ตอนที่ 26
ตอนที่26 คู่นอน
October 28, 2026
C h a p t e r 26
03.10 น.
ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของชายหนุ่มที่โอบกอดเธอไว้แนบอก คล้ายกับว่ากลัวเธอจะหายไปไหน
เรียวยังคงนอนลืมตามองดูผนังห้องด้วยสีหน้าเหม่อลอย...ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเหมือนความฝัน กลัวว่าถ้าหลับตาลงแล้วตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะหายไปและกลายเป็นสิ่งที่เธอคิดไปเอง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอมีความรู้สึกแบบนี้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่ร่างกายแต่รวมถึงหัวใจของเธอด้วย และคงจะเสียไปอย่างสูญเปล่า...
เพราะตอนนี้เธอกลายสภาพเป็นคู่นอนของเขาไปโดยปริยายแล้ว
เรียวพยายามขยับตัวแต่ยิ่งกระดุกกระดิก แขนแกร่งของชายหนุ่มก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก ไออุ่นของเขาโอบล้อมเธอไว้จนไม่กล้าจะขยับเขยื้อนไปไหน...แต่เธอต้องไป เธอไม่กล้าสู้หน้าตอนเขาตื่นขึ้นมา เธอไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ควรจะทำตัวยังไงต่อไป จะมองหน้าเขายังไง
"ที่รัก...ผมชอบคุณ"
“…” คำพูดไม่มีปี่มีขลุ่ยของเขาทำเอาเธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...
คำว่าชอบหมายความว่ายังไง แปลว่าเธอได้รับความโปรดปรานแบบนี้เหรอ
"ผมชอบคุณ ชอบคุณ" ชายหนุ่มพูดซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดเหมือนคนนอนละเมอ ตอนเขาหลับ ก็ดูหล่อเซ็กซี่ดีเหมือนกันนะ
มือไม่อยู่สุขค่อยๆ ไล้กรอบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา จนมาถึงริมฝีปากบวมเจ่อ
ไม่นาน เรียวก็พยายามลุกออกจากเตียง เก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น สวมใส่ให้เรียบร้อย จากนั้นก็ย่องเดินออกไปจากห้อง พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าในมือ
04.02 น.
เรียวนั่งอยู่ในรถสปอร์ตสีดำ ที่จอดอยู่ริมฟุตบาทมานานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว เพลงดังอยู่ภายในรถซ้ำไปซ้ำมา เหมือนความรู้สึกของเธอตอนนี้...
Left arms wrapped around ya..
(แขนซ้ายของฉันโอบอยู่รอบตัวคุณ)
I whisper in your ear and kiss your cheer.
(ฉันกระซิบข้างหูคุณเบาๆ แล้วจูบแก้มของคุณ)
Moving bangs to the side
(ค่อยๆ เกลี่ยผมหน้าม้าของคุณ)
soft kisses on the lips while
(มอบจูบที่แสนอ่อนโยนบนริมฝีปากระหว่างที่...)
We're underneath the covers wondering if there's...
(เราเอนตัวนอนอยู่ใต้ผ้าห่ม ถ้ามี...)
Moonlight Chemistry - Jeff Bernat
เครดิต : sunxchy (youtube) แปล
ถ้าเพลงนี้ จะทำให้เธอคิดถึงฉากแต่ละฉากบนเตียงได้ชัดเจนขนาดนี้ ก็ฆ่าเธอให้ตายเลยเถอะ เธอเอื้อมมือไปปิดเพลงแล้วก็กลับมาอยู่เงียบๆ อีกครั้ง
ความคิดผสมปนเปจนสับสนไปหมด มีแต่คำถามมากมายในใจ ทำไมถึงได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้เขาได้ขนาดนี้นะ
สายตามองไปข้างนอกอย่างเหม่อลอย ไร้จุดโฟกัสใดๆ สมองคิดแต่เรื่องที่เกิดขึ้นพลางทบทวนทุกอย่าง...การมีอะไรกับเขาไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ทั้งสิ้นและเธอรู้ดี ตอนนี้เธอกลายเป็นเพียงคู่นอน เหมือนกับผู้หญิงทั่วไป
ทั้งที่เตือนตัวเองบอกตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่ดี น่าสมเพชนัก!!
