ตอนที่ 760
ตอนที่760 เชิญท่านลงโอ่ง
October 28, 2026
ตกดึกฉีเฟยอวิ๋นนอนไม่หลับ เมื่อนึกถึงคู่สามีภรรยาเฟิ่งไป่ซูที่พักอยู่ห้องข้างๆก็นอนไม่หลับเลย
ต้องการพูดอะไร ฉีเฟยอวิ๋นเองก็มิกล้าเอ่ยปากเพราะผนังห้องบาง อากาศในห้องร้อนอบอ้าว ทั้งสองนอนด้วยกันลมหายใจตีกัน ทำให้ความร้อนกระจายออกมา
ฉีเฟยอวิ๋นผลักหนานกงเย่ : “เหตุใดท่านจึงกอดหม่อมฉันแน่นหนาเพคะ?”
“ข้าอดกลั้นอย่างมาก” ก่อนหน้าเมื่อตอนที่หนานกงเย่จัดการห้อง เขาตั้งใจปล่อยห้องข้างๆให้ว่างไว้ ห้องของเขาห้องนี้ติดกับผนัง เพื่อที่จะพักได้อย่างสบาย และจะไม่มีอันใดเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองทอดรักกัน
ไม่เพียงแต่คนทั่วไปจะได้ยิน แต่หากเป็นคนที่กำลังภายในยอดเยี่ยม แม้นไม่ส่งเสียงใดๆก็สามารถได้ยินได้
มาวันนี้ยิ่งกว่า คนก็พักอยู่ข้างๆ จะพูดก็ต้องพูดให้เบา
ฉีเฟยอวิ๋นขยับตัวไปสองที หนานกงเย่บอกให้นางอย่าขยับ มองไปทางประตู ฉีเฟยอวิ๋นถึงจะหลับตาลง
เมื่อหลับตาลง ก็มีลมพัดผ่านไปตรงประตู หนานกงเย่ลืมตาและลุกขึ้นนั่ง ฉีเฟยอวิ๋นรู้ว่าเกิดเรื่องก็ลุกขึ้นตามไปด้วย ทั้งสองออกจากห้อง หนานกงเย่ไปสอดส่องที่ห้องเฟิ่งไป๋ซู ด้านในไม่มีผู้ใดแล้ว
เมื่อหันตัวกลับไป ทั้งสองก็ไปที่ด้านนอก ในลานก็ไม่มีผู้ใดเช่นกัน
“กลับวังไปแล้วกระมั่งเพคะ?”
“มิน่าใช่ ไปดูบนหลังคาเถิด” สวมกอดฉีเฟยอวิ๋น มิรอให้ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกตัว หนานกงเย่ก็พาฉีเฟยอวิ๋นขึ้นไปบนหลังคาแล้ว
เมื่อถึงบนหลังคาทั้งสองเพิ่งจะวางเท้าลง หนานกงเย่ก็มองไปทางหนึ่ง : “น่าจะเป็นทางนั้น ไปดูกันเถิด”
“ไม่มีคนหนิเพคะ?”ฉีเฟยอวิ๋นมิหลัวความสูง เมื่อภพก่อนนางเป็นหมอทหาร เรื่องขึ้นไปบนที่สูงนั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับนางนัก นางเพียงแค่มิสามารถบินข้ามกำแพงได้เท่านั้น
หนานกงเย่วางฉีเฟยอวิ๋นไว้ด้านหลังและออกตัวไปทันที ขณะที่ออกตัวก็อธิบายไปด้วย: “เพลานี้มืดค่ำแล้ว เมื่อมืดค่ำก็จะเงียบสงบ แม้กระทั่งหมู่นกก็นอนหลับไปด้วย แต่มีเพียงที่ตรงนั้นที่ยังคงมีเสียงนกร้อง ฉะนั้นต้องมีคนไปที่นั่นเป็นแน่”
หนานกงเย่เดินผ่านหลังคาอย่างรวดเร็วเหมือนดั่งลมพัด ฉีเฟยอวิ๋นกอดคอของเขาไว้ด้วยมือทั้งสอง และกล่าวอย่างตกใจ : “ท่านอ๋องทำได้อย่างไรเพคะ เพียงแค่เห็นเมื่อตอนกลางวัน พอตกดึกก็เป็นเลยหรือเพคะ?”
