลิตของการเกษตรต่ำมากในแต่ละปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก แต่สุดท้ายก็สร้างมูลค่าได้ไม่มาก หากต้องการลดแรงงาน จะต้องปรับปรุงอุปกรณ์ในการทำเกษตร ตัวอย่างเช่น พื้นที่ 1 หมู่ต้องการคน 1 คนในการเพาะปลูก หากมีอุปกรณ์ที่ดี ในเวลาเดียวกันคนหนึ่งคนสามารถเพาะปลูกได้ 2 หมู่ขึ้นไป นี่คือการลดแรงงานแต่ได้เพิ่มผลผลิต ส่วนชาวนาที่เหลือให้จัดการส่งพวกเขาไปประกอบอาชีพอื่น สิ่งนี้เรียกว่าการถ่ายโอนแรงงานและเป็นการเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ…”