____________________
พอลสันลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือใช้มือคลำหาสิ่งที่เคยอยู่ข้างกายแต่ตอนนี้กลับพบเจอเพียงความว่างเปล่า หมอนข้างที่เคยมีคนนอนอยู่กลับไม่มีใครแล้ว รวมทั้งความเย็นของผ้าปูที่นอน แสดงว่าเธอลุกออกไปนานแล้ว…
เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์หัวเตียงกดโทรออกหาหญิงสาวแต่
'หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ขนาดนี้ กรุณาฝากข้อความเสียง...'
เธอไม่เปิดเครื่องอีกแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจพลางลุกลงจากเตียง สายตาก็พลันไปเห็นบางอย่างบนผ้าปูเตียง
รอยเลือด…
พอลสันยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาใส่ จากนั้นก็เดินออกจากห้องไป
เชนสบสายตาเข้ากับเจ้านาย ก็ก้มหน้า พร้อมกับเอ่ยปากพูดทันที
“เธอกลับไปนานแล้วครับ”
“อืม” เขาพยักหน้าตอบรับ เดินผ่านไปหยิบน้ำขวดในตู้เย็นออกมาเทใส่แก้วแล้วยกดื่ม เขานึกไว้อยู่แล้ว ว่าหลังจากตื่นขึ้นมาคงไม่ได้เจอหญิงสาว แต่ไม่ว่ายังไงตอนเช้าก็ต้องเจอเธอที่ทำงานอยู่ดี เพราะไม่ว่ายังไงตอนนี้ เธอก็หนีเขาไปไหนไม่ได้อีกแล้ว
08.34 น.
บริษัท Red Blood
พอลสันนั่งเท้าคางอยู่ในห้องทำงาน สายตาจ้องมองประตูหน้าห้องครั้งแล้วครั้งเล่า นิ้วมือเคาะบนโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า คล้ายกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
เกือบจะเก้าโมงแล้ว ทำไมเธอยังไม่มาทำงานอีก ทั้งที่ตอนนี้มันสายแล้วนะ
เรียวเดินเข้ามาในตึก สักพักก็เดินกลับออกไป จากนั้นก็เดินเข้ามาอีกครั้ง ยึกยักอยู่เป็นเวลานาน จนในที่สุดก็ตัดสินใจกดลิฟต์
ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมัน!!
ติ้ง!!
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกมา หญิงสาวมีท่าทีลังเลว่าควรจะก้าวเท้าเข้าไปดี หรือจะขอลาหยุดดี… มันตัดสินใจไม่ได้ จิตใจเธอมันวุ่นวายไปหมด
ให้ตายเถอะ!!
"เฮ้!! คนสวย เจอกันอีกแล้ว" หญิงสาวได้ยินเสียงเรียกก็หันไปมอง เห็นเจคใส่แว่นตาสีดำเดินมายืนรอลิฟต์อยู่ข้างเธอ "ผมกำลังจะไปหาเพื่อนรักพอดี สงสัยเราจะใจตรงกันนะครับ"
ชายหนุ่มยกยิ้ม โอบไหล่เธอแล้วพาเข้าไปยืนในลิฟต์โดยไม่สนใจสีหน้าแววตาความหวาดกลัวของเธอสักนิดเดียว
เจคปล่อยมือแล้วกอดอกแทน จากนั้นก็หันไปมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมวันนี้รู้สึกแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างแปลกไป วันนี้เธอดูเปล่งปลั่งสดใสและสวยเป็นพิเศษ ทั้งที่การแต่งตัวก็เหมือนเดิม
"มอง มองอะไรคะ"
"ผมรู้สึกว่า วันนี้คุณดูสวยกว่าทุกวัน ไม่ใช่สิ สวยขึ้นต่างหาก"
“…” เรียวไม่ได้ตอบกลับ แต่ใช้รอยยิ้ม เพื่อแทนคำขอบคุณ
ลิฟต์ขึ้นไปใกล้จะถึงชั้นเป้าหมายแล้ว
ติ้ง!!