“ข้าเพียงแค่ฝึกฝนเท่านั้น แต่อวิ๋นอวิ๋นสามารถมองออกได้ก็มิเลวนัก”
ทั้งสองไปถึงป่าตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงพื้นฉีเฟยอวิ๋นก็กล่าวโดยทันที: “เหตุใดที่แห่งนี้จึงเป็นสุสานเพคะ?”
“ใช่แล้วล่ะ”
หนานกงเย่เองก็สังเกตเห็นแล้วว่าสถานที่ตรงหน้านั้นคือสุสาน
ในป่าก็ด้วยเช่นกัน หนานกงเย่วางฉีเฟยอวิ๋นไว้ด้านหลัง: “ข้าจะเข้าไปดู”
“ท่านอ๋อง แท้จริงแล้วเรามิจำเป็นต้องเข้าไปก็ได้เพคะ ถึงอย่างไรพวกเขาจะไปที่ใดก็เป็นอิสระของพวกเขา เรามิจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเพคะ แต่ที่ท่านอ๋องเป็นเช่นนี้ก็เพราะตั๋วเงินใช่หรือไม่เพคะ?”
“ข้าชอบตั๋วเงินจริง แต่ไม่ขนาดที่อวิ๋นอวิ๋นคิดหรอก แล้วอวิ๋นอวิ๋นรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่ว่าพวกเขาตั้งใจล่อให้ข้ามาล่ะ?”
“อย่างไรเพคะ?”
หนานกงเย่อุ้มฉีเฟยอวิ๋นเดินผ่าน ทั้งสองยังต้องพูดคุยกัน
หนานกงเย่เองก็หมดหนทาง: “เพราะตอนนอนนั้นแหละ สิ่งที่เจ้าและข้าพูดคุยกัน พวกเขาอาจจะได้ยินหมดแล้วก็เป็นได้ เหตุใดจึงไม่รอประเดี๋ยวค่อยออกไปกัน? หากออกไปเพลานี้ เราต้องรู้อย่างแน่นอน และด้วยความเร็วของพวกเขาแล้ว สามารถเร็วกว่านี้ได้อีก แต่พวกเขากลับไม่ทำเช่นนั้น ให้ข้าสังเกตเห็นมิใช่ว่าจะล่อให้ข้าไปหรอกหรือ?”
“……”ฉีเฟยอวิ๋นเองก็รู้สึกมีเหตุผล จึงได้เงียบไป ทั้งสองเดินผ่านป่าไปยังมีแม่น้ำกว้างใหญ่สายหนึ่ง ปล่อยฉีเฟยอวิ๋นลงหนานกงเย่จึงได้ใช้แสงไฟจากดวงจันทร์มองไปรอบๆ
“ท่านอ๋อง มิมีทางไปแล้วหรือเพคะ?”
“ใช่แล้วล่ะ ดูท่าจะไม่มีทางไปแล้วล่ะ แม่น้ำที่นี่กว้างใหญ่นัก แม้นข้าจะใช้วิชาตัวเบาก็มิสามารถข้ามไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือยังมีอวิ๋นอวิ๋นอยู่ แต่ทว่าแม่น้ำนั้นไหลไปด้านข้าง ข้าเองก็มิสามารถอ้อมไปได้ แม้นได้ฟ้าก็สว่างแล้ว
หนานกงเย่หาทางใหม่อีกทางหนึ่ง แต่ไม่พบจึงได้ยืนเหม่อลอยอยู่ริมแม่น้ำ
“พวกเขาข้ามไปได้อย่างไรกัน?” หนานกงเย่พึมพำ
ฉีเฟยอวิ๋นนั่งลงไปตรวจสอบน้ำ: “ในน้ำมีปลา น่าจะไม่มีพิษ ท่านอ๋อง เราสามารถว่ายไปได้เพคะ”
“ในน้ำไม่มีพิษจริง แต่มิใช่ว่าจะปลอดภัยอย่างแน่นอน หากในน้ำมีสัตว์ร้ายตัวใหญ่ เช่นนั้นเจ้ากับข้าก็ต้องตายอยู่ในนั้น แหล่งน้ำของเมืองต้าเหลียงมิได้อุดมสมบูรณ์เท่าแคว้นเฟิ่ง และข้ามิเชี่ยวชาญด้านน้ำเท่าไรนัก”