ตอนที่ 344
ตอนที่ 344 อาภรณ์เมฆหมอก
October 22, 2026
ตำหนักองค์หญิงตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของวังหลัง ห่างจากตำหนักเจิ้งหยางมากเสียทีเดียว
รถม้าของจักรพรรดินีกำลังแล่นเข้าไปบนเส้นทางที่เงียบสงบนี้ โคมไฟทั้งสองข้างทางถูกหมอกบังเสียจนมองเห็นเพียงเงาสีส้มจาง
จักรพรรดินีเซียวเอื้อมมือไปเปิดม่าน ทำให้หมอกชื้นพุ่งเข้าไปในรถม้า ใบหน้าของพระนางจึงดูเลือนรางยิ่ง
แต่ทว่าใบหน้านั้นยังคงยิ้มด้วยความสะใจ ฟู่เสี่ยวกวนตายแล้ว !
จากนี้คาดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิที่ทรงกริ้ว
ฝ่าบาททรงมีโอรสเพียง 2 คน บัดนี้อู๋คุนโอรสองค์ที่สองของเขา นับจากเวลาคาดว่าน่าจะตายแล้วเช่นกัน เช่นนี้ก็จะเหลือรัชทายาทเพียงคนเดียวแล้ว…ฝ่าบาทคงจะมิทรงให้ผู้อื่นขึ้นมานั่งตำแหน่งจักรพรรดิเป็นแน่ แม้ว่าฝ่าบาทจะมิทรงชื่นชอบองค์รัชทายาท แต่ทว่าตำแหน่งองค์รัชทายาท นี้คงจะนั่งได้อย่างมั่นคงขึ้น
ในเมื่อฝ่าบาททรงควบคุมอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เช่นนั้นคงจะคิดวางแผนกับจัวเปี๋ยหลีเอาไว้แล้ว อีกทั้งยังทรงควบคุมองครักษ์หลวง หากจะกระทำเหมือนเมื่อสิบสองปีที่แล้วคาดว่าจะมิได้ ดังนั้นจักรพรรดินีเซียวจึงได้ตระหนักถึงโชคชะตาที่นางจะต้องเผชิญ
ก่อนที่นางจะถูกจับขังในคุกเย็น นางอยากจะพบอู๋หลิงเอ๋อร์อีกสักครา นางอยากจะบอกกับอู๋หลิงเอ๋อร์ว่าฟู่เสี่ยวกวนตายแล้ว !
นางรู้ว่าอู๋หลิงเอ๋อร์จะต้องทุกข์ทรมาน แต่ความเจ็บปวดเช่นนี้จะถูกกำจัดออกไปตามกาลเวลา หลังจากหนึ่งหรือสองปีนางก็จะลืมฟู่เสี่ยวกวนได้สำเร็จ จากนั้นนางก็จะได้พบกับชายในดวงใจ เมื่อนั้นองค์จักรพรรดิจะทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นพระสวามี หรือบางทีอู๋หลิงเอ๋อร์อาจจะอยู่ในตำหนักองค์หญิงไปชั่วชีวิต
บนถนนนี้มิมีผู้ใด ช่างเงียบสงบยิ่งนัก
นี่คือชีวิตของสตรี !
นางคิดไปต่าง ๆ นานาจนกระทั่งรถม้ามาถึงตำหนักขององค์หญิง
ภายในตำหนักยังคงมีแสงไฟส่องสว่าง จักรพรรดินีเซียวเสด็จลงมาจากรถม้าแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องบรรทมของอู๋หลิงเอ๋อร์
ไฟในห้องบรรทมยังคงส่องสว่างอยู่ ประตูมิได้ถูกปิดลง
พระนางเดินเข้าไปด้านในห้องบรรทมแล้วขมวดคิ้วขึ้น มีบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเดินออกมา แต่ทว่ามิมีร่องรอยของอู๋หลิงเอ๋อร์
“องค์หญิงอยู่ที่ใด ? ”
บ่าวรับใช้ผู้นั้นคุกเข่าลงแล้วตอบกลับด้วยท่าทางหวาดกลัวว่า “ทูลจักรพรรดินี องค์หญิงทรงนำทัพทหารหญิงออกไปแล้วเพคะ ตรัสว่า ตรัสว่า…จะไปช่วยฟู่เสี่ยวกวน”
จักรพรรดินีเซียวได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเสียจนหัวคิ้วแทบจะติดกัน พระนางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “นางออกไปตั้งแต่เมื่อใด ? ”
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงทรงเสด็จออกไปราว 2 เค่อแล้วเพคะ”
นางจึงเดินมาที่หน้าโต๊ะทรงพระอักษร นั่งลงและมองไปยังกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะแผ่นนั้น
มีกวีบทหนึ่งถูกเขียนลงไป
ตัวอักษรที่งดงามนี้ มองดูมิใช่ลายมือของอู๋หลิงเอ๋อร์
พระนางอ่านกวีนี้ขึ้น
“ไร้ซึ่งความปรารถนา บทประพันธ์สวนแพร์แห่งตำหนักชิงเสียน
มหาชนท่องเที่ยวยามวสันตฤดูเอิกเกริกในทุกปี ดอกแพร์บานสะพรั่งต้อนรับหานสือเจี๋ย
ช่างหอมฟุ้งขาวนวลไร้มลทิน ลำต้นดั่งหยกงาม ขาวปานหิมะ
ค่ำคืนเงียบสงัด สาดแสงครุมเครือ เย็นระเรื่อจันทร์ส่องผ่องอำไพ
ดุจสวรรค์บนผืนพสุธา แสงเงินสาดส่องทั่วหล้า
ดั่งบังอรผู้หาญกล้า ทีท่าอรชร กมลมั่นแลสูงส่ง
สารพันน้อยใหญ่ใคร่ประสงค์ หอมบุษบงมิแม้นเหมือน
เกรียงไกรส่องสะเทือน เดื่อนดุจพรสวงสวรรค์ ปักธรณินไซร้ยากแยกแยะ
มองจากถิ่นสุราลัย แสนวิสุทธ์สกาวตา
ประพันธ์โดยฟู่เสี่ยวกวน เขียนโดยต่งชูหลาน ณ เรือนชิงเสียนเมืองฝานหนิง รัชสมัยเซวียนปีที่ 9 เดือนสาม วันที่สิบห้า
นางหยิบกระดาษขึ้นมา หัวคิ้วสองข้างเริ่มคลายลง จากนั้นคิดทบทวนอย่างละเอียด บุตรนอกสมรสผู้นี้มีความสามารถอย่างแท้จริง หากมองทั่วทั้งใต้หล้าหาได้มีผู้ใดประพันธ์ออกมาได้ยอดเยี่ยมเยี่ยงเขาไม่ ?
น่าเสียดายยิ่ง เกรงว่ากวีบทนี้จะเป็นบทสุดท้ายของเขาเสียแล้ว
ไร้ซึ่งความปรารถนา มุมปากของพระนางเผยอขึ้นแฝงด้วยรอยยิ้มอันเยือกเย็น มนุษย์ทั่วหล้า ผู้ใดกันที่ไร้ซึ่งความปรารถนา ?
ไร้สาระ !
เพียงทำให้หลิงเอ๋อร์ สาวน้อยผู้ไร้เดียงสาหลงเชื่อได้ก็เท่านั้น !
……