มีลิฟต์เปิดระหว่างทางพอดี เรียวขยับตัวเองไปยืนอยู่ในมุม เพื่อให้มีเนื้อที่สำหรับคนที่จะเข้ามาในลิฟต์ แต่กลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามายืนใกล้เธอ แล้วยังแอบมองเป็นระยะ จนเจคทนไม่ไหว รีบดึงแขนเธอให้เข้ามายืนข้างหลังเขา จากนั้นก็ยืนขวางสายตากะลิ้มกะเหลี่ยด้วยการถลึงตาโตใส่ จนชายหนุ่มได้แต่ก้มหน้าลงมองพื้น
ถ้าพอลสันมาเห็นผู้หญิงของตัวเองถูกลวนลามทางสายตาแบบนี้ มีหวัง เจ้าหมอนี่ไม่ได้ตายดีแน่
ติ้ง!!
เรียวยืนแข็งทื่อ สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นของร่างกาย ขาก้าวไม่ออก เธอ…เธอยังไม่พร้อมเลย เมื่อคืนกลับมาก็ไม่ได้นอน พยายามทำใจอยู่ตั้งนานกว่าจะตัดสินใจออกจากบ้านมาได้
แต่พอเจอสถานการณ์จริง มันคนละเรื่องกันเลย...
"มาสิครับ" เจคเดินออกมาจากลิฟต์ สังเกตเห็นหญิงสาวไม่มีท่าทีจะเดินออกมาก็ทักขึ้นด้วยความสงสัย
"คุณ...คุณเข้าไปเลยค่ะ พอดีฉันลืมของไว้ที่บ้าน"
"What? "
"ฉันจะกลับไปเอา..."
ฟรึ่บ!
เรียวไม่ทันได้พูดต่อ ชายหนุ่มก็ดึงแขนเธอออกมาจากลิฟต์ อาจด้วยเพราะแรงดึงมากเกินไป ทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่และเซไปกอดเขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
"โอ๊ย" หน้าผากกระแทกกับปลายคางเจ็บจนหน้ายู่
"I'm so sorry" เจคจับไหล่หญิงสาวดันออกเพื่อดูหน้าผากของเธอที่ปูดแดงเพราะแรงกระแทก
"อะแฮ่ม..."
เสียงกระแอมทำให้ชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์หันไปมอง เสียงเมื่อกี้ เป็นของเชนอย่างไม่ต้องเดา แต่ก็ไม่ได้มีเชนคนเดียว เพราะมีพอลสัน ยืนมองหน้าหงิกอยู่ตรงนั้นด้วย
ด้วยสัญชาตญาณ เธอจึงรีบดันเจคออกห่างทันที
"ไฮ ทำไมวันนี้มาขึ้นลิฟต์ตรงนี้ได้ล่ะ ปกติ..."
"มาทำอะไร" เสียงเข้มของเขา ทำให้เรียวรู้สึกขนลุกขนชัน เธอค่อยๆ เดินหลบเลี่ยงออกไปจากสายตาของชายหนุ่ม เพื่อกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน
พอลสันรั้งสายตากลับไปมองเพื่อนสนิทตรงหน้า ด้วยแววตาเต็มไปด้วยโทสะ...
"ทำไมต้องพูดจาไร้เยื่อใยแบบนั้นด้วยเล่า"
“…” พอลสันไม่ได้ฟังต่อ เลือกเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานตามเดิม
เขาก็นึกเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะเป็นอะไร ถึงได้รีบร้อนออกมาเพื่อจะไปหาเธอที่บ้าน...แต่ใครจะไปนึกว่าจะมาเจอเธอยืนกอดกับเจค อยู่หน้าลิฟต์ในบริษัท
มันน่าหงุดหงิด!! เธอเป็นผู้หญิงของเขาแล้วนะ!! เธอไม่มีสิทธิ์ไปอยู่ใกล้ผู้ชายคนอื่น!!
"นายกำลังจะไปไหน..." เจคส่งเสียงตะโกนเรียกพร้อมกับเดินตามเขาเข้าไปในห้องด้วย
เจคเดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาว เอนหลังนั่งอย่างสบายใจ
“เฮ้อ ฉันชอบโซฟาที่ห้องนายจริงๆ”
"รู้สึกว่าช่วงนี้จะว่างมากสินะ"
"ไม่ว่างหรอก แค่อยากมาหาเพื่อนคุยเท่านั้นแหละ...” เจคหันไปมองเขาที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน “มองแบบนั้นทำไม" เจคตาโต ทำท่าทางนึกอะไรบางอย่างได้ "นี่ ฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง เมื่อกี้ตอนขึ้นลิฟต์ เจอกับพนักงานชายคนหนึ่ง ทำสายตาเจ้าชู้ใส่คุณเรียวด้วย ฉันก็เลยยอมเสียสละตัวเอง ยืนขวาง และทำหน้าดุใส่จนพวกนั้นได้แต่ก้มหน้าหนีไปเลย...เป็นไงฉันทำดีหรือเปล่า"
เจคจ้องมองเพื่อนสนิทอย่างคาดหวัง แค่อยากให้เพื่อนอ้าปากพูดชื่นชมเขาสักนิดให้ชื่นใจก็เพียงพอแล้ว แต่...
"ดี...ดีมาก" เสียงที่ออกตามไรฟันและแววตาเยือกเย็นของพอลสัน ทำให้เจคกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว...ไม่เห็นเหมือนคำชม...เหมือนคำประชดประชันยังไงก็ไม่รู้
เรียวนั่งเท้าคางอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สายตามองโทรศัพท์สำนักงาน ที่วางอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าเขาโกรธอะไรเธอหรือเปล่า เพราะสายตาเมื่อกี้ มันเหมือนเขากำลังโกรธและไม่พอใจเธออยู่
ไม่เห็นดีใจที่ได้เจอเธอสักนิด อุตส่าห์หลงคิดว่าทะลุกระจกไปที่หน้าห้องของชายหนุ่ม...เมื่อกี้ เขามองเธอเหมือนกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“คุณเรียวคะ”
“ค่ะ” เธอเงยหน้ามองพนักงานคนหนึ่งที่อยู่ในห้อง
“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าก่อนจะเดินตามหญิงสาวออกมาที่ห้องพักด้านข้าง “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือว่า…” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเขินอาย ก่อนจะหยิบกล่องอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า “คือว่า ฉันทำช็อกโกแลตเอง อยากจะเอามาให้คุณพอลสัน แต่ว่าเข้าไปไม่ได้ รบกวนคุณเรียวเอาไปให้เขาได้หรือเปล่าคะ”
“…” เอ่อ คิดจะให้เธอเป็นแม่สื่อให้หล่อนแบบนี้เหรอ
“อย่า อย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันแค่ แค่ อยากให้คุณพอลสันได้ลองชิมเท่านั้นเอง”
“…”
“ได้ไหมคะ คุณเรียว”
“ก็ได้ค่ะ จะลองดูนะคะ”
“ขอบคุณมากเลยนะคะ อย่าบอกเขาเด็ดขาดเลยนะคะ ว่าฉันเป็นคนเอามาให้” เรียวรับกล่องช็อกโกแลตมาก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม
11.02 น.
เรียวยืนอยู่หน้าห้องทำงาน ในมือถือแฟ้มเอกสารที่ต้องให้เขาอยู่ 2 เล่ม มือที่กำลังจะเคาะกระจกชะงักอยู่หลายครั้งเพราะความขี้ขลาด
ทำไมเธอต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ จะกลัวอะไรนักหนา ก็แค่เสียพรหมจรรย์ ไม่เห็นมีอะไรน่าอาย